ประวัติความเป็นมาของอีสป


ประวัติความเป็นมาของอีสป ผู้เป็นต้นกำเนิดของนิทานอีสป

 อีสป เป็นชื่อของชายคนนึงที่เกิดในเมืองฟรีเยียในดินแดนที่ปัจจุบันเรียกว่าเอเซียไมเนอร์ในยุคเมื่อราวปี 620-560 ก่อน คริสตศักราชหรือก่อนสมัยพุทธกาลเล็กน้อย ซึ่งเป็นดินแดนที่ทวีปเอเชีย และยุโรป มาชนกัน และเป็นดินแดนที่เจริญรุ่งเรืองมากในสมัยของอีสป เนื่องจากเป็นแหล่งรวมของบรรดาพ่อค้าวาณิช พวกทูตและ นักท่องเที่ยวรวมทั้งเป็นดินแดนที่มีการค้าทาสกันอย่างมากมายในสมัยนั้น และอีสปก็คือทาสคนหนึ่งของที่นั่น ซึ่งมีสมญาว่า Ethiop(เอธิออป) ซึ่งมีความหมายว่าตัวดำ แต่ชาวยุโรปเรียกเสียงเพี้ยนไปเป็น Aesop (อีสป) (ชื่อเอธิออปเชื่อว่ามาจากชื่อประเทศเอธิโอเปีย ต่อมาเปลี่ยนเป็น อะบิสซีเนีย) แต่บางตำนานบอกว่าอีสปอาจจะมาจากเมืองเทรซ ไพรเกียเอธิโอเปีย ซามอส เอเธนส์ หรือเมืองซาร์ดิส ซึ่งไม่มีใครรู้แน่นอน 


ซึ่งเดิมทีนั้นอีสปเป็นทาสอยู่ที่เมืองซามอส (Samos) ประเทศกรีซ อิดมอนหรือเอียดม็อน คือเจ้านายของอีสป ได้ี่ให้อีสปเป็นครูสอนหนังสือลูกๆของเขา บ้านของอิดมอนเป็นที่พบปะสังสรรค์กันในหมู่บุคคลสำคัญของกรีก อีสปจึงมีโอกาสได้พบเห็นและรู้จักกับบุคคลเหล่านั้น ซึ่งอีสปมีความสามารถพิเศษ สังเกตรู้ได้ด้วยวิจารณาญของเขาว่า ใครเป็นคนอย่างไร และอิมมอนได้รู้ในความพิเศษของเขามักจะนำอีสปไปด้วยเสมอเมื่อไปพบกับคนใหญ่คนโตของกรีก และอีสปได้เล่านิทานให้พวกเขาเหล่านั้นฟัง ซึ่งทำให้เป็นที่ชื่นชอบของทุกคน ที่ได้ฟังเรื่องเล่าของอีสป 


ซึ่งในประวัติเล่าว่า อีสปนั้นมีรูปร่างที่อัปลักษณ์ผิดมนุษย์ คือ จมูกบี้ ปากแบะ ลิ้นคับปาก หลังงุ้ม ผิวดำมืด อีสปมักจะพูดเสียงอยู่ในลำคอ ไม่ค่อยมีใครฟังได้ยินว่าเขากล่าวว่าอะไร แต่ภูมิปัญญาของเขานั้นล้ำเลิศนัก โดย แต่ผู้ที่ได้ฟังนิทานจากอีสปมักติดอกติดใจในเนื้อหา ข้อคิด คติเตือนใจ ด้วยเหตุนี้คนสำคัญๆของกรีก มักจะเชิญอีสปเป็นแขกให้ไปเล่านิทานให้ฟังอยู่เสมอๆ
ต่อมาเมื่อนายของเขาคืออิดมอนได้ให้อิสระภาพแก่อีสป อีสปก็ได้เข้าไปอาศัยอยู่ในวังของกษัตริย์ครีซุส ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่ร่ำรวยมหาศาล ทำให้อีสปได้พบกับรัฐบุรุษของเอเธนส์และนักปราชญ์ผู้รอบรู้ต่างๆมากมาย โดยเฉพาะนักปราชญ์ที่ชื่อ โซลอน 


บางตำนานบอกว่าอีสปเคยเข้าไปอยู่ในสำนักของโซมอล ซึ่งเป็นนักกฎหมายที่มีชื่อเสียงมาก โซลอนเป็นญาติของปีซัสเตรตัส ผู้ปกครองแห่งเอเธนส์ ซึ่งชาวเมืองคิดจะขับไล่ออกจากตำแหน่งเจ้าเมือง เพราะเห็นว่าปิซัสเตรตัสปกครองประชาชนโดยใช้อำนาจกดขี่ข่มเห่งประชาชน ซึ่งอีสปเองได้เล่านิทานเรื่อง “กบเลือกนาย”่ เพื่อให้กับประชาชนชาวเอเธนส์ฟัง ทำให้ชาวเมืองเลื่อมใสการปกครองของปิซัสเตรตัสได้สำเร็จ นอกจากนั้นอีสปยังได้เล่านิทานอุปไมยหลายๆเรื่อง ณ สำนักของโซมอลแห่งนี้ 
นิทานอีสป นิทานอีสป ของอีสปได้เค้าโครงมากจาก หลายๆที่โดยเป็นเรื่องเล่าเก่าๆของอินเดีย อาระเบีย กรีก เปอร์เซียและดินแดนอื่นๆ โดยอีสปนำมาดัดแปลงเล่าใหม่ นิทานอีสปเป็นนิทานที่เล่าปากเปล่าไม่มีการจัดบันทึกเป็นหลักฐาน แต่ต่อมามีผู้บันทึกเอาไว้ เช่นหลักฐานของแผ่นปาปิรัสอียิปต์โบราณ เป็นต้น 


ซึ่งผู้ที่บันทึกและรวบรวมไว้ คือ ฟีดรัส ทาสชาวมาซีโดเนียนในยุคจักรพรรดิออกุสตุส จักรวรรดิแรกแห่งโรมัน ได้เป็นผู้หนึ่งที่รวบรวมเรื่องราวของนิทานอีสปเอาไว้เป็นภาษาลาติน บางตำนานบอกว่าชาวกรีกผู้หนึ่งชื่อว่า เดมิตริอุส ได้รวบรวมนิทานอีสปโดยเขียนเป็นหนังสือไว้เมื่อราว 30 ปีก่อนคริสต์ศักราช ต่อมามีผู้เขียนขึ้นใหม่อีกหลายคน จนพระที่ชื่อมาซิมุล พลานูด ได้แปลนิทานอีสปจากภาษาลาตินเป็นภาษาอังกฤษเมื่อ ค.ศ. 1400 ต่อมาชนชาติอื่นได้นำนิทานอีสปมาแปลเป็นของชนชาติตน แต่คงคติคำสอน และข้อคิดอันเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องยังคงได้รับการรักษาเอาไว้ได้อย่างดีเยี่ยม

Tag : ประวัติความเป็นมานิทานอีสปอีสป


เรื่อง สุนัขผู้ซื่อสัตย์


เรื่อง สุนัขผู้ซื่อสัตย์ มีบ้านหลังหนึ่งได้เลี้ยงสุนัขเอาไว้เฝ้าบ้าน ซึ่งสุนัขตัวนั้น ซื่อสัตย์มาก และรักเจ้าของมาก ในยามกลางคืนขณะที่มันนอนหลับ หากได้ยินเสียงผิดปกติมันก็จะลุกขึ้นมาเห่าเสมอเพื่อ เตือนภัยเเก่เจ้าของบ้าน คืนหนึ่ง มันได้ยินเสียงฝีเท้าคนย่ำใบไม้ดังกรอบเเกรบ เเผ่วเบาที่ใกล้รั้วบ้านเเม้จะไม่เห็นว่าเป็นใครมันก็ส่งเสียงเห่าคำรามขู่ไว้ก่อน เจ้าหัวขโมยจึงโยนเนื้อซุบยาเบื่อชิ้นหนึ่งเข้ามาในรั้ว สุนัขเฝ้าบ้านเดินเข้าไปดมๆ เเต่ก็ไม่กินมันยังคงเห่าต่อไปจนกระทั่งเจ้าของบ้านออกมาดู เเล้วก็ช่วยกันจับขโมยได้ในที่สุด

 

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  อามิสสินบนนั้นซื้อความซื่อสัตย์ภักดีไม่ได้เลย สาธุ


Tag : นิทานอีสปเรื่องสุนัขผู้ซื่อสัตย์


คลิปนิทานอีสป กระต่ายกับเต่า


คลิปนิทานอีสป กระต่ายกับเต่า นิทานอีสปเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราคุ้นเคยกันดี กระต่ายท้าวิ่งแข่งกับเต่า แต่คราวนี้มาเป็นรูปแบบวีดีโอ ดูกันได้ทั้งครอบครัวครับ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความประมาทย่อมนำความพ่ายแพ้มาให้

Tag : กระต่ายกับเต่าคลิปนิทานอีสป


คลิปนิทานอีสป แม่ปูกับลูกปู (Th + Eng)


คลิปนิทานอีสป เรื่อง แม่ปูกับลูกปู (บรรยายไทย และอังกฤษ) นิทานอีสปเรื่องนี้สำหรับฝึกสอนลูกหลานและให้ลูกหลานของท่านเรียนรู้ภาษาอังกฤษไปในตัว ภาพสวยน่ารักดี มีคติเตือนใจ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง ให้ผลดีกว่าการสั่งสอนเพียงอย่างเดียว

Tag : คลิปนิทานอีสปภาษาอังกฤษแม่ปูกับลูกปูคลิปนิทานอีสป


คลิปนิทานอีสป ลมกับพระอาทิตย์


คลิปนิทานอีสป ลมกับพระอาทิตย์ นิทานอีสปเรื่องนี้เล่าถึงลมกับพระอาทิตย์ต่างก็มั่นใจในพลังของตัวเองอยากรู้ว่าใครมีพลังแข็งแกร่งกว่ากัน พอดีมีนักเดินทางผ่านมา จึงท้ากันว่าใครสามารถทำให้ผู้ชายคนนี้ถอดเสื้อออกได้จะเป็นผู้ชนะ มาดูกันว่าใครจะเป็นผู้ชนะ และแฝงคติสอนใจอะไรไว้ครับ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การโน้มน้าวย่อมให้ผลดีกว่าการบังคับข่มขู่

 

Tag : ลมกับพระอาทิตย์คลิปนิทานอีสป


คลิปนิทานอีสป แพะกับคนเลี้ยงแพะ


คลิปนิทานอีสป แพะกับคนเลี้ยงแพะ นิทานอีสปเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการทำผิดและพยายามปกปิดความผิดตนเอง เรื่องราวจะเป็นยังไงไปดูกันเลยครับ

 

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนทำความผิดจะพยายามปกปิดอย่างไรก็ไม่มิด


Tag : แพะกับคนเลี้ยงแพะคลิปนิทานอีสป


คลิปนิทานอีสป มดกับนกพิราบ


คลิปนิทานอีสป มดกับนกพิราบ นิทานอีสปเรื่องนี้เป็นเรื่องราวความอารีย์ของนกพิราบและความกตัญญูของมดตัวน้อยๆ ซึ่งผู้จัดทำได้ทำออกมาดีมากเรียบเรียงเป็นบทกลอน และถ่ายทอดออกมาเป็น 3d Animation ได้เหมาะเจาะขอชื่นชมครับ มาดูกันเลยว่าเรื่องราวจะเป็นยังไง

Tag : มดกับนกพิราบคลิปนิทานอีสป


คลิปนิทานอีสป เด็กเลี้ยงแกะ


คลิปนิทานอีสป เด็กเลี้ยงแกะ นิทานอีสปเรื่องนี้เป็นหนึ่งในเรื่องยอดนิยม เรื่องราวเกี่ยวกับเด็กเลี้ยงแกะชอบโกหกจนไม่มีใครเชื่อ แต่เวอร์ชั่นนี้นำมาทำใหม่ให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น และสอดแทรกมุขและเนื้อหาได้อย่างลงตัว แต่ยังคงให้ คติสอนใจ ดังเดิม ชมกันเลยครับ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ผู้ที่ชอบโกหกย่อมไม่ได้รับการช่วยเหลือจากผู้อื่นในยามคับขัน


Tag : เด็กเลี้ยงแกะคลิปนิทานอีสป


คลิปนิทานอีสป เด็กชายกับฝูงกบ (ไทย + Eng)


คลิปนิทานอีสป เด็กชายกับฝูงกบ นิทานอีสปเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของเด็กดื้อที่ชอบทำอะไรโดยไม่คิด เอาแต่สนุกเพียงอย่างเดียว ทำให้คนอื่นเดือดร้อน มาตามดูกันว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป เรียบเรียงเป็นศัพท์ภาษาอังกฤษ และ ไทย ด้วยกัน เหมาะสำหรับน้องหนูๆทั่วไป
 

นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า เรื่องที่เราทำสนุกๆบ่อยครั้งสร้างความทุกข์ให้คนอื่นอย่างใหญ่หลวง


Tag : เด็กชายกับฝูงกบคลิปนิทานอีสป


คลิปนิทานอีสป ลูกแกะหลงฝูงกับหมาป่า


คลิปนิทานอีสป ลูกแกะหลงฝูงกับหมาป่า นิทานอีสปเรื่องราวของลูกแกะน้องหลงฝูงไปพบกับหมาป่าหิวกระหาย เจ้าลูกแกะน้อยจะเอาตัวรอดไปได้อย่างไร ในเมื่ออยู่ในอุ้งมือของหมาป่าผู้น่ากลัว เจ้าลูกแกะจะใชัปัญญาแก้สถานการณ์ได้หรือไม่ ไปชมกันค่ะ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าปล่อยให้โอกาศดีๆหลุดลอยไป เพราะเห็นแก่ความสนุกสนาน

Tag : ลูกแกะหลงฝูงกับหมาป่าคลิปนิทานอีสป


คลิปนิทานอีสป ราชสีห์กับหนู


คลิปนิทานอีสป ราชสีห์กับหนู นิทานอีสปเรื่องนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับราชสีห์ผู้ทรงพลังและอำนาจ กับหนูตัวเล็กกระจ้อยร่อย เรื่องราวที่แสนจะสนุกและตื่นเต้นจะบังเกิดขึ้นกับเจ้าหนูและราชสีห์อย่างไร และใครกัน คือพระเอกของเรื่องนี้ ระหว่าง ผู้ที่ทรงอำนาจ และ หนูน้อยผู้อ่อนแอ มาดูกันค่ะว่าเรื่องราว ของสองสหายจะเป็นอย่างไร

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า จงอย่าดูถูกผู้ที่อ่อนแอกว่า

Tag : ราชสีห์กับหนูคลิปนิทานอีสป


คลิปนิทานอีสป เรื่องหมากับเงา


คลิปนิทานอีสป เรื่องหมากับเงา นิทานอีสปหมาจรจัดตัวหนึ่งอาศัยอยู่ชายป่า วันหนึ่งมันจึงเดินลัดเลาะไปในหมู่บ้าน  เพื่อหาอาหาร มันเห็นเนื้อชิ้นหนึ่งตกอยู่ มันจึงคาบแล้ววิ่งกลับเพื่อไปหลบกินยังที่อาศัย ระหว่างทาง มันเดินผ่านสะพานไม้ที่ทอดข้ามลำน้ำ เมื่อมันก้มหน้ามองลงไป ก็เห็นเงาตัวเองในน้ำ มันคิดว่าเงาที่เห็นเป็นหมาอีกตัวกับเนื้อชิ้นใหญ่ในปาก เนื่องจากเงาในน้ำมักใหญ่กว่าภาพจริงมาก เมื่อเห็นเนื้อในปากหมาอีกตัวใหญ่กว่าก็อยากได้ มันจึงคิดว่าถ้าเห่าขู่ให้หมาตัวนั้นตกใจ หมาตัวนั้นก็คงปล่อยเนื้อชิ้นนั้น แล้วมันก็จะได้กินเนื้อชิ้นใหญ่นั้นแทน 

 

มันจึงอ้าปากเห่าเงาตัวเอง เมื่อมันอ้าปาก เนื้อก็หลุดร่วงลงน้ำ เมื่อเนื้อจมหาย เงาหมาในน้ำจึงไม่มีเนื้อในปากให้เห็น เมื่อมันมองดูหมาอีกตัวดีๆ จึงรู้ว่าหมาตัวที่เห็นเป็นเงาของมันเอง จึงเสียใจ เพราะรู้ว่าเพราะความโง่ทำให้เสียอาหารชิ้นโตไปเสียแล้ว


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า โลภมากลาภหาย

Tag :


คลิปนิทานอีสป เรื่องกบเลือกนาย


คลิปนิทานอีสป เรื่องกบเลือกนาย  นิทานอีสปเรื่องนี้ทำให้เกิดคำถามว่า ทำใมถึงต้องแสวงหาสิ่งที่ดีขึ้นๆไปทั้งที่ สิ่งที่มีอยู่แล้ว ก็ไม่เดือดร้อนใจ

Tag : กบเลือกนายคลิปนิทานอีสป


เรื่อง ปลาโลมากับสิงโต


นิทานอีสป เรื่อง ปลาโลมากับสิงโต

ครั้งหนึ่ง" ปลาโลมากับสิงโต 'ได้ตกลงดื่มน้ำรวามสาบานเป็นเพื่อนร่วมเป็นร่วมตายต่อกัน

ครั้นวันหนึ่งสิงโตมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับควายป่า จนถึงขั้นต่อสู้กัน

ดังนั้นสิงโตจึงวิ่งกระหืดกระหอบมาที่ชายหาดหาโลมาเเล้วร้องว่า

"โลมาเพื่อนยาก ถึงคราวที่ท่านต้องทำตามสัญญาเเล้ว ไปช่วยข้าสู้กับควายป่าด้วยเถิด"

เเต่ปลาโลมาต้องปฏิเสธเพราะไม่สามารถขึ้นมาบนบกได้ "เพราะว่าโลมานั้นเป็นสัตว์น้ำ จะขึ้นบนบกก็ขาดใจตายเป็นแน่" เเม้ว่ามีน้ำใจอยากจะช่วยมิตรสหายเพียงใดก็ตาม

"โธ่เอ๋ย! ปลาโลมาเพื่อนทรยศ ไม่สมกับเป็นเจ้าเเห่งทะเลเลย"

สิงโตบ่นว่าเพื่อนร่วมสาบาน ปลาโลมาจึงว่า

"ก็เพราะข้าเป็นใหญ่ในน้ำน่ะสิ ขึ้นบกไปเเล้วข้าก็ทำอะไรไม่ได้ ทำไมท่านไม่เข้าใจเลย"

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  "จะขอให้ใครช่วย ควรดูความถนัด"


Tag : คลิปนิทานอีสปกบเลือกนายปลาโลมากับสิงโต


เรื่อง ลาโง่กับสิงโต


นิทานอีสป เรื่อง ลาโง่กับสิงโต 

          "สิงโตมีพลังเสียงอันทรงพลัง" และสิงโตมีนิสัยชอบคำรามตอนล่าเหยื่อ ยามเมื่อสิงโตคำรามในยามออกล่าเหยื่อ สัตว์ต่างๆ ที่ผ่าน มาก็จะหวาดกลัวเเละรู้ว่าเป็นเสียงสิงโตจึงมักวิ่งหนี ไปได้ก่อนที่จะกลายเป็นอาหารอันโอชะของสิงโต

           แต่ด้วยความฉลาดเฉลียว สิงโตจึงทำอุบายไปตีสนิทกับลาเเล้วชวนลาไปล่าเหยื่อ ด้วยกัน ลาดีใจนักที่ได้เป็นเพื่อนกับเจ้าป่าจึงทำตามที่ สิงโตบอกทุกอย่าง

           และเจ้าลา ได้เข้าไปซุ่มซ่อนในพงไม้ พอสัตว์ต่างๆ ผ่านมาลาก็จะ เเหกปากร้องสุดเสียง

           พวกสัตว์ต่างๆ ไม่เคยได้ยินเสียง ลา จึงพากันวิ่งไปอีกทางหนึ่งซึ่งสิงโตดักซุ่มอยู่ วันนั้นสิงโตจึงได้อิ่มหนำสำราญกับสัตว์นานาชนิด

           เจ้าลาได้ทีก็คุยโอ่อย่างภูมิใจว่าที่สิงโตกินอิ่มได้ก็เพราะเสียง อันน่ากลัวของตน สิงโตก็ได้เเต่ยกยอปอปั้นลาทั้งๆ ที่รู้ว่าสัตว์ต่างๆ นั้นวิ่งหนี เพราะตกใจในเสียงประหลาดๆ ของลาต่างหาก หาใช่เพราะกลัวในเจ้าลา

             นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าคนโง่ย่อมตกเป็นเครื่องมือของคนฉลาด

 

Tag : ลาโง่กับสิงโต


เรื่อง สองสาวใช้กับไก่


นิทานอีสป เรื่อง สองสาวใช้กับไก่

     ณ.หมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีหญิงสาว ๒ คนทำงานเป็นสาวใช้ในบ้านหลังหนึ่ง เเม่เฒ่าเจ้าของบ้านมักจะลุกมาปลุกสองสาวใช้ ตอนใกล้รุ่งทกๆวันเมื่อไก่ขัน

     สองสาวคิดว่า "ไก่ขันเมื่อใดเป็นตื่นมาปลุกเราทุกที" สองสาวใช้บ่นอย่างไม่พอใจเเละคิดว่า ไก่นั้นเป็นต้นเหตุที่ทำให้พวกตนไม่ได้นอนสบายๆ ตอนฟ้าสาง

     สาวใช้ทั้งสองจึงช่วยกันฆ่าไก่เสีย ครั้นเมื่อไม่มีไก่คอยขันตอนรุ่งสางอีกเเล้ว เเม่เฒ่าจึงมักคอยตื่นขึ้น กลางดึกเสมอๆ เพราะกลัวว่าจะนอนตื่นสาย

     สองสาวใช้จึงต้องลุกมาทำงานตั้งเเต่กลางดึก ไม่ได้นอนสบายๆอย่างที่หวังไว้

           นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าให้ทุกเเก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว  

 

 

Tag : สองสาวใช้กับไก่


เรื่อง สองเกลอกับขวาน


นิทานอีสป เรื่อง สองเกลอกับขวาน

มีชายสองคนเป็นเพื่อนเกลอกันและได้ร่วมเดินทางกันจนพบขวานเล่มหนึ่งตกอยู่

"ขวานเล่มนี้เป็นต้องเป็นของข้าเพราะข้าพบก่อน"ชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้น พลางก้มลงหยิบขวานมาถือไว้

"เราสองคนเจอพร้อมกันนะ จะว่าเจ้าพบก่อนได้อย่างไรกัน" ชายอีกคนแย้งขึ้นมาทันที

บังเอิญขณะนั้นชายเจ้าของขวานผ่านมาจึงเอ่ยขึ้นว่า "อยู่นั่นเอง ขโมยที่ลักขวานของข้าไป""

ตายเเล้วพวกเรา" ชายที่ถือขวานร่ำร้อง

เพื่อนเกลอของเขาจึงรีบกล่าวว่า "อย่าพูดว่า "พวกเรา" สิ ข้าไม่เกี่ยวข้องด้วยนะ"

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนเรามักอยากร่วมเเบ่งปัน เเต่สิ่งดีๆ ไม่อยากร่วมรับโทษ รับภัยด้วย

Tag : สองเกลอกับขวาน


เรื่อง ลากับม้าทหาร


 นิทานอีสป เรื่อง ลากับม้าทหาร

นิทานอีสปเรื่องนี้ คิดตามแล้วซึ้งมากๆเลยแฝงคติให้ได้คิด เหมือน พุทธศาสนาที่กล่าวว่า "อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา" แปลว่า " ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีตัวตน" 

มีลาตัวหนึ่งเเบกสัมภาระอันหนักอึ้งไว้บนหลัง ขณะเดินทางเข้าประตูเมืองอย่างเชื่องช้า

"หลีกทางไป เจ้าลาสกปรก" ม้าทหารงามสง่า ตวาดไล่ด้วยเสียงอันดัง

ลาจึงหลีกทางให้ พลางเฝ้ามองดู ม้าทหารผู้งามสง่าอยู่ในเครื่องประดับเต็มยศอย่างโก้หรูนั้น เยื้องย่างผ่านไป

เมื่อย้อนมองดูตนเองเเล้ว ลาก็ได้เเต่ถอนใจนึกอิจฉาในลาภยศของม้าทหารตัวนั้น

เวลาผ่านไป หลังจากม้าทหารได้รับบาดเจ็บในสนามรบ เเละมิอาจออกสนามได้อีก

มันก็ถูกส่งมาทำงานหนักในไร่ในนา ต้องลากเกวียนที่บรรทุกสัมภาระหนักๆ ทุกวันอย่างตรากตรำ

ลาจึงได้มองอดีตม้าทหารอย่างเวทนา เเละเข้าใจชีวิตได้มากขึ้น 

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

ผู้ที่หลงในยศศักดิ์ เมื่อตกต่ำเเล้วมักโดดเดี่ยวเเละเจ็บปวด ไม่ควรค่าเเก่การที่เราจะอิจฉา  

Tag : ลากับม้าทหาร


เรื่อง นางเเมวมีรัก


นิทานอีสป เรื่อง นางเเมวมีรัก

ครั้งหนึ่ง เมื่อนางแมวสาว เกิดถูกตาต้องใจหนุ่มชาวมนุษย์คนหนึ่ง เกิดเป็นความรักขึ้น

 นางเเมวจึงได้วิงวอนขอร้องพระพรหมว่า

"ขอให้ท่านเมตตา เสกให้หม่อมฉันกลายเป็นหญิงสาวด้วย เถิดเพคะ หม่อมฉันหลงรักชายหนุ่มผู้นั้นเหลือเกิน"

พระพรหมเวทนาในนางแมว จึงเสกให้นางเเมวกลายเป็นคน

"ถ้าอยากเป็นคน ก็ต้องเป็นให้ตลอดนะ" พระพรหมตรัสเเล้วก็คอยส่องทิพยเนตรดูนางเเมวต่อไป


วันหนึ่งนางเเมวในร่างหญิงสาวกำลังพรอดรักกับชายหนุ่มผู้นั้น อย่างหวานชื่น

ครั้นมีหนูตัวหนึ่งวิ่งผ่านมา หญิงสาวก็ "กระโดดเข้าตะครุบหนูมากินในทันใด"


พระพรหมทรงทราบด้วย "ทิพเนตร" จึงทรงสาปให้หญิงสาวกลับร่างเป็นนางเเมวดังเดิม

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ยากที่ผู้ใดจะละทิ้งสันดานเดิม


Tag : นางแมวมีรัก


เรื่อง ผู้ใหญ่ช่างสอน


นิทานอีสป เรื่อง ผู้ใหญ่ช่างสอน

"ช่วยด้วย!  ช่วยด้วย! ว่ายน้ำไม่เป็น ช่วยหนูด้วย" เสียงเด็กน้อยที่พลัดตกลงในแม่น้ำร้องตะโกนให้ช่วย

ขณะนั้นมีผู้ใหญ่คนหนึ่งเดินผ่านมาพอดี เมื่อได้ยินเสียงร้อง ของเด็กจึงไปที่ริมฝั่งเเม่น้ำเเล้วอบรมสั่งสอนว่า

"หนูช่างซุกซนเหลือเกินนะ ถ้ารู้ตัวว่าว่ายน้ำไม่เป็นเเล้วมาเล่น ริมน้ำทำไม ไม่คิดหรือว่าถ้าตกลงไปใครจะมาช่วย"

เด็กน้อยพยายามตะโกนตอบไปว่า

"คุณน้าจ๋า ช่วยหนูขึ้นไปก่อน เเล้วค่อยอบรมได้หรือไม่"

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

ช่วยเเก้ปัญหาให้เขาได้เสียก่อน เเล้วค่อยสั่งสอนเขา ดีกว่าสั่งสอนหรือซ้ำเติมคนที่กำลังประสบปัญหา  


Tag : ผู้ใหญ่ช่างสอน


คลิปนิทานอีสป เรื่องนายพรานกับชาวประมง


คลิปนิทานอีสป เรื่องนายพรานกับชาวประมง นิทานอีสปเรื่องนี้มีอะำไรที่น่าติดตามอยู่ ว่าความสัมพันธ์ของชาวนาและชาวประมงเป็นอย่างไร เนื้อเรื่องดำเนินไปยังไง และให้คติคำสอนยังไง  นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า แม้จะมีส่ิงใหม่ๆ เกิดขึ้นกับเรา เราก็จะรู้สึกเบื่อในไม่ช้า ถ้าไม่รู้จักพอ

Tag : นายพรานกับชาวประมงนิทานอีสปนายพรานกับชาวประมง


เรื่อง เเม่ตุ่นกับลูกตุ่น


นิทานอีสป เรื่อง แม่ตุ่นกับลูกตุ่น " มีเเม่ตุ่นตัวหนึ่งเพิ่งคลอดลูกตุ่นตัวน้อยๆหน้าตาน่ารัก เเต่ว่า ลูกตุ่นนั้นยังไม่ทันจะลืมตาได้ก็เริ่มโอ้อวดว่า

"เเม่จ๊ะ เเม่จ๋า ลูกมองเห็นเเล้วล่ะ เห็นชัดเลยจ้ะ" เเม่ตุ่นประหลาดใจนัก

จึงทดสอบด้วยการเอากำยานก้อนหนึ่ง มาวางต่อหน้าเเล้วถามว่า "เเล้วนี่ล่ะจ๊ะ ลูกมองเห็นไหม บอกเเม่ซิว่าคืออะไร"

ลูกตุ่นมองไม่เห็นก็ตอบมั่วๆ ว่า "ก้อนหินไงล่ะจ๊ะเเม่"

เเม่ตุ่นจึงตำหนิลูกว่า "ลูกจ๋า ตาของลูกยังมองไม่เห็น จมูกก็ยังไม่ได้กลิ่นอีกด้วย"

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การชอบโอ้อวดเกินจริง จะทำให้ผู้อื่นเห็นข้อบกพร่องในด้านอื่นๆ ของเราเพิ่มขึ้น

Tag : แม่ตุ่นกับลูกตุ่น


เรื่อง เเม่กวางกับลูกกวาง


นิทานอีสป เรื่อง เเม่กวางกับลูก  มีเเม่กวางตัวหนึ่งพาลูกน้อยออกไปหาอาหารที่ชายป่า

ครั้นพอได้ยิน เสียงหมาล่าเนื้อ เเม่กวางก็รีบชวนลูกวิ่งหนีเตลิด เข้าป่าทันที ลูกกวางจึงถามเเม่ว่า

" ทำไมเเม่ต้องกลัวหมาล่าเนื้อด้วยล่ะจ๊ะ ในเมื่อเเม่ ตัวโตกว่า ว่องไวกว่า "

" เเล้วก็ยังมีเขาเเหลมๆ ที่เจ้าหมา ไม่มีอีกด้วย "

เเม่กวางฟังเเล้วก็ถอนใจเฮือกใหญ่ก่อนจะบอกลูก ตามตรงว่า

"เเม่ก็ไม่รู้ว่าทำไมต้องกลัวมัน เเต่เห็นสัตว์อื่นๆ ก็กลัวมันนะลูก เเค่ได้ยินเสียงมันเห่ามาเเต่ไก

ก็ต้องวิ่ง ทุกทีเลยล่ะจ้ะ"

 

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า "คนที่ไม่เคยคิดจะสู้ ย่อมมีเเต่ความกลัวตลอดไป"

Tag : แม่กวางกัีบลูกกวาง


เรื่อง ลิงอวดเก่ง


นิทานอีสป เรื่อง ลิงอวดเก่ง 

มีชาวประมงคนหนึ่งวางอวน ในเเม่น้ำ เเล้วก็กลับไปหาข้าวหาปลากิน ที่
บ้าน

ลิงตัวหนึ่งซึ่งนั่งซุ่มดูอยู่บนต้นไม้แถวนั้น ตั้งเเต่เช้า

ก็คิดว่า "ตนก็ทำ อย่างชาวประมงได้เช่นกัน ไม่น่าจะยากเลย เเค่วางอวนไว้เพื่อดักปลา"

คิดดังนั้น ลิงจอมซนก็ลงจากต้นไม้มาหยิบอวนอีกปากหนึ่ง

ไปที่ ริมน้ำเเต่ด้วยความที่ไม่เป็นประสา อวนจึงพันตัวอีรุงตุงนังจนกลิ้ง ตกลงไปในน้ำ

พลางดิ้นทุรนทุรายเพราะหายใจไม่ออก


นิทานอีสเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า หาญทำในสิ่งที่ไม่รู้ ย่อมได้รับความเสียหาย

Tag : นิทานอีสปลิงอวดเก่งลิงอวดเก่ง


เรื่อง ลูกอึ่งอ่างกับเเม่


นิทานอีสป เรื่อง ลูกอึ่งอ่างกับเเม่ "เมื่อลูกอึ่งอ่างเห็นเเม่วัวเหยียบพี่น้องของมันตายหมด

มันจึงรีบวิ่งไป ฟ้องเเม่อย่างอกสั่นขวัญหาย "แม่ตัวอะไรไม่รู้ เหยีบน้องๆตายหมดแล้ว"

"ตัวมันใหญ่โตมากจ้ะเเม่ สัตว์สี่เท้าอะไรก็ไม่รู้ ลูกไม่เคยเห็น"

เเม่อึ่งอ่างจึงพองตัวให้ลูกดูพลางถามว่า  "ตัวมันใหญ่เท่านี้ได้ไหมลูก"

ลูกอึ่งอ่างตอบว่า "ใหญ่กว่านั้นอีกแม่"

เเม่อึ่งอ่างก็พองตัวขึ้นอีก

เเต่ลูกก็บอกว่า "จะพองตัวให้ใหญ่เเค่ไหนก็คงไม่เท่าสัตว์ตัวนั้น ได้หรอกแม่"

เเต่เเม่อึ่งอ่างไม่ยอมหยุด กลับพยายามเบ่งตัวให้ตัวพองขึ้นอีก จนกระทั่งพุงเเตกตายในที่สุด

นิทานอีสปเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ทำสิ่งใดไม่ดูกำลังความสามารถของตนก็ต้องพบกับภัย อันตรายเเน่นอน

Tag : นิทานอีสปลูกอึ่งอ่างกับแม่ลูกอึ่งอ่างกับแม่


เรื่อง สุนัขจิ้งจอกกับไก่บ้าน


นิทานอีสปเรื่อง สุนัขจิ้งจอกกับไก่บ้าน มีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งมันอยากกินไก่บ้านมาก

จึงเเกล้งถามด้วยอุบายว่า "ท่านไก่ ท่านขันเสียงไพเราะเหมือนผู้เป็นพ่อ ได้หรือไม่ "

ส่วนไก่บ้านหลงกล จึงหลับตาโก่งคอขันทันที

สุนัขจิ้งจอก จึงฉวยโอกาสงับคอไก่เเล้วพาวิ่งไป

ชาวนาจึงตะโกนร้องว่าจิ้งจอกขโมยไก่ของตน

ไก่จึงหลอกให้สุนัขจิ้งจอกร้องบอกชาวบ้านว่า "ไก่ตัวนี้เป็นของมันมิใช่ของชาวบ้าน"

จิ้งจอกเจ้าเล่ห์คิดว่าตนฉลาดเเต่ที่เเท้ยังขาดความเฉลียว

ดังนั้นมันจึงอ้าปากร้องบอกชาวบ้านตามที่ไก่เเนะนำ

ไก่จึงได้ทีรีบบินปรื๋อออกจากปากหนีไปหาเจ้าของอย่างรวดเร็

วเเล้วก็หัวเราะเยาะ สุนัขจิ้งจอกเป็นการใหญ่ ที่หลงกลอ้าปากปล่อยตัวเอง

นิทานอีสปเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถ้าพูดมากไป ก็อาจทำให้เสียของดีๆ ที่อยู่ในกำมือเเล้ว ได้เช่นกัน

Tag : นิทานอีสปสุนัขจิ้งจอกกับไก่บ้านสุนัขจิ้งจอกกับไก่บ้าน


เรื่อง เทียนแข่งแสง


นิทานอีสป เรื่อง เทียนแข่งแสง เมื่อเทียนไขถูกจุดใช้จนใกล้จะหมดเเท่งนั้น เเสงของเทียน มักจะยิ่งสว่างเรืองรอง

ขึ้นกว่าเดินหลายเท่านัก ด้วยเหตุนี้เทียนเเท่งหนึ่งจึงคุยอวดกับเจ้าของว่า

"เเสงเทียนของข้านั้นสว่างกว่าเเสงดาว เเสงจันทร์ เเละเเม้กระทั่งเเสงอาทิตย์ด้วยนะ"

ทันใดนั้นเองกระเเสลมก็พัดผ่านมาวูบหนึ่ง เเล้วเเสงเทียนดับ วูบลง

เจ้าของจึงจุดเทียนขึ้นใหม่เเล้วกล่าวว่า "เเสงอาทิตย์ เเสงจันทร์ เเละเเสงดาวนั้นยากที่จะดับ เเละไม่ ต้องมีใครจุดให้ เเต่เทียนอย่างเจ้านั้นต้องมีคนจุดจึงจะมีเเสง เเละเจ้าก็มีวันดับมีวันหมดเเสง"

 นิทานอีสปเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ทำหน้าที่ของตนอย่างเจียมตน จึงดูมีคุณค่าน่าไปเปรียบเทียบ เเข่งขันกับผู้อื่น 
Tag : นิทานอีสป เทียนแข่งแสงเทียนแข่งแสง


เรื่อง วัวกับเเมลงหวี่


นิทานอีสป เรื่อง วัวกับเเมลงหวี่ เป็นเรื่องของวัวกับแมลงหวี่ท้าสู้กัน วัวนั้นเป็นสัตว์ตัวใหญ่

เเละก็มีพละกำลังมิใช่น้้อย เเต่เมื่อสัตว์ตัวน้อยกระจ้อยร่อย อย่างเเมลงหวี่มาก่อกวนท้าทาย

เเทนที่จะวางตนนิ่งเฉยไม่ยุ่งด้วย แต่วัวกลับไม่ยอมให้กับเเมลงหวี่ที่คุยข่มตน จึงท้าสู้กัน

ถ้าใครชนะก็เเสดงว่าผู้นั้น ยิ่งใหญ่กว่า เมื่อวัวตอบตกลง

เเมลงหวี่ก็บินตอมวนเวียนอยู่รอบๆ เขาเเละเหนือศีรษะของวัว

ในขณะที่วัวไม่สามารถจะ ขวิดเเมลงหวี่หรือทำอะไรเเมลงตัวน้อยๆ ได้เลย

วัวได้เเต่อับอายขายขี้หน้าบรรดาสัตว์ทั้งหลาย ที่มามุงดูกันเป็นจำนวนมากในบริเวณนั้น

นิทานอีสเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถ้าวางตนนิ่งเฉยไม่วุ่นวายกับสิ่งที่ไม่คู่ควร ก็ไม่ต้อง อับอายเปลืองตัว
Tag : นิทานอีสปวัวกับแมลงหวี่วัวกับแมลงหวี่


สุนัขจิ้งจอกกับหมี


นิทานอีสป เรื่อง สุนัขจิ้งจอกกับหมี สุนัขจิ้งจอกเฒ่า ได้นั่งคุยกับหมีเฒ่าถึงความเก่าความหลัง

ประวัติชีวิตของพวกตน ตั้งเเต่วัยหนุ่มจนถึงวัยชราอย่างแสนจะภาคภูมิใจ

"ข้าน่ะไม่เคยไปกินคนที่ตายเเล้วเลยนะ เจ้ารู้หรือไม่" หมีอวดในความมีคุณธรรมของตน

เเต่สุนัขจิ้งจอกหัวร่อเบาๆ

พลางพูดว่า"ถ้าเจ้าอยากให้ใครนับถือ เจ้าก็ไม่ควรกินคนที่ยังมีชีวิตอยู่"

นิทานอีสเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ช่วยคนที่ยังไม่ตาย ย่อมเป็นที่น่านับถือกว่าช่วยคนที่ตายไปเเล้ว
Tag : นิทานอีสปสุนัขจิ้งจอกกับหสุนัขจิ้งจอกกับห


เรื่อง สามีผู้ใจดี


นิทานอีสป เรื่อง สามีผู้ใจดี ชายคนหนึ่งมีภรรยาสองคน เขามักตามใจภรรยาทั้งสอง อยู่เสมอ

เพราะความรักอันเต็มเปี่ยมภรรยาสาวนั้น อยากให้สามีวัยกลางคนดูหนุ่มเเน่นตลอดเวลา

จึงถอนผมหงอกออกเสมอ ฝ่ายภรรยาที่อายุมากก็อยากให้ สามีดูมีอายุเหมือนตน

จึงคอยถอนผมดำออกไปเพื่อให้เหลือเเต่ผมหงอก

วันหนึ่งสามีไปส่องกระจกเห็นตัวเองมีศรีษะล้านเลี่ยน " ก็ต้องร้องลั่นบ้าน ด้วยความตกใจสุดขีด "

นิทานอีสเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ผู้ที่ตามใจคนอื่นจนเกินไป ก็สิ้นความเป็นตัวเอง
Tag : นิทานอีสป สามีผู้ใจดีสามีผู้ใจดี


นิทานอีสป เรื่อง สามขุนนาง


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง ลา ลืมตน ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

คณะขุนนางเเห่งนครหนึ่งหารือกันเรื่องซ่อมเเซมกำเเพงเมือง ขุนนางคนหนึ่งมาจากตระกูลช่างไม้ได้เสนอขึ้นว่า "ใช้ไม้ซุ

งทำกำเเพง รับรองว่าเเข็งเเรงเเน่นอน" ขุนนางคนที่สองมาจากตระกูลช่างทำหนังก็เสนอว่า "ใช่หนังสัตว์สิ

ทั้งทนทานเเละเเข็งเเรง" ขุนนางคนที่สามมาจากตระกูลช่างก่ออิฐก็เสนอว่า "ไม่ซุงกับหนังสัตว์หรือจะสู้อิฐได้" นิทานเ
Tag : นิทานอีสป สามขุนนางสามขุนนาง


เรื่อง สิงโตกับที่ปรึกษา


นิทานอีสป เรื่อง สิงโตกับที่ปรึกษา พญาสิงโตได้ถามเเกะว่า "ลมหายใจข้า กลิ่นเป็นอย่างไรบ้าง"

เมื่อเเกะดมเเล้วก็ตอบตามความจริงว่า"เหม็นมากเลยท่านโสติง"

สิงโตโกรธมาก "จึงจับเเกะกินเสีย"

เเล้วก็เรียกหมาป่าเข้ามาถาม หมาป่าเลยตอบว่า"ไม่มีกลิ่นเลยท่าน"

คำตอบของหมาป่าทำให้สิงโตโกรธ "จึงจับหมาป่ากินเสีย"

เพราะคิดว่าหมาป่าได้เเต่ประจบ ไม่มีความจริงใจ

ต่อมาสิงโตเรียกสุนัขจิ้งจอกมาถามบ้าง สุนัขจิ้งจอกจึงตอบว่า

"วันนี้ข้าเป็นหวัด จมูกคงดมอะไรไม่ได้กลิ่นหรอกท่าน"สิงโตเห็นว่ามีเหตุผลจึงปล่อยตัวไป

นิทานอีสเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถ้าท่านมีปัญญา ก็สามารถเอาตัวรอดได้
Tag : นิทานอีสปสิงโตกับที่ปรึกษาสิงโตกับที่ปรึกษา


เรื่อง วัวสามเสี่ยว


นิทานอีสป เรื่อง วัวสามเสี่ยว ครั้งหนึ่งยังมีวัวสามตัวได้ตกลงสัญญาผูกเสี่ยวเป็นเพื่อนตายต่อกัน

ดังนั้นวัวทั้งสามจึงมัก ไปไหนด้วยกันเสมอๆ เเละคอยระเเวดระวังภัย ให้เเก่กันด้วย

สิงโตที่จ้องหาทางจะกินวัวอยู่ จึงเเอบไปกระซิบกับวัวตัวที่หนึ่งว่า

" วัวตัวที่สองกับที่สามนั้นนินทาด่าว่าลับหลังวัวตัวที่หนึ่ง"

เเล้วสิงโตก็ไปยุเเหย่ตัวที่สองว่า "วัวตัวที่หนึ่งกับที่สามคิดทำร้าย วัวตัวที่สอง"

เเล้วยุเเหย่วัวตัวที่สามในทำนองนั้นเช่นกันต่อมาวัวทั้งสามจึงเริ่มเเตกคอ

ไม่ไว้ใจกันเเละกัน ต่างก็ออก ไปหากินกันคนละที่

จนสิงโตมีโอกาสไปดักกินวัวทีละตัว ได้อย่างสบาย

นิทานอีสเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า สามัคคีคือพลัง เมื่อแตกสามัคคี เมื่อนั้นความหายนะมาถึง
Tag : นิทานอีสปวัวสามสหายวัวเสี่ยวสามตัววัวสามตัววัวสามตัวผูกเสี่ยว


เรื่อง สุนัขจิ้งจอกกับลา


นิทานอีสป เรื่อง สุนัขจิ้งจอกกับลา เช้าสดใสวันหนึ่ง สุนัขจิ้งจอกบังเอิญเดินไปพบสิงโตที่กลางป่า

มันรู้ว่า้มันต้องไม่รอดแน่ สิงโตจะต้องจับมันกินเป็นอาหารเเน่ๆ

สุนัขจิ้งจอกกลัวมากจึงรีบกล่าวกับ สิงโตว่า"ข้ารู้จักลาตัวอ้วนตัวหนึ่ง ข้าจะไปหลอกมันมาให้ท่าน"

หลังจากนั้นสุนัขจิ้งจอกก็รีบไปหลอกพาลามาที่กลางป่า

ลายอมตามมาเพราะได้เคยตกลงทำสัญญาเป็นเพื่อนตายต่อกัน

เมื่อลาเดินเข้าไปติดกับที่สิงโตวางไว้ สิงโตก็หันไปตะปบ สุนัขจิ้งจอกก่อน

เพราะคิดว่าลานั้นเก็บไว้กินทีหลัง

นิทานอีสเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าคนไม่ซื่อกับมิตรสหายย่อมไม่มีใครอยากคบหา
Tag : นิทานอีสป สุนัขจิ้งจอกกับลาสุนัขจิ้งจอกกับลา


นิทานอีสป ลูกชาวนากับมรดก


นิทานอีสป ลูกชาวนากับมรดก เมื่อผู้เป็นพ่อตายเเล้ว ลูกของชาวนาทั้งคนสองก็ชวนกันไปขุดหาสมบัติ

ในสวนองุ่น เพราะพ่อได้สั่งเสียไว้ก่อนตายว่า "ทรัพย์สมบัติ ของพ่อทั้งหมด อยู่ในสวนองุ่น"

"น้องไปขุดตรงนั้นนะ พี่จะขุดตรงนี้"ลูกชาวนาช่วยกันขุดดินตามที่ต่างๆ

ขุดแล้วขุดเล่า ไปจนทั่วสวนก็ยังไม่พบสมบัติ ที่คิดว่าพ่อจะฝังไว้

เเต่สวนองุ่นที่ถูกขุดถูกพรวนดินจนทั่วนั้น ก็กลับยิ่งเจริญงอกงามดี

จนลูกชาวนาสองพี่น้องสามารถขายองุ่ นจนได้เงินทองมากมาย ทั้งสองจึงเพิ่งตระหนักได้ว่า

"ทรัพย์สมบัติที่พ่อทิ้งไว้ให้เป็นมรดก นั้นที่เเท้คือสิ่งใด"

นิทานอีสเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความขยันพากเพียรสามารถก่อให้เกิดทรัพย์
Tag : นิทานอีสป ลูกชาวนากับมรดกลูกชาวนากับมรดก


นิทานก้อม พ่อใหญ่ลืมคราว


นิทานก้อม พ่อใหญ่ลืมคราว นิทานก้อมเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราชอบที่สุดเลย โดยเฉพาะตอนที่ เด็กพูดว่า "อย่าขยับ ก้าวเข้ามาก้าวเดียว ยิงตับแตก"  และ "ให้ผมฆ่ามันสะปั๋ง" และตอนที่พ่อใหญ่ พูดว่า "โท่ กูว่าจะไม่หัวซาแล้วนะเนี่ย" บอกได้คำเดียวว่าโคตรฮา พล่ามมามากแล้ว ไปรับชมรับฟังกันเลย

 

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่ายิงผู้ใหญ่  ----- เย้ย ลืมไปไม่ใช่นิทานอีสปนี่หว่า
Tag : นิทานก้อมนิทานเรื่องสั้นนิทานก้อม เรื่องพ่อใหญ่ลืมคราวนิทานพื้นบ้านภาคอิสานนิทานพื้นบ้านภาคอีสาน


นิทานก้อม ตอน หลอยเมียเสี่ยว


นิทานก้อม ตอน หลอยเมียเสี่ยว ตอนนี้เป็นยังไง ก็ดูเอานะ จะหลอยกันยังไง เอ ไม่บอกดีกว่า ดูเองจร้า

Tag : นิทานก้อมนิทานเรื่องสั้นนิทานก้อม ตอน หลอยเมียเสี่ยวนิทานพื้นบ้านภาคอิสาน


นิทานก้อม ตอน พ่อใหญ่กับหลาน


นิทานก้อม ตอน พ่อใหญ่กับหลาน ตอนนี้ก็ตลกดี มีหลานแบบนี้ก็ปลงๆหละมั้งนิ ชอบตอน " ดึ่งดื้ดๆ " ตลกดีครับ ไปชมกัน คลายเครียดได้ดี

Tag : นิทานก้อมนิทานเรื่องสั้นนิทานก้อม เรื่องพ่อใหญ่กับหลานพ่อใหญ่กับหลานนิทานพื้นบ้านภาคอิสานนิทานพื้นบ้านภาคอีสาน


นิทานก้อม ตอน เขยไทย


นิทานก้อม ตอน เขยไทย นิทานก้อมตอนนี้ นักแสดงนำเป็นคนที่คนอิสานรุ่นประมาณ 25 ปีขึ้นไปรู้จักดี " ใหญ่ หน้ายาน" ดูกันได้เลย

Tag : นิทานก้อมนิทานเรื่องสั้นนิทานก้อม ตอน เขยไทยเขยไทยนิทานพื้นบ้านภาคอิสานนิทานพื้นบ้านภาคอีสาน


นิทานก้อม ตอน สาวปื๋อ


นิทานก้อม ตอน สาวปื๋อ สาวปื๋อไปกรุงเทพมา ไม่พูดภาษาตัวเอง แล้วสุดท้ายสิเป็นจั่งได๋ กะไปเบิ่งเองเด้อ

Tag : นิทานก้อมนิทานเรื่องสั้นนิทานก้อม ตอน สาวปื๋อสาวปื๋อนิทานพื้นบ้านภาคอิสานนิทานพื้นบ้านภาคอีสาน


นิทานก้อม ตอน พ่อเฒ่าหายตัว


นิทานก้อ ตอน พ่อเฒ่าหายตัว พ่อเฒ่ากับลูกเขยมักเป็นไม้เบื่อไม้เมากัน แต่คราวนี้ พ่อเฒ่าดูเหมือนจะเสียเปรียบลูกเขยไปหลายขุม

Tag : นิทานก้อมนิทานเรื่องสั้นนิทานก้อม ตอน พ่อเฒ่าหายตัวพ่อเฒ่าหายโตนิทานพื้นบ้านภาคอิสานนิทานพื้นบ้านภาคอีสาน


นิทานก้อม ชุด พี่เขยฝากเยี่ยว(ตอน 1)


นิทานก้อม ตอน พี่เขยฝากเยี่ยว นิทานพื้นบ้าน ไทย-ลาว เป็นเรื่องเล่าๆต่อกันมา เพื่อความสนุกสนานบันเทิง 

Tag : นิทานก้อมนิทานเรื่องสั้นนิทานก้อม ตอน พี่เขยฝากเยี่ยวพี่เขยฝากเยี่ยวนิทานพื้นบ้านภาคอิสานนิทานพื้นบ้านภาคอีสาน


นิทานก้อม ชุด พี่เขยฝากเยี่ยว(ตอน 2)


นิทานก้อม ชุด พี่เขยฝากเยี่ยว(ตอน 2) ตอนต่อจากพี่เขยฝากเยี่ยว ตอนพ่อตากับลูกเขย เราว่าหน้าตาลูกเขยเหมือนไผ่ พงศธรเลย พ่อตากับลูกเขยชิวใหวชิงพิบกันทุกๆเรื่อง แล้วตอนจบจะเป็นอย่างไร ไปดุกัน และ แถม ตอน เมียแหล่ เรื่องนี้ขำดี 555
Tag : นิทานก้อมนิทานเรื่องสั้นนิทานก้อม ตอน พ่อตากับลูกเขยพ่อตากับลูกเขยนิทานพื้นบ้านภาคอิสานนิทานพื้นบ้านภาคอีสาน


นิทานก้อม ชุด พี่เขยฝากเยี่ยว(ตอน 3) หม่าข้าว


นิทานก้อม ชุด พี่เขยฝากเยี่ยว(ตอน 3) เรื่อง หม่าข้าว สิหม่ากันจั่งได๋ กะไปเบิ่งกันเด้อ

Tag : นิทานก้อมนิทานเรื่องสั้นนิทานก้อม ตอน หม่าข้าวหม่าข้าวนิทานพื้นบ้านภาคอิสานนิทานพื้นบ้านภาคอีสาน


นิทานก้อม ชุด พี่เขยฝากเยี่ยว(ตอน 4) หมู่ทรยศ


นิทานก้อม ชุด พี่เขยฝากเยี่ยว(ตอน 4) หมู่ทรยศ ตอนนี้ เป็นการเอาคืนของทิดป่อง 
Tag : นิทานก้อมนิทานเรื่องสั้นนิทานก้อม ตอน พี่เขยทรยศหมู่ทรยศนิทานพื้นบ้านภาคอิสานนิทานพื้นบ้านภาคอีสาน


นิทานก้อม ชุด พี่เขยฝากเยี่ยว(ตอน 5) หำบ่เจ็บ


นิทานก้อม ชุด พี่เขยฝากเยี่ยว(ตอน 5) หำบ่เจ็บ 

Tag : นิทานก้อมนิทานเรื่องสั้นนิทานก้อม ตอน หำบ่อเจ็บหำบ่เจ็บนิทานพื้นบ้านภาคอิสานนิทานพื้นบ้านภาคอีสาน


นิทานก้อม ตอน นกยาง


นิทานก้อม ตอน นกยาง ตาพาหลานไปยิงนกกะยาง ไปดูกันครับ

Tag : นิทานก้อมนิทานเรื่องสั้นนิทานก้อม เรื่องนกยางนกกะยางนิทานพื้นบ้านภาคอิสานนิทานพื้นบ้านภาคอีสาน


นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน กุดนางใย จังหวัดมหาสารคาม


กุดนางใย เมื่อครั้งโบราณกาล ที่บริเวณแหล่งน้ำนี้มีครอบครัวหนึ่งตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่ด้วยกันสองคนแม่และลูกชาย ภายหลังได้ลูกสะใภ้มาอยู่ร่วมกัน มาวันหนึ่งลูกชายไปค้าขายทางไกล แม่และลูกสะใภ้อยู่บ้านเพียง ๒ คน คืนหนึ่งแม่ผัวสังเกตเห็นว่าที่ห้องนอนของ ลูกสะใภ้จุดตะเกียงตลอดคืน ซึ่งเป็นการผิดธรรมเนียมโบราณ กล่าวคือเมื่อเข้านอนต้อง ดับตะเกียง

แล้วคืนหนึ่งแม่ผัวสงสัย อดใจไว้ไม่ใหวจึงไปแอบดูว่าลูกสะใภ้ทำอะไรอยู่ในห้อง และเห็นว่า ลูกสะใภ้กำลังสาวใยไหม ออกจากปากตัวเองมาม้วนเข้าฝัก จึงเกิดความหวาดกลัวนึกว่า สะใภ้เป็นภูตผีปีศาจ จึงนำความไปเล่าให้เพื่อนบ้านฟัง คืนต่อมาแม่ผัวและเพื่อนบ้านจึงมาแอบด ูเพื่อจับผิดลูกสะใภ้

ในที่สุดได้จู่โจมเข้าไปในห้องขณะที่ลูกสะใภ้กำลังสาวไหมออกจากปาก จึงซักถามว่าเป็นใครมา จากไหน เป็นภูติผีปีศาจหรือเปล่า ทำให้ลูกสะใภ้อับอาย จึงหนีออกจากบ้านและโดดลงในลำน้ำนั้นหายไป เมื่อลูกชายกลับมาและรู้ความจริงว่าภรรยาโดดน้ำตาย ณ ที่แห่งนั้นจึงได้แต่ เศร้าโศกเสียใจ เมื่อถึงคืน เดือนหงายจะไปนั่งริมลำน้ำแห่งนี้ และจ้องมองลงไปในสายน้ำ นาน ๆ เข้าก็มองเห็นภรรยาในสายน้ำนั้น และสาวใยไหมออกจากปาก ต่อมาที่แห่งนี้จึงได้ชื่อว่ากุดนางใย (ใยหมายถึงใยไหม)

คติ/แนวคิด
การจะลงโทษใครอย่าผลีผลาม ควรถามสาเหตุและเหตุผลข้อเท็จจริงก่อน


กุดนางใย เป็นชื่อแหล่งน้ำที่สำคัญของเมืองมหาสารคาม มาตั้งแต่สมัยพระเจริญราชเดช (กวด) เจ้าเมืององค์แรก ซึ่งมาตั้งเมืองเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๐๘ ใช้เป็นแหล่งน้ำสำหรับอุปโภคและบริโภคควบคู่กับแหล่งน้ำ ในหนองท่ม (กระทุ่ม) ที่เรียกว่ากุดเพราะเป็นที่สิ้นสุดของสายน้ำ (กุด แปลว่าด้วนหรือสิ้นสุด) หรือเรียกว่าแม่น้ำด้วน ปัจจุบัน ตื้นเขินมากคงเหลือเนื้อที่ประมาณ ๒ ไร่ ใกล้กับกุดนางใยเป็นที่ตั้งของวิทยาลัยอาชีวศึกษา มหาสารคาม และริมกุดนางใย มีร่องรอยของวัตถุโบราณสันนิษฐานว่าพระเจริญราชเดชสร้างไว้เมื่อครั้งตั้งเมือง ได้แก่เสาหงส์ ซึ่งถือว่าเป็นผู้พิทักษ์เมือง

ความสำคัญ ในช่วงราว พ.ศ. 2402 พระขัติยวงษา (จัน) เจ้าเมืองร้อยเอ็ดได้มอบหมายให้ท้าวมหาชัย (กวด) บุตรอุปฮาช (สิง) และท้าวบัวทอง บุตรอุปฮาช (ภู) พาผู้คนจากเมืองร้อยเอ็ด มาหาที่ตั้งเมืองใหม่ ท้าวบัวทองเห็นว่าบริเวณบ้านลาดริมฝั่งแม่น้ำชีน่าจะเป็นบริเวณที่เหมาะจะตั้งเมือง ส่วนท้าวมหาชัย (กวด) เห็นว่าบริเวณบ้านจาน ซึ่งอยู่ระหว่างหนองกระทุ่ม (บริเวณสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดมหาสารคาม) กับกุดยางใหญ่น่าจะเหมาะสม ดังในใบบอกของพระขัติยวงษา(จัน) ที่มีไปยังกรุงเทพ ขอตั้งบ้านลาดกุดยางใหญ่ เป็นเมือง ท้าวมหาชัย (กวด) ได้เป็นพระเจริญราชเดช เจ้าเมือง ท้าวบัวทองได้เป็นอรรคฮาช ท้าวไชยวงษา (ฮึง) เป็นอรรควงษ์

คำว่า กุดยางใหญ่ จึงน่าเป็นที่มาของชื่อเมือง กล่าวคือ ในสารตราเจ้าพระยาจักรีที่มีมาถึงพระขัติยวงษา เจ้าเมืองร้อยเอ็ด ลงวันอังคาร ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 10 ปีฉลู สัปตศก ซึ่งตรงกับวันอังคารที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2408 เรื่องการขนานนามบ้านลาดกุดยางใหญ่ เป็นเมืองมหาสาลคามนั้น ในช่วงเวลาดังกล่าว แนวทางการตั้งชื่อเมืองก็มักจะหาเค้าเงื่อนจากชื่อเดิมบ้าง หรือสิ่งสำคัญของบริเวณนั้นบ้าง แล้วตั้งชื่อใหม่เป็นภาษาบาลีหรือสันสกฤต 2 - 3 ชื่อ แล้วนำขึ้นทูลเกล้าฯ ให้ทรงเลือกเพียง 1 ชื่อ แล้วพระราชทานไปยังหัวเมืองใหม่นั้น  
Tag : นิทานพื้นบ้านนิทานพื้นบ้านภาคอิสานนิทานพื้นบ้านภาคอีสานกุดนางใยเรื่องเล่า กุดนางใยกุดยางใหญ่พระขัติยวงษา


นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน ลูกเขยเจ้าเล่ห์


นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน ลูกเขยเจ้าเล่ห์  ณ.เมืองอันอุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่ง มีเศรษฐีเฒ่าผู้หนึ่งชอบ ฟังนิทานเป็นชีวิตจิตใจ หายใจเข้าก็ "เฮ้อ..นิทาน" หายใจออกก็ "เฮ้อ..นิทาน" แกมีลูกสาวอยู่หนึ่งคน วัยสาว 18 -19 ชื่อ บัวเรียน สวยมาก เป็นที่ร่ำลือ ในเมืองนั้น จึงมีชายมากมายหลายหน้ามาแวะมาเวียนหาอยู่เป็นประจำ

แต่ก็ถูกท่านเศรษฐีคะยั้นคะยอขอให้เล่านิทานให้ฟังเป็นการขัดจังหวะ บรรดาชายหนุ่มทั้งหลายหวังที่จะเอาชนะว่าที่พ่อตา ก็เล่านิทานออกมาหลายเรื่องจนหมดไส้หมดพุงเพื่อหวังจะได้เป็นลูกเขย แต่พอฟังจบก็ไม่มีเรื่องเล่าแล้วท่านเศรษฐีก็อยากฟังนิทานจากชายอื่นต่อไป จึงยังมิได้ยกลูกสาวให้ใคร

เป็นที่ปวดหัวสำหรับชายหนุ่มทั้งหลาย  ต่างก็ขยาดไปตามๆกัน ไม่รู้จะสรรหาวิธีใด ครั้นหลายวันมานี่ไม่มีชายใดมาเล่านิทานให้ฟัง แกก็หงุดหงิดไม่สบอารมณ์ตามประสาวัยทอง แกจึงคิดอุบายขึ้นมาว่า ใครสามารถเล่า นิทานไม่รู้จบ จะยกลูกสาวให้ ชายหนุ่มทั้งหลายต่างก็มีหวังกันอีกครั้ง โดยไปสืบเสาะหานิทานจากต่างแดนไกลหลายๆเรื่องมาเล่าให้ฟัง แต่ว่าถึงจะเล่าหลายเรื่องและยาวอย่างไร ก็ต้องจบลงภายในวันเดียวไม่วันใดก็วันหนึ่ง จึงไม่มีใครได้แต่งงานกับลูกสาวสักที เศรษฐีเมื่อได้ฟังนิทานหลายเรื่อง ก็มีจิตใจแบ่งบานยิ้มแย้มแจ่มใสดังเดิม

และแล้วบุพเพสันนิวาส แห่งหนหลังก็ดลให้คู่รักมาพบกัน อยู่มาวันหนึ่ง มีหนุ่มพเนจรจากแดนไกล ชื่อ ทับ ผ่านมาได้ยินเรื่องราว เกี่ยวกับนิทานไม่รู้จบ จึงอาสาจะลองดีกับท่านเศรษฐี จึงเล่า นิทานไม่รู้จบ ให้ท่านเศรษฐีฟัง

เนื้อความของนิทานดังนี้
 "ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีตากับยายสองคนมีอาชีพทำนาปลูกข้าวไว้หลายสิบไร่ ครั้งถึงเวลาเก็บเกี่ยวก็นำข้าวเปลือกใส่ไว้ในยุ้งฉาง แต่บังเอิ๊ญ บังเอิญ แถวนั้นมีนกสองผัวเมียอาศัยอยู่ เห้นยุ้งฉางมีรอยโหว่จึงบินไปขโมยข้าวเปลือกของตากับยายกินทุกวัน โดยตัวหนึ่งจะเป็นยามอยู่คอยอยู่ข้างนอกรอ ผลัดกับตัวที่บินไปคาบข้าวเปลือก เป็นอยู่เช่นนี้หลายวัน จากวันเป็นเดือน อันว่าข้าวเปลือกนั้นไซร้ ก็หาหมดไม่ ดังนั้น เมื่อตัวผู้คาบข้าวบินออก ตัวเมียก็บินเข้า พอตัวผู้บินเข้า ตัวเมียก็บินออก เมื่อตัวผู้บินออก ตัวเมียก็บินเข้า ครั้นพอตัวผู้บินเข้า ตัวเมียก็บินออก เมื่อตัวผู้บินออก 

ชายหนุ่มเล่าอย่างนี้วนไปวนมาใช้เวลาไป 1 วันเต็มๆ เศรษฐีเริ่มหงุดหงิด จึงเอ่ยปากถามว่า มันเข้าบินออกอย่างนี้นิทานมันจะเดินหน้ายังไงว่ะ เจ้าทับตอบว่า แหม ก็ใจเย็นๆซีครับ….ก็มีข้าวเต็มยุ้งกว่ามันจะคาบไปหมด มันก็บินจนนับครั้งไม่ถ้วนนู่นแหละจ้ะ

ท่านเศรษฐีจึงรู้ว่ามันเป็นเล่ห์ลูกเล่นของเขาที่ทำให้ตนไม่สามารถทนฟังได้ จึงแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เมื่อเอ็งเล่าได้ ข้าก็ฟังได้ เอ็งมีปัญญาเล่าก็เล่าไป ฝ่ายนางบัวเรียน เมื่อเห็นชายหนุ่มมีความพยามและเห็นในความเฉลียวฉลาดจึง ตักน้ำเย็นใส่ขันมาให้ดื่มแก้คอแห้ง เจ้าทับจึงเล่าต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ

" เมื่อตัวผู้คาบข้าวบินออก ตัวเมียก็บินเข้า พอตัวผู้บินเข้า ตัวเมียก็บินออก เมื่อตัวผู้บินออก ตัวเมียก็บินเข้า เมื่อตัวผู้บินเข้า ตัวเมียก็บินออก เมื่อตัวผู้ก็บินออก ตัวเมียก็บินเข้า เมื่อตัวผู้บินเข้า ตัวเมียก็บินออก "

ชายหนุ่มเล่าอย่างนี้จนเวลาล่วงเข้าสู่วันที่ 3 ท่านเศรษฐีไม่อยากจะฟังแล้ว แต่ก็ไม่กล้ายอมแพ้ จนเวลาผ่านไป 7 วัน 7 คืนจนเศรษฐีแทบจะบ้าเป็นประสาทตาย เจ้าทับก็เล่าไปจนคอแหบคอแห้ง จนครบ 15 วัน เจ้าทับหมดเสียงที่จะเล่าจึงได้

คลานไปกระซิบข้างหูของเศรษฐี เมื่อตัวผู้คาบข้าวบินออก ตัวเมียก็บินเข้า พอตัวผู้บินเข้า ตัวเมียก็บินออก เมื่อตัวผู้บินออก ตัวเมียก็บินเข้า เมื่อตัวผู้บินเข้า ตัวเมียก็บินออก เมื่อตัวผู้ก็บินออก ตัวเมียก็บินเข้า 

เศรษฐีสุดจะทน พอแล้ว พอแล้วโว้ย ตูจะบ้าตายอยู่แล้ว
แต่นิทานยังไม่จบนะครับ มาๆๆผมจะเล่าต่อ พอตัวผู้………. เจ้าทับพูด
กูบออกว่าไม่ต้อง เรื่องนี้ก็ไม่อยากฟังแล้ว เศรษฐีตะโกน

อย่างนั้นผมก็ชนะน่ะสิ ผมยังเล่าไม่ถึงครึ่งท่านก็เบื่อซะก่อน…เอ่อ อันที่จริงผมยังมีนิทานขนาดพอดีๆที่สนุกอีกนับไม่ถ้วน ไว้แต่งงานเสร็จแล้ว ผมจะเล่าให้ท่านฟังทุกวัน รับรองไม่ซ้ำแม้แต่เรื่องเดียว

เออ แล้วเอ็งก็ไม่บอกตั้งแต่แรก ท่านเศรษฐีได้ฟังดังนั้นค่อยหายโกรธ และพอใจที่ได้เขยดีๆแบบนี้ แสดงว่าเขารักลูกสาวเราจริง……..

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความพยามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่นั้น

Tag : นิทานพื้นบ้านนิทานพื้นบ้านภาคอิสานนิทานพื้นบ้านภาคอีสานเขยเจ้าเล่ห์เล่ห์ลูกเขย


ขี้เหล้าเล่นหม้อ


นิทานพื้นบ้าน ของบ้านหนองฮังกา ซึ่งในปัจจุบันขึ้นกับบ้านแสงอินทร์ ตำบลกระเบื้อง อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ เรื่องมีอยู่ว่านานมาแล้วมีเศรษฐีผู้ใจบุญท่านหนึ่งแก่ชอบทำบุญเป็นชีวิตจิตใจขอให้ได้ทำบุญแก่จะทำทุกอย่างคนอีสานเว้าไว้ว่า

"แฮงให้ แฮงรวย แฮงให้ แฮงได้หลาย"

         แฮงให้แฮงรวยแฮงให้แฮงใดหลาย คือ ได้หลายเพราะคนตอบแทนกับการให้ของเรา รวมคือรวยน้ำใจไปไหนคนรักคนอารีย์กับไมยตรีจิตของเราสรรพสิ่งทั้งหลายธรรมชาติให้มาย่อมขึ้นอยู่กับเหตุและปัจจัยทั้งหลาย

         เศรษฐีผู้ใจบุญมีลูกชายคนเดียวไม่เอาถ่านไม่เอาแก๊ชไม่เอาอะไรทั้งนั้นลูกเมียก็ไม่มีลูกชายเศรษฐีเอาอย่างเดียวคือ กินเหล้ากินแล้วก็กินกินจนติดเพื่อนฝูงก็มาก เพราะรวยมีเงินเลี้ยงคนอื่นเพื่อต้องการความเป็นเพื่อนแค่นั้นเอง เพื่อนทั้งหลายก็หลอกกินฟรีไปวันๆ
   
        หลายปีต่อมาเศรษฐีใจบุญตายลงลูกชายเศรษฐีเป็นผู้รับมรดกแต่เพียงผู้เดียวเขาไม่สนใจการบริหารไม่รู้จักรักษาทรัพย์ที่พ่อแม่ให้ไว้ดื่มกินจนเมามายไม่นานฐานะความเป็นอยู่ของเขาก็จนลงไม่มีที่อยู่อาศัยขอทานเขากินไปวันๆความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัสเริ่มเข้ามาแทนที่เขาไปหาเพื่อนที่ไหนก็ไม่มีใครให้กิน ความทุกขเวทนามีมากยิ่งขึ้น

        ด้วยเดชะบุญกุศลของเศรษฐีผู้ใจบุญที่ตายไปแล้วจึงได้ไปเกิดเป็นเทวดาผู้ใหญ่ในสวรรค์ด้วยความเป็นห่วงลูกจึงใช้ตาทิพย์มองมายังพื้นโลกเห็นลูกชายของตนได้รับทุกขเวทนายิ่งนักหัวอกผู้เป็นพ่อให้สลดหดหู่ยิ่งด้วยความเป็นห่วงลูกเทวดาผู้เป็นใหญ่นั้นจึงได้ลงมาหาลูกตนสอนให้ลูกรู้จักทำมาหากินให้รู้จักประหยัดเมื่อมีเงิน

       ลูกชายเมื่อฟังแล้วก็รับปากว่าจะกลับตัวเป็นคนดีจะเลิกเหล้าเด็ดขาดเขาบอกกับเทวดาผู้เป็นใหญ่ซึ่งเป็นพ่อของเขาว่าเขาจะเริ่มต้นอย่างไรเขาไม่มีทุนรอนอะไรเทวดาผู้เป็นพ่อจึงส่งหม้อดินให้เขาใบหนึ่ง แล้วบอกว่าเจ้าจงรักษาหม้อดินนี้ให้ดีหากเจ้าต้องการเงินทองเจ้าก็เอามือล้วงเข้าไปหยิบมาใช้ได้ดั่งใจคิด แต่มีข้อแม้ว่าอย่าทำแตกลูกชายเศรษฐีก็รับคำพ่อ

       เช้าของวันรุ่งขึ้นลูกชายเศรษฐีขี้เหล้าก็เอามือล้วงดูว่าที่พ่อบอกนั้นจะจริงหรือเปล่าเป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนักมีน่าเชื่อมือเขาสัมผัสกับเงินทองมากมายเขาอดเหล้าได้เพียงครึงวันเท่านั้นก็ลืมคำพ่อที่สั่งสอนเสียสิ้นเขากลับมาดื่มกินอย่างหนัก

      วันหนึ่งเขากินเหล้าแล้วก็เดินทางไปหาเพื่อนระหว่างทางเขานึกสนุกขึ้นมาจึงได้โยนหม้อขึ้นสูงๆแล้วก็วิ่งไปรับปากก็พูดว่า "โอะๆโอะโอะล่วง"พอรับหม้อได้เขาก็โยนใหม่แล้วก็วิ่งไปรับปากก็พูดว่า "โอะๆโอะโอะล่วง"เขาทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆในระหว่างเดินทางแล้วก็วิ่งไปรับปากก็พูดว่า "โอะๆโอะโอะล่วง"  คราวนี้หม้อในมือเขาเกิดล่วงจริงๆหม้อใบนั้นจึงแตกขี้เหล้าตกใจมากเขาคิดถึงคำพ่อที่บอกไว้เขารู้สึกเสียใจในการกระทำของตัวเองมากเขาไม่มีโอกาสอีกแล้วในชีวิตนี้

     เขาไม่ได้ล้วงเงินทองในหม้อเก็บไว้เพื่อไว้ใช้จ่ายในวันข้างหน้าเลยเขาไม่ได้เก็บเงินไว้เพื่อเป็นค่ารักษาพยาบานตนเองเลยเขาไม่มีเงินสำรองอะไรทั้งสิ้นหมดแล้วทุกอย่าง

     นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เมื่อมีชีวิตได้เกิดมาเป็นคนแล้วถือว่าเราชนะแล้วคนเป็นกอบความดีด้วยใจผลจะเกิดสุขอย่างน้อยๆเราก็อยู่นอกคุกแหละเพราะคนติดคุกถือว่าตกนรกทั้งเป็นขี้เหล้าที่เมามายย่อมไม่มีปัญญารักษาทรัพย์ของตนเองดื่มกินแต่พอควรไม่ถึงกับงมงายเล่นอะไรก็แต่พอควรอย่าเล่นจนของเสียสุดท้ายเกิดเป็นลูกไม่ควรทำให้พ่อแม่เสียใจอย่างเด็ดขาดอศุกลกรรมที่ทำกับพ่อแม่ไม่มีสิ่งที่จะมาลบล้างได้อย่าทำให้พ่อแม่ต้องเสียใจคำขอโทษคำขอบคุณที่กล่าวกับพ่อกับแม่ดียิ่งกว่าเงินทองที่ให้หากมีทั้งสองอย่างจะเป็นสิ่งวิเศษสุดท่านอยากดื่มกินอะไรหาให้ไม่ใช่ท่านตายแล้วจะไปเคาะโลงศพหาข้าวให้กินถึงตอนนั้นจะมีประโยชน์อะไร


Tag : นิทานพื้นบ้านภาคอิสานนิทานพื้นบ้านภาคอีสานนิทานพื้นบ้านนิทานพื้นบ้านภาคอีสาน เรื่อง ขี้เหล้าเล่นหม้อ


นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน ผาแดงนางไอ่


     นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน ผาแดงนางไอ่ อดีตกาลผ่านมาใกลโพ้น ยังมีเมืองอยู่เมืองหนึ่งชื่อ "นครเอกชะทีตา" มีพระยาขอม
เป็นกษัตริย์ปกครองเมืองด้วยความร่มเย็น พระยาขอมมีพระธิดา ซึ่งมีพระศิริโฉมงดงาม
พนะนามว่า "นางไอ่คำ" ซึ่งเป็นที่รักและ หวงแหนมาก จึงสร้างปราสาท 7 ชั้น
ให้ อยู่พร้อมเหล่าสนม กำนัล คอยดูแลอย่างดี 

    ขณะเดียวกันยังมีเมืองอีกเมืองหนึ่งชื่อ "เมืองผาโพง" มีเจ้าชายนามว่า "ท้าวผาแดง" เป็นกษัตริย์ปกครองอยู่ ท้าวผาแดง
แห่งเมืองผาโพง ได้ยินกิตติศัพท์ความงามของธิดาไอ่คำมาก่อนแล้ว ใคร่อยากจะเห็นหน้า จึงปลอมตัวเป็นพ่อค้าพเนจร ถึง นครเอกชะทีตา และติดสินบนนางสนมกำนัล ให้นำของขวัญลอบเข้าไปให้นางไอ่คำ ด้วยผลกรรมที่ผูกพันกันมาแต่ชาติปางก่อ  นนางไอ่คำกับท้าวผาแดง จึงได้มีใจปฏิพัทธ์ต่อกัน จนในที่สุดทั้ง 2 ก็ได้อภิรมย์สมรักกัน




         ซึ่งก่อนท้าวผาแดงจะจากไป เพื่อจัดขบวนขันหมากมาสู่ขอ ทั้ง 2 ได้คร่ำครวญต่อกันด้วยความอาลัยยิ่ง วันเวลาผ่านไปถึง
เดือน 6 เป็นประเพณีแต่โบราณของเมืองเอกชะทีตา จะต้องมีการทำบุญบั้งไฟบูชาพญาแถนระยาขอม จึงได้ประกาศบอก 
ไปตามหัวเมืองต่างๆ ว่า



    "บุญบั้งไฟปีนี้จะเป็นการหาผู้ที่จะมาเป็นลูกเขยอีกด้วย ขอให้เจ้าชายหัวเมืองต่างๆ จัดทำบั้งไฟมา

จุดแข่งขันกัน ผู้ใดชนะก็จะได้อภิเษกกับพระธิดาไอ่คำด้วย" ข่าวนี้ได้ร่ำลือไปทั่วสารทิศ ทุกเมืองในขอบเขตแว่นแคว้นต่างก็ส่งบั้งไฟเข้ามาแข่งขัน เช่น เมืองฟ้าแดดสูงยาง เมืองเชียงเหียน เชียงทอง แม้กระทั่งพญานาคใต้เมืองบาดาลก็อดใจไม่ไหว ปลอมตัวเป็นกระรอกเผือกมาดูโฉมงาม นางไอ่คำด้วยในวันงานบุญบั้งไฟ



       เมื่อถึงวันแข่งขันจุดบั้งไฟ ปรากฏว่า บั้งไฟท้าวผาแดงจุดไม่ขึ้นพ่นควันดำอยู่ถึง 3 วัน 3 คืน จึงระเบิดแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
ทำให้ความหวังท้าวผาแดงหมดสิ้นลง ขณะเดียวกัน ท้าวพังคีพญานาค ที่ปลอมเป็นกระรอกเผือก มีกระดิ่งผูกคอน่ารัก มาไต่เต้นไปมาอยู่บนยอดไม้ ข้างปราสาทนางไอ่คำ ก็ปรากฏร่างให้นางไอ่คำเห็น นางจึงคิดอยากได้มาเลี้ยง แต่แล้วก็จับไม่ได้ จึงบอกให้นายพราน ยิงเอาตัวตายมา ในที่สุดกระรอกเผือกพังคีก็ถูกยิงด้วยลูกดอกจนตาย ก่อนตายท้าวพังคีได้อธิษฐานไว้ว่า "ขอให้เนื้อของข้าได้แปดพันเกวียน คนทั้งเมืองอย่าได้กินหมดเกลี้ยง" จากนั้นร่างของกระรอกเผือกก็ใหญ่ขึ้น จนผู้คนแตกตื่นมาดูกัน และจัดการแล่เนื้อแบ่งกันไปกินทั่วเมืองด้วยว่าเป็นอาหาร ทิพย์ ยกเว้นแต่พวกแม่ม่ายที่ชาวเมืองรังเกียจ ไม่แบ่งเนื้อกระรอกให้ 



       พญานาคแห่งเมืองบาดาลทราบข่าวท้าวพังคีถูกมนุษย์ฆ่าตาย แล่เนื้อไปกินกันทั้งเมือง จึงโกธรแค้นยิ่งนัก ดึกสงัดของคืนนั้นขณะที่ชาวเมืองชะทีตากำลังหลับไหล เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ท้องฟ้าอื้ออึงไปด้วยพายุฝนฟ้า กระหน่ำลงมาอย่างหนัก ฟ้าแลบอยู่มิได้ขาด แผ่นดินเริ่มถล่มยุบตัวลงไปทีละน้อย ท่ามกลางเสียงหวีดร้องของผู้คนที่วิ่งหนี ตาย เหล่าพญานาคผุดขึ้นมานับหมื่น นับแสนตัว ถล่มเมืองชะทีตาจมลงใต้บาดาลทันที คงเหลือไว้เป็นดอน 3 - 4 แห่ง ซึ่งเป็นที่อยู่ของพวกแม่ม่ายไม่ได้กินเนื้อกระรอกเผือกจึงรอดตาย

ฝ่ายท้าวผาแดงได้โอกาสรีบควบม้าหนีออกจากเมือง โดยไม่ลืมแวะรับพระธิดาไอ่คำไปด้วย แต่แม้จะเร่งฝีเท้า ม้าเท่าใด ก็หนีไม่พ้นทัพพญานาคที่ทำให้แผ่นดินถล่มตามมาติดๆ ในที่สุดก็กลืนท้าวผาแดงและพระธิดาไอ่คำพร้อมม้าแสน
รู้ชื่อ "บักสาม" จมหายไปใต้พื้นดิน



รุ่งเช้าภาพของเมืองเอกชะทีตาที่เคยรุ่งเรืองโอฬาร ก็อันตธานหายไปสิ้น คงเห็นพื้นน้ำกว้างยาวสุดตา ทุกชีวิตในเมือง
เอกชะทีตาจมสู่ใต้บาดาลจนหมดสิ้น เหลือไว้แต่แม่ม่ายบนเกาะร้าง 3 - 4 แห่ง ในผืนน้ำอันกว้างนี้ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็น
หนองหานหลวง ดังปรากฏในปัจจุบัน.

 
Tag : นิทานพื้นบ้านภาคอีสานนิทานพื้นบ้านภาคอิสานนิทานพื้นบ้านนิทานพื้นบ้านภาคอีสาน เรื่อง ผาแดงนางไอ่นครเอกชะทีตาเมืองผาโพงท้าวผาแดงนางไอ่คำท้าวพังคี


นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ เมืองลับแล


ครั้งหนึ่งมีชายคนหนึ่งเข้าไปหาของป่าและล่าสัตว์ ในป่า ได้เห็นหญิงสาวสวยหลายคนเดินออกมาจากกลางป่า ครั้นมาถึงชายป่า นางเหล่านั้นก็เอาใบไม้ที่ถือมาไปซ่อนไว้ในที่ต่าง ๆ แล้วก็เข้าไปในเมือง ด้วยความสงสัยชายหนุ่มจึงแอบหยิบใบไม้มาเก็บไว้ใบหนึ่ง

       ตกบ่ายหญิงสาวเหล่านั้นกลับมา ต่างก็หาใบไม้ที่ตนซ่อนไว้ ครั้นได้แล้วก็ถือใบไม้นั้นเดินหายลับไป มีหญิงสาวคนหนึ่งหาใบไม้ไม่พบเพราะชายหนุ่ม แอบหยิบมา นางวิตกเดือดร้อนมาก ชายหนุ่มจึงปรากฏตัวให้เห็นและคืนใบไม้ให้      โดยมีข้อแลกเปลี่ยนคือขอติดตามนางไปด้วยเพราะปรารถนาจะได้เห็นเมืองลับแล หญิงสาวก็ยินยอม   

       นางจึงพาชายหนุ่มเข้าไปยังเมือง  ซึ่งชายหนุ่มสังเกตเห็นว่าทั้งเมืองมีแต่ผู้หญิง นางอธิบายว่า คนในหมู่บ้านนี้ ล้วนมีศีลธรรม ถือวาจาสัตย์ ใครประพฤติผิดก็ต้องออกจากหมู่บ้านไป ผู้ชาย ส่วนมากมักไม่รักษาวาจาสัตย์ จึงต้องออกจากหมู่บ้านกันไปหมด แล้วนางก็พาชายหนุ่มไปพบมารดาของนาง ชายหนุ่ม เกิดความรักใคร่ในตัวนางจึงขออาศัยอยู่ด้วย มารดาของหญิงสาวก็ยินยอมแต่ให้ชายหนุ่มสัญญา  ว่าจะต้องอยู่ในศีลธรรม ไม่พูดเท็จ

      ชายหนุ่มได้แต่งงานกับหญิงสาวชาวลับแลจนมีบุตรชายด้วยกัน 1 คน วันหนึ่งขณะที่ภรรยาไม่อยู่บ้าน ชายหนุ่มผู้พ่อเลี้ยงบุตรอยู่ บุตรน้อยเกิดร้องไห้หาแม่ไม่ยอมหยุด ผู้เป็นพ่อจึงปลอบว่า “แม่มาแล้ว ๆ” มารดาของภรรยาได้ยินเข้าก็โกรธมากที่บุตรเขยพูดเท็จ   เมื่อบุตรสาวกลับมาก็บอกให้รู้เรื่อง

     ฝ่ายภรรยาของชายหนุ่มเสียใจมากที่สามีไม่รักษาวาจาสัตย์   นางบอกให้เขาออกจากหมู่บ้านไปเสีย แล้วนางก็จัดหาย่ามใส่เสบียงอาหารและของใช้ที่จำเป็นให้ สามี พร้อมทั้งขุดหัวขมิ้นใส่ลงไปด้วยเป็นจำนวนมาก จากนั้นก็พา สามีไปยังชายป่า ชี้ทางให้ แล้ว  นางก็กลับไปเมืองลับแล
 
    ชายหนุ่มไม่รู้จะทำอย่างไรก็จำต้องเดินทางกลับบ้านตามที่ภรรยาชี้ทางให้ ระหว่างทางที่เดินไปนั้น เขารู้สึกว่าถุงย่ามที่ถือมาหนักขึ้น     เรื่อย ๆ และหนทางก็ไกลมาก จึงหยิบเอาขมิ้นที่ภรรยาใส่มาให้ทิ้งเสียจนเกือบหมด ครั้นเดิน  ทางกลับไปถึงหมู่บ้านเดิมบรรดาญาติมิตรต่างก็ ซักถามว่าหายไปอยู่ที่ไหนมาเป็นเวลานานชายหนุ่มจึงเล่าให้ฟังโดยละเอียดรวม ทั้งเรื่องขมิ้นที่ภรรยาใส่ย่ามมาให้แต่เขาทิ้งไปเกือบหมด เหลืออยู่เพียงแง่งเดียว พร้อมทั้งหยิบขมิ้นที่เหลืออยู่ออกมา ปรากฏว่าขมิ้นนั้นกลับกลายเป็นทองคำทั้งแท่ง ชายหนุ่มรู้สึกแปลกใจและเสียดาย จึงพยายามย้อนไปเพื่อหาขมิ้นที่ทิ้งไว้ ปรากฏว่าขมิ้นเหล่านั้นได้งอกเป็นต้นไปหมดแล้ว และเมื่อขุดดูก็พบแต่แง่งขมิ้นธรรมดาที่มีสีเหลืองทองแต่ไม่ใช่ทองเหมือนแง่งที่เขาได้ไป เขาพยายามหาทางกลับไปเมืองลับแล แต่ก็หลงทางวกวนไปไม่ถูก จนในที่สุดก็ต้องละความพยายามกลับไปอยู่หมู่บ้านของตนตามเดิม

    ปัจจุบันเมืองลับแลเป็นอำเภอเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งแต่เดิมคงเป็นเมืองที่การเดินทางไปมาไม่สะดวก เส้นทางคดเคี้ยว ทำให้คนที่ไม่ชำนาญทางพลัดหลงได้ง่าย จนได้ชื่อว่าเมืองลับ แล ซึ่งแปลว่า มองไม่เห็น มีเรื่องเล่ากันว่าคนมีบุญเท่านั้นจึงจะได้เข้าไปถึงเมืองลับแล


Tag : นิทานพื้นบ้านนิทานพื้นบ้านภาคอิสานนิทานพื้นบ้านภาคอีสานเมืองลับแลนิทานพื้นบ้าน เรื่องเมืองลับแลนิทานพื้นบ้านภาคเหนือขมิ้นกลายเป็นทอง


นิทานพื้นบ้านภาคใต้ แก่นข้าว


แก่นข้าว นิทานพื้นบ้านที่เล่ากันในจังหวัดสงขลา เล่ากันว่า สมัยก่อนมนุษย์เราไม่รู้จักกินข้าว คงกินแต่รำข้าว เมื่อทำนาได้ข้าวก็จะฝัดเอาแต่รำมากินส่วนเมล็ดข้าวซึ่งเรียกว่า”แก่นข้าว”จะทิ้งเป็นกองๆอยู่ทั่วไป

     ต่อมามีครอบครัวหนึ่งลูกเล็กคนหนึ่งไม่ยอมกินรำข้าว เมื่อพ่อแม่จะต้มรำข้าวให้กินเหมือนลูกคนอื่นทั่วไปเด็กคนนั้นจะไม่ยอมกินและร้องขึ้นทุกครั้งจนพ่อแม่รู้สึกรำคาญจึงพูดประชดว่า

    “หมึงอีกินอ้ายไหรหา ร้องๆเดี๋ยวกูต้มแก่นข้าวให้กินให้ตาย ๆ ไปเสียแหละ”

     พอพ่อแม่พูดเช่นนั้น ลูกคนนั้นก็หยุดร้อง แต่อยู่สักครู่ก็ร้องอีก พ่อแม่จึงพูดด้วยอารมณ์เสียอีกว่า “ทีนี้กูเอาแก่นข้าวมาต้มให้กินจริง ๆ แหละ ร้องไปต้า” ลูกคนนั้นก็หยุดร้องอีก พ่อแม่จึงไปเอาแก่นข้าวต้มให้กินจริงปรากฏว่าลูกคนนั้นดีอกดีใจ กินข้าวได้มาก และเมื่ออิ่มก็นอนหลับ

     ฝ่ายพ่อแม่ตกใจมากนึกว่าลูกตายแล้ว เพราะกินแก่นข้าวซึ่งคนเขาไม่กินกันเข้าไปมาก
 ก็ได้แต่ร้องห่มร้องไห้ ฝ่ายลูกนอนหลับสักครู่ก็ตื่นขึ้นมายิ้มแล้วหัวเราะอย่างสุขใจ พ่อแม่เห็นเช่นนั้นก็ดีใจจึงต้มแก่นข้าวให้ลูกกินเรื่อยมา จนข่าวนี้ลือไปทั่ว คนจึงได้หันมากินแก่นข้าวแทนรำข้าวกันตั้งแต่มาจนทุกวันนี้

  

Tag : นิทานพื้นบ้านนิทานพื้นบ้านภาคอิสานนิทานพื้นบ้านภาคอีสานเขยเจ้าเล่ห์เล่ห์ลูกเขย


นิทานพื้นบ้านภาคกลาง บางแม่หม้าย


เรื่องราวเล่าขานกันมานานว่า มีชายหนุ่มสองพี่น้องผูกสมัครรักใคร่สาวทางบ้านบางแม่หม้ายจนถึงได้สู่ขอและกำหนดนัดวันแต่งงาน

เมื่อถึงกำหนดฝ่ายเจ้าบ่าวก็เคลื่อนขบวนสำเภาขันหมากมารับพวกมโหรีที่บ้านแห่งหนึ่ง เรียกว่า บ้านบางซอ ซึ่งวงมโหรีได้บรรเลงเพลงมาตามทางอย่างสนุกสนานแต่ที่สนุกที่สุด ก็เมื่อเดินทางมาถึงย่านน้ำอันกว้างใหญ่อุดมไปด้วยสัตว์น้ำที่ดุร้ายคือ จระเข้

   ได้เกิดพายุใหญ่พัดจนสำเภาล่มจึงเรียกสถานที่แห่งนั้นว่าบ้านสำเภาล่ม หรือสำเภาทะลายปัจจุบันเรียก บ้านสำเภาทองเมื่อเรือล่ม บางคนก็จมน้ำตายบางคนก็ถูกจระเข้คาบไปเจ้าบ่าวถูกจระเข้คาบว่ายไปทางทิศเหนือถึงบ้านเจ้าสาว

  เมื่อพวกเจ้าสาวเห็นก็จำได้จึงไปบอกเจ้าสาวเจ้าสาวเสียใจมากวิ่งตามตลิ่งตามดูเจ้าบ่าวไปจนถึงที่แห่งหนึ่งซึ่งไม่อาจตามไปได้ทันท่วงทีจึงได้แต่แลมองไปจนสุดสายตาที่ที่เจ้าสาวยืนมองอยู่นี้ต่อมาเรียกว่า วัดบ้านสุด  แม้กระนั้นนางก็มิได้ท้อถอยมุ่งหน้าติดตามไปเรื่อย ๆ จนเหนื่อยอ่อนจึงนั่งพักที่โคกแห่งหนึ่งต่อมาได้ชื่อว่า “โคกนางอ่อน”เมื่อหายเหนื่อย นางก็ตามต่อไปอีกจนถึงโพนางเซา

   ต่อมานางได้ข่าวว่ามีจระเข้คาบคนรักไปทางทิศใต้จึงย้อนกลับมาและพบศพนางจึงนำศพมาฌาปนกิจที่วัดต่อมาวันนั้นชื่อว่า “วัดศพ”ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นวัดประสบสุขและบ้านเจ้าสาวจึงได้ชื่อว่า“บางแม่หม้าย” มาจนทุกวันนี้
Tag : นิทานพื้นบ้านนิทานพื้นบ้านภาคกลางนิทานพื้นบ้าน เรื่อง บางแม่หม้ายบางแม่หม้าย


นิทานพื้นบ้านภาคกลาง สองพี่น้อง


นิทานพื้นบ้านภาคกลาง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับ บางแม่ม่าย ที่จังหวัดสุพรรณบุรีมีคลองอยู่คลองหนึ่ง เรียกว่า คลองสองพี่น้อง ปัจจุบันอยู่ในท้องที่อำเภอสองพี่น้อง เรื่องนี้มีนิทานเล่ากันมาแต่โบราณ

เนื้อความว่า มีชายสองคนพี่น้องอาศัยอยู่ที่คลองนี้ ทั้งสองมีอาชีพทำไร่ทำสวน ฐานะค่อนข้างมีอันจะกิน และรูปร่างหน้าตาก็หล่อเหลาเอาการ เป็นที่หมายปองของสาวในบ้านเดียวกัน แต่ชายหนุ่มทั้งสองหาสนใจไม่ ต่อมาไม่นานทั้งสองได้ข่าวว่ามีสาวงามสองคนอยู่ในตำบลท้องที่อำเภอบางปลาม้า หญิงทั้งสองนี้สวยงามมาก ชายทั้งสองพี่น้องจึงคิดต้องการนางมาเป็นคู่ครองทั้งสองคน ต่อมาสองพี่น้องได้จัดเถ้าแก่ไปสู่ขอ พ่อแม่ฝ่ายหญิงเมื่อได้ฟังคุณสมบัติของฝ่ายชายก็ไม่รังเกียจ และเห็นว่าลูกสาวของตนอายุสมควรที่จะมีคู่ครองได้แล้วจึงตอบตกลง

“เมื่อมาสู่ขอลูกสาวของฉันไปตกไปแต่งทั้งที ก็ขอให้สมกับหน้าตา ฐานะหน่อยหนึ่งจะได้ไหม”

พ่อขอฝ่ายหญิงกล่าวกับเถ้าแก่ ฝ่ายหญิงต้องการให้จัดขบวนขันหมากลงเรือสำเภาให้ใหญ่โต จะได้เป็นที่เชิดหน้าชูตาของชาวบ้านแถวนี้ครั้งถึงวันกำหนดนัด ฝ่ายชายก็จัดเครื่องขันหมากและเครื่องใช้ในการแต่งงานลงเรือสำเภา มีมโหรีปี่พาทย์ครบครัน เมื่อได้ฤกษ์ขบวนขันหมากพร้อมทั้งเจ้าบ่าวทั้งสอง ก็เริ่มเคลื่อนที่จากคลองสองพี่น้องออกไปทางแม่น้ำสุพรรณขึ้นไปทางเหนือมุ่งหน้าไปบ้านเจ้าสาวขณะที่เรื่อแล่นไป นักดนตรีก็เล่นดนตรีดังไปตลอดทาง

จนถึงตำบลหนึ่ง เมื่อนักดนตรีเปลี่ยนเพลงมาเล่นซอ ชาวบ้านจึงเรียกที่แห่งนี้ว่า “บางซอ” เพราะนักดนตรีไปเล่นซอที่นั่น เมื่อแล่นไปอีกไม่นานเสียงดนตรีก็ยิ่งดังครึกครื้น สนุกสนาน ผู้คนในเรือก็ร้องรำกันไม่ได้หยุดที่แห่งนี้จึงเรียกว่า “บ้านสนุก”เมื่อเรือขบวนขันหมากเลยบ้านสีสนุกไปได้ไม่นาน ก็เกิดเหตุการณ์อย่างไม่คาดคิดขึ้น

คือ "เรือสำเภาที่บรรทุกทั้งคนทั้งเครื่องใช้ไม้สอยสำหรับงานแต่งานได้เกิดอุบัติเหตุอับปางล่มลง" คนที่มากับขบวนขันหมาก และสิ่งของเครื่องใช้จมหายไปในน้ำหมด

ดังนั้น ตรงที่เรือสำเภาล่มนั้นปัจจุบันจึงเรียกว่า “สำเภาทลาย” ส่วนเจ้าบ่าวสองพี่น้องจมน้ำตายทั้งคู่ ฝ่ายเจ้าสาวทั้งสองสมกับเป็นเจ้าสาวรอขบวนขันหมากด้วยใจระทึก ต่างคนก็คิดถึงเจ้าบ่าวของตนเองว่าหน้าตาหล่อเหลาแค่ไหน แต่เมื่อมีคนมาส่งข่าวว่าขบวนเรือขันหมากของสองพี่น้องล่มลงกลางแม่น้ำเสียแล้ว และเจ้าบ่าวของเธอก็จมน้ำตายด้วย หญิงทั้งสองเสียใจมาก เธอร้องไห้คร่ำครวญอย่างน่าเวทนา ต่อมาชาวบ้านจึงเรียกบ้านทีหญิงทั้งสองอยู่ว่า

“บ้านแม่หม้าย”

ซึ่งปัจจุบันก็ขึ้นอยู่กับอำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี
Tag : นิทานพื้นบ้านภาคกลาง สองพี่น้องนิทานพื้นบ้านภาคกลางสองพี่น้องนิทานพื้นบ้าน


นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ ไอ้เปลี้ยกับไอ้ตา


มีชายพิการสองคนเป็นสหายกัน คือ ไอ้เปลี้ยกับไอ้ตา ไอ้เปลี้ยนั้นเป็นง่อยเปลี้ยเดินไม่ได้ จะไปไหนก็ต้องขี่คอไอ้ตา ซึ่งตาบอดโดยถือว่า "ไอ้ตาเป็นตีน ไอ้เปลี้ยเป็นตา" ทั้งสองดำรงชีวิตด้วยการขอทาน

......ครั้งหนึ่ง สองสหายพิการก็ไปพบคราดไถนาเก่าที่เขาทิ้ง เปลี้ยก็ถามตาว่า "จะเอาไหม" ตาก็บอกว่า "เอาสิ" เดินไปอีกไปพบเต่า เปลี้ยก็ถามตาว่า"จะเอาไหม" ตาก็บอกว่า"เอา" เปลี้ยก็เก็บไปด้วย จากนั้น ก็ไปพบขี้ช้าง เปลี้ยถามตา ตาก็ให้"เอาไปด้วย"

......เดินทางไปอีกก็ไปพบยักษ์  ยักษ์จะจับทั้งสองจะมาเป็นอาหารของตน แต่เปลี้ยกับตาไม่ยอม โดยบอกว่า "หากจะกินทั้งสองจริงแล้วก็ต้องมาแข่งอะไรกันก่อน ถ้า เราทั้งสองแพ้ก็จะยอมให้กิน ถ้าข้าชนะก็จะไม่ให้กิน" ยักษ์ก็ตกลงตามนั้น

......แล้วพูดว่าเราจะมาแข่งเครื่องใช้กัน ยักษ์เอา"หวี"ออกมาวาง เปลี้ยก็เอา"คราด" โยนออกมาเมื่อเครื่องใช้ของสองสหายมีขนาดโตกว่า ก็ถือว่ายักษ์แพ้ไปครั้งหนึ่งแล้ว ทีนี้ยักษ์จับ"เหา" ของตนออกมา ตาก็ให้เปลี้ยเอา"เต่า"ออกมา ปรากฏว่าเต่าใหญ่กว่าเหา ซึ่งยักษ์ก็แพ้อีก ทีนี้ยักษ์ก็เอา เมี่ยงที่ทำเป็นคำแล้วออกมา ตาก็บอกให้เปลี้ยเอา"ขี้ช้าง'ออกมาก็ปรากฏว่าใหญ่กว่าเมี่ยงของยักษ์

.....ยักษ์จึง ขอยอมแพ้และไปเอาเงินทองมาให้เปลี้ยและตาเอาไปมากที่สุดเท่าที่จะเอาไปได้ทั้งสองก็กลับบ้านด้วยความดีใจ

.....เมื่อเดินทางมาพบบ่อน้ำแห่งหนึ่ง เปลี้ยมองเห็นรังนกอยู่บนต้นไม้ จึงบอกให้ตาปีนขึ้นไปเอาไข่นกมากินกัน ตาก็ปีนขึ้นไป เมื่อล้วงลงไปในรังนก บังเอิญในรังนกมีงูเห่าอยู่ ตาไปคว้าเอาคองูออกมา งูก็พ่นพิษเข้าตาของตา พิษของงูนั้นทำให้ตาหายจากการบอด เมื่อตาเห็นว่า จับคองูอยู่เช่นนั้นก็ตกใจจึงปล่อยมือออก งูก็ตกลงไปใกล้ตัวของเปลี้ยซึ่งเดินไม่ได้เปลี้ยตกใจและกลัวงู มาก ด้วยความกลัวจึงลุกขึ้นวิ่ง
    "ขาที่เดินไม่ได้ก็หายและเดินได้เป็นปกติ "

    และเดินทางกลับบ้านไป ใช้เงินทองที่ยักษ์ให้มา อย่างสุจริต และมีครอบครัว ลูกหลาน สืบตระกูลมาจนทุกวันนี้ อย่างมีความสุข

นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ เรื่องนี้ ก็ จบบริบูรณ์
Tag : นิทานพื้นบ้านภาคเหนือเปลี้ยกับตาไอ้เปลี้ยกับไอ้ตาคนเปลี้ยกับคนตาบอด


นิทานพื้นบ้านภาคใต้ เขาทะนาน


นิทานพื้นบ้าน เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความอกตัญญูรู้คุณผู้มีอุปการะ บิดามารดา ทำให้เกิดหายนะ เขาทะนาน ตั้งอยู่ชายฝั่งอันดามัน ที่บ้านมะหงัง ตำบลทุ่งบุหลัง อำเภอทุ่งหว้า เนินเขาสูงชั้น มีธรรมชาติสวยงดงาม มีสำนักสงฆ์และสุเหร่า สำหรับปฏิบัติธรรมของชาวไทย และชาวไทยมุสลิมภูเขา 

.....ตำนานเล่ากันมา มีตากับยาย อยู่สองคน นับถือศาสนาพุทธ ตั้งบ้านเรือนอยู่บ้านพระม่วง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง มีลูกชายหนึ่งคนเป็นบุคคลที่ลักษณะดี อยู่มาวันหนึ่งมีเรือสำเภาของพ่อค่าต่างชาติ ได้นำสินค้ามาขายท่าเรือกันตัง ทั้งสามคนไปชมสินค้า ขณะชมอยู่นั้น นายสำเภาได้เห็นลูกชายตายายน่ารักและเกิดความสงสาร ขอเป็นบุตรบุญธรรม สองตายายจึงยกให้เพราะเห็นลูกชายจะได้อยู่สุขสบาย

.....เมื่อนายสำเภาขายสินค้าหมดจึงออกเรือ พร้อมบุตรบุญธรรม จำหน่ายสินค้าไปยังที่ต่าง ๆ จนร่ำรวยเป็นเศรษฐี เด็กชายที่นำมาเลี้ยงมีความสุขในกองเงินกองทองจนลืมคิดถึงสองตายาย ไม่ได้กลับบ้านมานาน และได้เล่าเรียนหนังสือให้สมได้ดี

.....ครั้นโตขึ้นก็แต่งงานกับลูกสาวนายสำเภา อยู่กินอย่างมีความสุข ฝ่ายภรรยาคิดถึงพ่อสามี รบเร้าให้ไปหา สามีพยายามบ่ายเบี่ยงหลายครั้ง แต่ทนรบเร้าของภรรยาไม่ไหว จึงส่งข่าวให้สองตายายทราบล่วงหน้าฝ่ายสองตายายทราบข่าวดีใจมาก บอกเพื่อนบ้าน ญาติมิตรให้ทราบจัดที่รับรอง พอใกล้ถึงเวลากลับ สองตายายฆ่าหมู หนึ่ง ตัว เพื่อเลี้ยงรับรอง

......สองสามีภรรยานำเรือมาจอดท่าเรือกันตัง ส่งลูกเรือไปสืบดูว่า สองตายายมาหรือไม่ จึงชวนภรรยาขึ้นไปหา ลูกชายเห็นสองตายายยากจน ไม่ยอมรับว่าเป็นบิดามารดา จึงหันหลังกลับ ฝ่ายยายพยายามดึงแขนลูกไว้ ลูกชายดิ้นรนหนีไม่ได้

.......แม่เกิดความเสียใจมากถึงกับสาปแช่งว่า หากเป็นลูกชายของตนแล้ว ขออย่าให้ออกจากฝั่งไปได้ ขอให้มีอันเป็นไปต่าง ๆนานา "แต่ไม่ลืมหมูย่างไปวางไว้ที่เรือสำเภา" ขณะที่ชุมชนวุ่นวายอยู่นั้น เกิดพายุใหญ่พัดมา ทำให้เรือสำเภาแตก สิ่งของกระจัดกระจายลอยไปในทะเล ในที่สุดมีผู้เฒ่าเล่าว่า สายสมอเป็น "หินสายสมอ" เรือสำเภากลายเป็น "เกาะเภตรา"  หมูย่างเป็นเกาะสุกร ตะบัน (ผ้าโพกหัวมุสลิม) เป็นภูเขาบัน เครื่องตวงสินค้าในเรือ เป็นภูเขาป้อย ภูเขาแล่ง ภูเขาทะนาน

เมื่อ๗๐ปีที่ผ่านมาภิกษุรูปหนึ่งมาจากพัทลุงมาปักกลดและสร้างสำนักสงฆ์ขึ้นและสร้างรูปปั้นไว้รูปหนึ่ง
Tag : นิทานพื้นบ้านภาคใต้เขาทะนานนิทานพื้นบ้านภาคใต้ เรื่อง เขาทะนานนิทานปรัมปรา เขาทะนาน


นิทานชาดก ยอดวัวกตัญญู


Tag : นิทานชาดกนิทานชาดก ตอน ยอดวัวกตัญญูยอดวัวกตัญญู


เก๋ รุ่งนภา ฉะ อั้ม หึงเว่อร์ยันไม่เคยลูบ โน้ต


dddddddddddddddddddddddd
Tag :


ความหมายของโรคเอดส์


ความหมายของโรคเอดส์ (HIV) ?
เอดส์ หรือ กลุ่มอาการภูมิคุ้มกันเสื่อม AIDS (Acquired Immune Deficiency Syndrome) เป็นกลุ่มอาการของโรค ที่เกิดจากการติดเชื้อVirusเอดส์ ซึ่งจะเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาว ซึ่งเป็นแหล่งสร้างภูมิคุ้มกันโรค ทำให้ติดเชื้อโรคอื่นๆ ได้ง่ายขึ้น ซึ่งเรียกว่าเป็นโรคฉวยโอกาศ เช่น วัณโรค ปอดบวม เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือเป็นมะเร็งบางชนิดได้ง่ายกว่าคนปกติ อาการจะรุนแรง และเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิต เพราะโรคอื่นแทรกซ้อน

HIV ความหมาย ?
H = Human หมายถึง คน หรือ มนุษย์,  I = Immunodeficiency หมายถึง ภูมิต้านทานโรคบกพร่องหรือเสียไป
V = Virus หมายถึง เชื้อโรคที่มีขนาดเล็กมากจนเราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่ทำให้เกิดโรคร้ายแรงต่างๆได้ ถ้าเข้าไปในร่างกาย


โรคเอดส์ คือ ?
โรคเอดส์ หรือ โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นกลุ่มอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นเพราะร่างกายได้รับเชื้อไวรัสเอชไอวี (H-I-V) ซึ่งจะเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาว ที่เป็นแหล่งสร้างภูมิคุ้มกันโรค ทำให้ภูมิคุ้มกันโรคลดน้อยลง จึงทำให้ติดเชื้อโรคฉวยโอกาสแทรกซ้อนเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อรา วัณโรคในปอด โรคผิวหนังบางชนิด หรือเป็นมะเร็งบางชนิดได้ง่ายกว่าคนปกติ ซึ่งสาเหตุของการเสียชีวิตมักเกิดขึ้นจากโรคติดเชื้อฉวยโอกาสต่างๆ เหล่านี้ ทำให้อาการรุนแรง และเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว

AIDS ความหมาย ?
A = Acquired หมายถึง เกิดขึ้นภายหลัง ไม่ได้เป็นมาแต่กำเนิดหรือสืบทอดทางกรรมพันธุ์, I = Immune หมายถึง ระบบภูมิต้านทานหรือระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย, D = Deficiency หมายถึง ความบกพร่อง การขาดไปหรือเสื่อม, S = Syndrome หมายถึง กลุ่มอาการคือมีอาการหลาย ๆ อย่างไม่เฉพาะที่ระบบใดระบบหนึ่ง

Tag : ความหมายโรคเอดส์เอดส์โรคเอดส์AIDSภูมิคุ้มกันบกพร่อง


เอดส์ และการติดต่อ


เอดส์ติดต่อกันได้อย่างไร?
เอดส์สามารถติดกันได้ด้วยวิธีหลักๆ 3 วิธีดังนี้
1.ทางเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าชายกับชาย ชายกับหญิง หรือหญิงกับหญิง ทั้งช่องทางธรรมชาติ หรือไม่ธรรมชาติ ก็ล้วนมีโอกาสติดโรคนี้ได้ทั้งสิ้น

2. การรับเชื้อทางเลือด เช่น ใช้เข็มหรือกระบอกฉีดยาร่วมกับผู้ติดเชื้อเอดส์ มักพบในกลุ่มผู้ฉีดยาเสพติด และรับเลือดในขณะผ่าตัด หรือเพื่อรักษาโรคเลือดบางชนิด ในปัจจุบันเลือดที่ได้รับบริจาคทุกขวด ต้องผ่านการตรวจหาการติดเชื้อเอดส์ และจะปลอดภัยเกือบ 100%
3. การแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูก ผู้หญิงที่ติดเชื้อเอดส์ หากตั้งครรภ์ และไม่ได้รับการดูแลอย่างดี เชื้อจะแพร่ไปยังลูกได้ ในอัตราร้อยละ 30 จากกรณีเกิดจากแม่ติดเชื้อ จึงมีโอกาสที่จะรับเชื้อ HIV จากแม่ได้
 
Tag : โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์การติดต่อของเอดส์เอดส์โรคเอดส์HIVAids


ปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อเอดส์


ปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อเอดส์มีอะไรบ้าง?
1.ปริมาณไวรัส ที่สัมผัส
อยู่กับสิ่งที่สัมผัสว่ามีปริมาณไวรัสมากหรือน้อย ปริมาณไวรัสจะมีมากที่สุด ในเลือดรองลงมาได้แก่ น้ำอสุจิ น้ำจากช่องคลอด ส่วนในน้ำลาย น้ำตา น้ำนมและปัสสาวะ จะมีปริมาณน้อยมาก ดังนั้นถ้าไปสัมผัสเลือด น้ำอสุจิ และน้ำจากช่องคลอด จะมีโอกาสติดเชื้อมากกว่าไปสัมผัสกับของเหลวอื่นๆ

2.การมีบาดแผลบนร่างกาย
บริเวณที่มีแผล หรือเยื่อบุในปากในตา เยื่อบุในช่องคลอด อาจมีแผลที่มองไม่เห็น ต้องระวังอย่าให้เชื้อเอดส์เข้าตา ปาก หรือสัมผัสช่องคลอด

3.การติดเชื้ออื่นๆ (secondary infection)
ได้แก่ การเป็นกามโรคชนิดที่เป็นแผล จะทำให้เชื้อเอดส์เข้าสู่ร่างกายได้ง่าย ทำให้มีโอกาสติดได้มากขึ้น

4.พื้นผิวที่สัมผัสกับเชื้อ(epithelial receptors)
เซลล์ที่ไปสัมผัสกับเชื้อจะต้องมีพื้นผิว ที่สามารถรับเชื้อเข้าสู่เซลล์นั้นได้ เช่น เซลล์เม็ดเลือดขาวซึ่งมีพื้นผิวมากก็จะมีโอกาสติดมาก เป็นต้น

5.ความบ่อยหรือถี่ของการสัมผัส(intensity of exposure)
เช่น การมีเพศสัมพันธ์ หรือใช้เข็มฉีดยาร่วมกันกับผู้ติดเชื้อเอดส์

6.ระยะที่เข้าไปสัมผัสเชื้อ(phase of infection)
หมายถึงระยะเวลาที่ไปสัมผัสกับผู้ที่ติดเชื้อเอดส์ ขณะที่ร่างกายเจ็บป่วยอ่อนแอจากโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ เช่น เป็นไข้หวัดอยู่จะมีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายกว่าผู้ที่สุขภาพร่างกายแข็งแรง

Tag : โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์การติดต่อของเอดส์เอดส์โรคเอดส์HIVAidsปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้ติดเอดส์


นิทานอีสป เรื่อง หนูบ้านนอก กับ หนูในเมือง


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง หนูบ้านนอก กับ หนูในเมือง ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

หนูบ้านนอกได้เขียนจดหมายเชิญเพื่อนของมันที่อยู่ที่ในเมือง ให้มาเที่ยวที่บ้านนอก

ขึ้น...หนูในเมืองเมื่อได้รับจดหมายแล้ว ก็ตกลงใจเดินทางมาเยี่ยมเยียนในทันที...หนูใน เมืองส่ายหัวและบุ่ยปาก

พูดอย่างดูถูกว่า..." อะไรจะ อย่างนี้ เป็นไม่มีอีกแล้ว ดูสิจะมีก็แต่บ้านเก่า ๆกับโรงนาและทุ่งนาแต่เพียงอย่างเดียว

...เฮ้อ..นายทนอาศัยอยู่อย่างนี้ได้อย่างไร? " หนูในเมืองบ่น แต่หนูบ้านนอกก็ ได้เชื้อเชิญให้เพื่อนเข้าไปในโรงเก็บ ของเก่า

ๆหลังหนึ่งที่ตนได้ใช้อาศัยเป็นที่อยู่อย่างนอบน้อม...   ทำไมถึงได้สกปรกอย่างนี้ก็ไม่รู้ "

หนูในเมืองยังบ่นต่อทั้งที่เข้ามาข้างในแล้วก็ตาม หนูบ้านนอก จัดการเอาอาหารที่ตนคิดว่าดีที่สุดเท่าที่มีอยู่ทั้งหมด

ออกมาวางไว้บนโต๊ะ..มีถั่ว,ข้าวโพดและเนยก้อนเล็ก ๆ.. " ไม่มีอะไรมากมายหรอก แต่เชิญท่านกินให้ หายเหนื่อยเถอะ"

หนูในเมืองมองอาหารบนโต๊ะแล้วพูดว่า " จริง ๆ ด้วย ไม่เห็นมีอะไรดี ๆเลย " หนูในเมืองพูดจบก็หยิบข้าวโพด

ขึ้นมาแทะไปได้คำหนึ่งมันก็คายออกมาแล้วพูดว่า " ของอย่างนี้เรากินไม่ได้หรอก ไม่เห็นจะอร่อยเลย นายทนอยู่อย่างนี้ได้ ยังไง

ไปหาเราที่ในเมืองสิ..เราจะ เลี้ยงนายด้วยอาหารที่อร่อยที่สุดและแน่นอนนายจะต้องไม่เคยได้เห็น

ให้อิ่มเต็มท้องเลยทีเดียว"    จากนั้นต่อมาอีกไม่นาน หนูบ้านนอกก็ตกลงใจที่จะเดินทางไปหาหนูผู้เพื่อนที่อยู่ที่ใน

เมืองตามคำเชิญ แต่เมื่อมันได้เดินทางมาถึงมันต้องตกใจ...เพราะตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเห็น อะไรที่

มันโกลาหลและขวักไขว่แบบนี้มาก่อนเลย แล้วทันใดนั้น ! ก็มีเสียง..การ่า..การ่า...การ่า...ของรถม้า ดังขึ้น... " จ๊าก..จู้ ๆๆ..ช่วยด้วย"

หนูบ้านนอกกระโดดลงไปหลบในท่อน้ำข้างทาง... "โอ้ย..เกือบแย่เพราะมัว แต่ยืนงง..เกือบจะโดนรถม้าทับตายเลยเห็นไหมนี่?..แค๊กๆๆ"

หนูบ้านนอกเดินอ่อนระทวยทั้งเหนื่อยทั้งหิวเพราะต้อง พบปะแต่สิ่งน่ากลัวมากมายจนมาถึงจุด

หมายปลายทางคือบ้านที่หนูในเมืองอาศัยอยู่.. " โอ่..ยินดีต้อน

รับเพื่อนรักมาพอดีกับเวลาอาหารเย็นและตรงกับที่อาหารกำลังขึ้นสำรับ พอดิบพอดีเสียด้วย..จู้ๆๆ "

และเมื่อมันได้ถูกพาเข้ามาในบ้านแล้ว มีโคมไฟอันใหญ่ส่องแสงแวววาว สวยงามอยู่บนเพดาน ใช่แล้วห้องนั้นเป็นห้องอาหาร

ที่ใหญ่โตมโหฬารเหลือเกิน...หนูบ้านนอก ล่ะให้เป็นตื่นเต้นไปหมด..  

หนูในเมืองได้บอกให้มันปีนขึ้นไปบนโต๊ะอาหารที่อยู่ตรงกลางห้อง ตั้งแต่เกิดมามันยังไม่เคยเห็น อาหารอะไรมากมายและ

น่ากินแบบนี้มาก่อนเลยจริงๆ... " ว้าว..น่ากินทั้งนั้นเลย " และด้วยกำลังหิวจึง ตรงเข้าไปหาอาหารที่เห็นข้างหน้าทันที !

แต่ยังไม่ทันที่จะได้ลิ้มรสสิ่งใดเลยสักนิด..พลัน!ก็มีเสียง เสียงหนึ่งดังขึ้น " ว๊าย ! ไอ้หนูขี้ขโมย !

เดี๋ยวเถอะ..เดี๋ยวฆ่าให้ตายหมดเลย..โคร่า !.." คนใช้ที่เป็นคนทำอาหารนั่นเอง..เขาฉวย ไม้กวาดได้ก็ไล่ตี..ควับ .!.ควับ !.ให้ทันที...

หนูทั้งสองตกใจ วิ่งหลบไม้กวาดมรณะกันให้วุ่นวายไปหมด พอลงมาจากโต๊ะได้ก็พร้อมใจกันวิ่งแจ้น

หนีเข้าไปหลบในรูที่อยู่ตรงข้างฝา ทันทีทันใด ! ด้วยความกลัวอย่างสุด ๆ....   แฮ๊ก ๆ ๆ ..ตกใจหมดเลย ! แต่ไม่เป็นไร

?หรอกเพื่อนรัก..เดี๋ยวหายเหนื่อยแล้ว เราจะพา นายไปกินอีกที่..เป็นการแก้ตัวแล้วกัน " หนูบ้านนอกเอามือทาบอก ด้วยความเหนื่อย

แล้วพูดกับ หนู ในเมืองว่า " แต่ว่า..เห็นทีว่าเราจะไม่ขอเล่นด้วยแล้ว ! เราต้องขอขอบคุณในความหวังดีของท่าน แต่

อาหารที่สุดสยอง ! ต้องเสี่ยงและต้องแลกกับมันด้วยความเป็นความตาย..เราไม่อยากกินแล้ว! ต่อให้มัน อร่อยแค่ไหนก็ตามเถอะ !

เราคิดว่าเรากลับไปกินพืชผักที่บ้านนอก ของ เราดีกว่า ถึงจะไม่อร่อยแต่ก็ไม่ต้องเอาชีวิตเข้าไปแลกที่เป็นอยู่มา

เราก็มีกินอิ่มท้องทุกวันและอยู่อย่าง มีความสุขดีแล้ว..." หนูบ้านนอกตอบหนูในเมืองเสร็จ

ก็ลากลับไปที่บ้านนอกของมันทันที......

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า     

ความพอดีและพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่นั้นเป็นสิ่งที่เลิศที่สุด..ชีวิตที่เพียงพอและเรียบง่ายย่อม

เป็นสุขกว่าชีวิตที่ต้องคอยหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลา.. (จบบริบูรณ์)
Tag : หนูบ้านนอก กับ หนูในเมืองนิทานอีสป หนูบ้านนอก กับ หนูในเมือง


นิทานอีสป เรื่อง ชาวนา กับสัตว์เลี้ยง


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง ชาวนา กับสัตว์เลี้ยง ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

ชาวนาคนหนึ่งติด พายุหิมะอยู่ในบ้านเป็นเวลาหลายวันจนอาหารที่ตุนไว้หมด

จึงจำเป็นต้องนำแกะที่เลี้ยงไว้มาฆ่าเพื่อใช้ประทังชีวิต เมื่อเนื้อแกะหมดก็นำแพะที่เลี้ยงไว้มาฆ่ากิน

แต่หิมะก็ยังตกหนักทำให้ต้องฆ่าวัวกินด้วยความจำเป็น          สุนัขสองตัวที่

ชาวนาเลี้ยงเอาไว้เห็นเหตุการณ์มาโดยตลอดต่างปรึกษากันว่า “พวกเราเห็นทีจะไม่ปลอดภัยแล้วล่ะเพื่อนเอ๋ย

แม้แต่วัวที่เลี้ยงเอาไว้ไถนาและใช้แรงงาน เจ้านายยังนำมาฆ่ากิน อีกหน่อยอาจถึงคราวพวกเรา

รีบหนีเอาตัวรอดกันดีกว่า”

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า เมื่อรู้ว่ากำลังจะมีภัยเกิดขึ้นกับตนควรรีบหลีกเลี่ยงหรือหลบหนี

ก่อนที่สายเกินไป (จบบริบูรณ์)
Tag : ชาวนา กับสัตว์เลี้ยงนิทานอีสป ชาวนา กับสัตว์เลี้ยง


นิทานอีสป เรื่อง ต้นแอปเปิ้ล กับ เด็กน้อย


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง ต้นแอปเปิ้ล กับ เด็กน้อย ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

ต้นแอปเปิ้ล กับ เด็กน้อย นานมาแล้ว มีต้นแอปเปิ้ลใหญ่อยู่ต้นนึง และก็มีเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ คนนึง

ชอบเข้ามาอยู่ใกล้ๆและเล่นรอบๆต้นไม้นีทุกๆวัน เขาปีนขึ้นไปบนยอดของต้นไม้ และก็กินผลแอปเปิ้ล

และก็นอนหลับไปภายใต้ร่มเงาของต้นแอปเปิ้ล เขารักต้นไม้ และต้นไม้ก็รักเขา เวลาผ่านไป เด็กน้อยโตขึ้น

และเขาไม่มาวิ่งเล่นรอบๆต้นไม้ทุกวันอีกแล้ว วันหนึ่ง เด็กน้อย กลับมาหาต้นไม้ เด็กน้อยดูเศร้า  "มาหาฉัน

และมาเล่นกับฉันเหรอ" ต้นไม้ถาม "ฉันไม่ใช่เด็กเล็กๆแล้วนะ ฉันไม่อยากเล่นรอบๆต้นไม้อีกแล้ว ฉันต้องการของเล่น

ฉันอยากได้เงินไปซื้อของเล่น" เด็กน้อยตอบ"ฉันไม่มีเงินจะให้ ....เก็บลูกแอปเปิ้ลของฉันไปขายสิ เพื่อเอาเงินไปซื้อของเล่น "

ต้นไม้ตอบ เด็กน้อยตื่นเต้นมาก เขาเก็บลูกแอปเปิ้ลไปหมด และจากไปอย่างมีความสุข หลังจากเขาเก็บแอปเปิลไปหมดแล้ว

เขาไม่กลับมาหาต้นไม้อีกเลย ต้นไม้ดูเศร้า......  วันหนึ่ง เด็กน้อยกลับมา  เขาดูโตขึ้น ต้นไม้รู้สึกตื่นเต้นมาก"มาหาฉัน

และมาเล่นกับฉันเหรอ" ต้นไม้ถาม"ฉันไม่มีเวลามาเล่นหรอก ฉันมีครอบครัวแล้ว ฉันต้องทำงานเพื่อครอบครัวของฉันเอง

เราต้องการบ้าน ช่วยฉันได้ไหม" "ฉันไม่มีบ้านจะให้ แต่... ตัดกิ่งก้านของฉันไปสิ ....เอาไปสร้างบ้าน"  

ดังนั้นเด็กน้อยตัดกิ่งก้านทั้งหมดของต้นไม้ไป และจากไปอย่างมีความสุข อีกครั้งที่ต้นไม้ถูกทิ้งให้เดียวดาย และเศร้า....  

วันหนึ่งในฤดูร้อน เด็กน้อยกลับมา ต้นไม้ดีใจมาก "มาหาฉัน และมาเล่นกับฉันเหรอ" ต้นไม้ถาม "เปล่า ฉันรู้สึกผิดหวังกับชีวิต

และเริ่มแก่ขึ้น ฉันอยากแล่นเรือไปพักผ่อนไกลๆ ให้เรือฉันได้ไหม" "ใช้ลำต้นของฉันได้ เอาไปสร้างเรือ

เพื่อเธอจะได้เล่นเรือไปและมีความสุข" ต้นไม้ตอบ ดังนั้น เด็กน้อยตัดลำต้นของต้นไม้ไปสร้างเรือ เขาล่องเรือไป

และไม่เคยกลับมาอีกเลย หลายปีผ่านไป ในที่สุดเด็กน้อยกลับมา คราวนี้เขาดูแก่ลงไปมาก   "ฉันเสียใจ

ฉันไม่เหลืออะไรจะให้อีกแล้ว  ไม่มีผลแอปเปิ้ลให้ ....ฉันไม่มีลำต้นให้ปีนอีกแล้ว" "ฉันไม่มีฟันจะกินแล้ว ฉัน ปีนไม่ไหว

และฉันก็แก่แล้ว" เด็กน้อยตอบ "ฉันไม่มีอะไรเหลือให้อีกแล้ว สิ่งเดียวที่เหลือ มีเพียงรากที่กำลังจะตาย"

"ตอนนี้ฉันไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว แค่อยากได้ที่พักพิง ฉันเหนื่อยมาหลายปีแล้ว""รากของต้นไม้แก่ๆ

จะเป็นที่พักพิงของหนูได้ ...... มาสิ นั่งลงข้างๆฉัน ...หลับให้สบาย....." เด็กน้อยนั่งลงข้างๆ ต้นไม้ดีใจ

ยิ้ม...และน้ำตาไหล........ นี่เป็นเรื่องสำหรับทุกๆคน  ต้นไม้ในเรื่องคือพ่อแม่ เมื่อเราเป็นเด็กตัวเล็กๆ 

เรารักที่จะเล่นกับพ่อกับแม่... เมื่อเราโตขึ้น  เราทอดทิ้งพ่อ และแม่  และกลับมาหาท่าน เมื่อเราต้องการบางสิ่งบางอย่าง

หรือเมื่อเรามีปัญหา ไม่ว่าอย่างไร...พ่อ

และแม่ของเราก็จะอยู่และให้ทุกสิ่งอย่างที่ท่านทำได้ หวังเพียงเรามีความสุข   คุณอาจจะคิดว่า "เด็กน้อย"

ในเรื่องโหดร้าย แต่นั่นคือความจริงที่สะท้อนให้เห็นว่าพวกเราทำกับผู้มีพระคุณอย่างไร?   ........ แล้วต้นไม้ของคุณล่ะ .......

เด็กน้อย ..... (จบบริบูรณ์)
Tag : ต้นแอปเปิ้ล กับ เด็กน้อยนิทานอีสป ต้นแอปเปิ้ล กับ เด็กน้อย


นิทานอีสป เรื่อง หมูป่า กับ หมาจิ้งจอก


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง หมูป่า กับ หมาจิ้งจอก ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

หมู ป่าตัวหนึ่งรูปร่างล่ำสัน มีเขี้ยวยาวโง้งเป็นที่น่าเกรงขามของสัตว์ทั้งหลาย

วันหนึ่งหมาจิ้งจอกเห็นหมูป่ากำลังลับเขี้ยวของตนอยู่กับต้นไม้ จึงแวะเข้าไปถามไถ่ “จะ

ต้องลับเขี้ยวเล็บให้เสียเวลาทำไมกัน ในป่าแห่งนี้ไม่มีใครปราดเปรียวว่องไวไปกว่าท่าน

อีกทั้งหมาล่าเนื้อหรือนายพรานก็ไม่เห็นเข้ามาหาเหยื่อแถวนี้เลย” “แต่

นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าวันหนึ่งข้างหน้าจะไม่มีภัยอันตรามาถึงตัว” หมูป่ากล่าวตอบ

“และเมื่อถึงเวลานั้นค่อยคิดลับเขี้ยวเล็บของเจ้าย่อมไม่ทันการอย่างแน่นอน”

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า ความไม่ประมาท
Tag : หมูป่า กับ หมาจิ้งจอกนิทานอีสป หมูป่า กับ หมาจิ้งจอก


นิทานอีสป เรื่อง ราชสีห์ กับ ที่ปรึกษา ทั้งสาม


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง ราชสีห์ กับ ที่ปรึกษา ทั้งสาม ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

ราชสีห์ ตัวหนึ่งอยากรู้ว่าลมหายใจของตนมีกลิ่นอย่างไร วันหนึ่งจึงเรียกที่ปรึกษาทั้งสามของตนอันได้แก่ แกะ หมาป่า

และหมาจิ้งจอกให้มาช่วยพิสูจน์ สัตว์ทั้งสามจำต้องตอบคำถามด้วยความเกรงกลัวในอำนาจของเจ้าป่า

“ลมหายใจของท่านมีกลิ่นเหม็นรุนแรงมาก” แกะตอบตามความเป็นจริง “เจ้าบังอาจพูดโกหก แสดงวาจาสามหาวใส่ข้า

สมควรต้องถูกลงโทษ” ราชสีห์ใช้อุ้งเท้าตะปบใส่แกะจนมันถึงแก่ความตาย แล้วหันมาถามหมาป่า “แล้วเจ้าล่ะว่ายังไง”

หมาป่าเห็นชะตากรรมของแกะจึงรีบตอบเสียงละล่ำละลัก “ท่านเจ้าป่า ลมหายใจของท่านมีกลิ่นหอมยิ่งนัก”

“เจ้าบังอาจพูดจาประจบสอพลอตลบตะแลง สมควรต้องถูกลงโทษ” เมื่อสิงโตสังหารหมาป่าแล้วจึงหันมาถามหมาจิ้งจอกบ้าง

“ไหนเจ้าลองบอกซิ ว่าลมหายใจของข้ามีกลิ่นอย่างไร” “ขอ โทษทีท่านเจ้าป่า วันนี้บังเอิญข้าเป็นหวัด

จมูกใช้ดมกลิ่นอะไรไม่ได้เลย” คำตอบอย่างชาญฉลาด

ทำให้หมาจิ้งจอกรอดตัวไปได้อย่างหวุดหวิด เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ผู้มีไหวพริบสติปัญญาย่อมมีหนทางเอาตัวรอดได้

แม้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายล่อแหลมต่อชีวิต (จบบริบูรณ์)
Tag : ราชสีห์ กับ ที่ปรึกษา ทั้งสามนิทานอีสป ราชสีห์ กับ ที่ปรึกษา ทั้งสาม


นิทานอีสป เรื่อง ลูกแกะ หลงฝูงกับ หมาป่า


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง ลูกแกะ หลงฝูงกับ หมาป่า ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

ลูก แกะตัวหนึ่งหลงฝูงวิ่ง เตลิดไปพบกับหมาป่า

ขณะกำลังจะถูกจับกินลูกแกะเห็นจวนตัวไม่มีทางหนีพ้นจึงแข็งใจยืนเผชิญหน้า พร้อมออกอุบายว่า

“ไหนๆข้าก็จะต้องกลายเป็นอาหารของท่านอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้แล้ว

ก่อนตายข้าอยากฟังเสียงปี่และเต้นรำเป็นครั้งสุดท้ายขอท่านช่วยอนุเคราะห์ ด้วยเถิด”

หมาป่านึกสนุกจึงเป่าปี่ด้วยทำนองเร้าใจ หมาเฝ้าฝูงแกะตัวหนึ่งวิ่งมาตามเสียง

ครั้นเห็นลูกแกะกำลังตกอยู่ในอันตรายจึงเห่าเรียกพรรคพวกของมัน

ด้วยเหตุนี้หมาป่าต้องรีบทิ้งปี่วิ่งหนีไปด้วยความเสียดาย

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า เมื่อพบลาภหรือมีโอกาสได้แสดงความส

ามารถ หากมัวหลงระเริงมัวแต่เห็นแก่ความสนุกสนานลาภและโอกาสนั้นก็จะหลุดลอยไป อย่างน่าเสียดาย (จบบริบูรณ์)
Tag : ลูกแกะ หลงฝูงกับ หมาป่านิทานอีสป ลูกแกะ หลงฝูงกับ หมาป่า


นิทานอีสป เรื่อง หมาป่า หมาจิ้งจอก และม้า


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง หมาป่า หมาจิ้งจอก และม้า ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

หมา จิ้งจอกตัวหนึ่งอายุยังน้อย แม้จะมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว แต่เนื่องจากมีประสบการณ์ไม่มากนัก

เมื่อได้พบม้าเป็นครั้งแรกมันจึงไม่รู้จัก “ข้าพบสัตว์อะไรก็ไม่รู้ ตัวมันสูงใหญ่สง่างามแต่กินหญ้าเป็นอาหาร”

หมาจิ้งจอกวิ่งมาบอก กับหมาป่าเพื่อนของมันซึ่งอยู่ในวัยไล่ๆกัน “รูปร่างหน้าตามันเป็นอย่างไรล่ะ” หมาป่าซัก

“บอกไม่ถูกหรอก เจ้าตามข้าไปดูเอาเองดีกว่า” เมื่อหมาจิ้งจอกพาเพื่อนของมันมาพบกับม้า ตอนแรกม้าตกใจจะวิ่งหนี

แต่เมื่อได้ยินเสียงเรียกจึงหยุดยืนรั้งรออยู่เพื่อดูท่าที “ท่านมีชื่อเรียกเผ่าพันธุ์ว่าอย่างไร” หมาจิ้งจอกเอ่ยถาม

“ช่วยบอกให้เรารู้หน่อยเถอะ” ม้าแสยะยิ้มเพราะเมื่อได้ยินคำถามก็รู้ว่าทั้งสองยังไม่ค่อยเดียงสานัก “ชื่อ ของข้าน่ะรึ

มาดูใกล้ๆเท้านี่ซิ ช่างทำเกือกม้าได้สลักชื่อของข้าไว้ตรงนี้ไง” เมื่อเห็นม้ายกเท้าขึ้น

หมาจิ้งจอกเกรงอันตรายจึงหันไปกล่าวกับหมาป่าผู้เป็นสหายว่า “ฉันยังไม่ได้เข้าโรงเรียนเลย เธออ่านหนังสือเก่งไม่ใช่หรือ

ลองเข้าไปอ่านหน่อยซิ” “อ้อ ได้เลย ฉันนะสอบได้ที่ 1 เป็นประจำเชียวน่ะ” หมาป่ากล่าวอย่างภาคภูมิ

เดินยืดไหล่ชูคอเข้าไปอย่างสง่างาม แต่ทันใดนั้นมันก็ถูกม้าใช้เท้าถีบเข้าใส่อย่างแรงแล้ววิ่งหนีไป “เพื่อนเอ๋ย”

หมาจิ้งจอกเข้ามาดูอาการหมาป่าผู้โชคร้าย

“คราวหลังก็ระมัดระวังตัวให้มากกว่านี้หน่อยนะ”

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า คนฉลาดอาจยอมทำตัวเป็น

ผู้โง่เขลาในบางสถานการณ์ แต่คนโง่มักอวดตัวว่าฉลาดทุกเวลา (จบบริบูรณ์)
Tag : หมาป่า หมาจิ้งจอก และม้านิทานอีสป หมาป่า หมาจิ้งจอก และม้า


นิทานอีสป เรื่อง สุนัขกับ เนื้อ


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง สุนัขกับ เนื้อ ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

สุนัข เป็นสัตว์ที่ชอบกินเนื้อเป็นชีวิตจิตใจ

แต่ยังมีสุนัขตัวหนึ่งได้รักการฝึกฝนให้รู้จักการอดกลั้นหักห้ามใจไม่ให้กิน

เนื้อและอาหารที่ผู้เป็นนายหญิงใช้ให้มันนำไปส่งสามีของเธอซึ่งทำงานอยู่ใน ไร่ มัน

พยายามทำหน้าที่สุนัขส่งอาหารด้วยความซื่อสัตย์เสมอมา แม้จะฝืนกับความรู้สึกของตนเองอย่างไรก็ตามอยู่มาวันหนึ่ง

สุนัขส่งอาหารพบกับสุนัขจรจัดตัวหนึ่งซึ่งลำตัวของมันใหญ่และแข็งแรงเจ้า

สุนัขจรจัดพยายามเข้ายื้อแย่งอาหารและเนื้อสุนัขส่งอาหารต่อสู้จนสุดความ สามารถ

ขณะนั้นมีสุนัขอีกตัวหนึ่งมาเห็นเหตุการณ์มันได้เข้าแย่งชิงเนื้อและอาหาร เช่นเดียวกัน เกิดการต่อสู้กันชุลมุนวุ่นวาย

ในที่สุดเนื้อก็ถูกชิงไปได้ “ขอเนื้อให้เข้าสักหน่อยเถิด” สุนัขผู้มีหน้าที่ส่งอาหารกล่าวกับสุนัขอีกสองตัวนั้น

“เพราะไหนๆมันก็คงต้องถูกพวกเจ้ากินอย่างแน่นอนอยู่แล้ว”

ด้วยเหตุนี้สุนัขทั้งสามจึงแบ่งเนื้อกันกินตามจำนวนที่แย่งชิงได้

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า เป็นการยากที่จะให้ผู้อื่นร

ักษาผลประโยชน์ของเราด้วยความซื่อสัตย์ (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป สุนัขกับ เนื้อสุนัขกับ เนื้อ


นิทานอีสป เรื่อง เทพารักษ์ กับคนตัดไม้


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง เทพารักษ์ กับคนตัดไม้ ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

ชาว ป่าผู้หนึ่ง ขณะเข้าไปตัดต้นไม้ซึ่งขึ้นอยู่ริมแม่น้ำเกิดทำขวานหลุดมือตกจมหายลงไปในน้ำ

เนื่องจากเขาว่ายน้ำไม่เป็นและนึกเสียดายขวานคู่ชีวิตเลยนั่งลงร้องไห้

เทพารักษ์มีความเมตตาสงสารได้ปรากฎกายขึ้นกล่าวปลอบโยน และลงไปงมขวานมาคืนให้ แต่คิดอยากจะลองใจชายผู้นี้

ครั้งแรกจึงนำขวางทองขึ้นมาจากแม่น้ำแล้วถามว่า “ขวานด้านนี้ใช่ของเจ้าหรือไม่” “ไม่ใช่หรอกขอรับ

ขวานของข้าพเจ้าเป็นขวานเหล็กธรรมดา” เทพารักษ์นึกพอใจแต่ยังคิดอยากจะทดสอบอีกครั้ง

แสร้งดำลงไปค้นหาในแม่น้ำแล้วโผล่ขึ้นมาพร้อมกับขวานเงินในมือ “ขวานด้านนี้ใช่ของเจ้าหรือไม่” “ไม่ใช่หรอกท่าน

ขวานของข้าพเจ้าเป็นขวานเหล็กธรรมดา” เมื่อ เทพารักษ์นำขวานเหล็กมาคืนให้กับ ชาวตัดฝืน

ท่านได้ยกขวานเงินและขวานทองให้ด้วยเพื่อเป็นรางวัลในความซื่อสัตย์ครั้น เพื่อนของชายตัดฟืนทราบเรื่อง

จึงทำทีออกไปตัดฟืนแล้วนั่งร้องไห้คร่ำครวญ หลังจากแกล้งทำขวานหล่นในแม่น้ำ เมื่อ

เทพารักษ์ปรากฏตัวขึ้นปลอบโยนและลองใจโดยงมขวานทองมาส่งให้

ชายผู้นั้นเกิดความโลภรีบบอกว่าเป็นขวานของตนเทพารักษ์เห็นว่าชายผู้นี้ กล่าวเท็จจึงแสดงฤทธิ์หายตัวไปทันที

ชายผู้ไร้ความซื่อสัตย์นอกจากไม่ได้ขวานเงินและขวานทองเป็นรางวัล แม้แต่ขวานเหล็กของตนก็จมอยู่ในแม่น้ำนั้นเอง นิทานเรื่
Tag : นิทานอีสป เทพารักษ์ กับคนตัดไม้เทพารักษ์ กับคนตัดไม้


นิทานอีสป เรื่อง เต่า กับ เป็ดป่า


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง เต่า กับ เป็ดป่า ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

เต่า ตัวหนึ่งคิดว่าหากมัน สามารถเหาะขึ้นไปบนท้องฟ้าได้

คงจะมองเห็นโลกเบื้องล่างสวยงามแปลกตากว่าที่เคยเห็นอยู่ในปัจจุบัน และสัตว์ต่างๆก็จะต้องพากันนับถือยกย่องตน ด้วย

เหตุนี้มันได้พยายามผูกไมตรีกับเป็ดป่าสองตัว เมื่อสนิทสนมกันดีแล้วจึงบอกความประสงค์ของตนโดยขอร้องให้เป็ดป่าทั้งสองคาบ

กิ่งไม้ไว้ตัวละด้าน ส่วนเต่าจะคาบตรงกลางไม้ เมื่อเป็ดป่าทั้งสองคาบกิ่งไม้บินขึ้นสู่ท้องฟ้า เต่าก็จะถูกพาบินขึ้นไปด้วย

เป็ดป่าทั้งสองเห็นแก่ความเป็นเพื่อนจึงตกลงทำตามคำขอร้องของเต่า “ดูนั่นซิพวกเรา เต่าเห่าได้” บรรดา

สัตว์ต่างๆเมื่อเห็นเหตุการ์ต่างส่งเสียงร้องบอกต่อๆกันด้วยความ ตื่นเต้น

เต่ารู้สึกภาคภูมิใจอยากคุยอวดเพื่อนๆจึงอ้าปากจะพูด

แต่ทันใดนั้นร่างของมันก็ร่วงหล่นลงกระแทกโขดหินแหลวเหลวอยู่บนพื้นดินนั่น

เอง

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า คนโง่แม้จะประสบความสำเร็จแต่ในไม่ช้าก็หนีไม่พ้นความวิบัติ (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป เต่า กับ เป็ดป่าเต่า กับ เป็ดป่า


นิทานอีสป เรื่อง ปูกับงู


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง ปูกับงู ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

ปูกับงูเป็นเพื่อนที่คบหากันมานาน ปูนั้นซื่อตรงต่องูไม่เคยทรยศหักหลัง

ตรงกันข้ามกับงูซึ่งมักไม่ซื่อตรงทำให้ปูได้รับความเดือดร้อนอยู่เสมอ แม้จะพยายามตักเตือนอย่างไรแต่งูก็ไม่ยอมกลับตัว

จนในที่สุดปูหมดความอดทนจึงใช้ก้ามหนีบงูจนตาย “ถ้าจิตใจของเจ้าซื่อตรงเหมือนร่างของที่นอนยาวเหยียดอยู่เช่นนี้

เจ้าก็คงไม่ต้องพบจุดจบในวันนี้”

ปูกล่าวกับงูก่อนที่จะกลับลงรูของมันไปตามลำพัง

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า คนเลวไร้ความซื่อสัตย์

ยากที่จะสำนึกตัวได้แม้เมื่อตายจากโลกนี้ไปแล้ว (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป ปูกับงูปูกับงู


นิทานอีสป เรื่อง หญิงชรา กับสาวใช้


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง หญิงชรา กับสาวใช้ ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

หญิง ชราจอมเฮี้ยบผู้หนึ่งจ้างสาวใช้สองคนไว้ทำงานในบ้านทุกเช้าตรู่

ในขณะที่สาวใช้หลับอย่างเป็นสุขเพราะอากาศกำลังเย็นสบายไก่ที่หญิงชราเลี้ยง ไว้ก็ส่งเสียงขันรบกวน

ยิ่งกว่านั้นหญิงชรายังมาปลุกให้สาวใช้ลุกขึ้นทำงานทันทีเมื่อได้ยินเสียง ไก่ขัน ด้วยเหตุนี้สาวใช้ทั้งสอง

จึงแอบจับไก่ไปฆ่าเพื่อไม่ส่งเสียงปลุกหญิงชราและรบกวนพวกตน โดยเข้าใจว่านับแต่นี้ไปจะได้นอนตื่นสายกันได้ตามสบาย

แต่เหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เมื่อไม่มีเสียงไก่คอยบอกเวลา หญิงชราเกรงว่าตนเองอาจนอนเพลิน

เมื่อรู้สึกตัวตื่นขึ้นมากลางดึกตามประสาคนแก่ก็รีบมาปลุกสาวใช้ให้ลุกขึ้น ทำงาน

ทำให้สาวใช้ทั้งสองลำบากยิ่งกว่าเดิมเพราะไม่ค่อยได้หลับได้นอน

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า    ผู้ใดคิดร้ายหรือคดโกง

ย่อมได้รับผลกรรมตอบแทน (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป หญิงชรา กับสาวใช้หญิงชรา กับสาวใช้


นิทานอีสป เรื่อง แมว กับ สุนัข จิ้งจอก


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง แมว กับ สุนัข จิ้งจอก ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ

ชายป่าแห่งหนึ่งแมวตัวหนึ่งได้เดินมาพบกับสุนัขจิ้งจอกโดยบังเอิญ เจ้าแมวเหมียวมันคิดอยู่ในใจว่าใครๆ

พากันชมเชยสุนัขจิ้งจอกมีมันสมองที่

เฉลียวฉลาดมาก ความรู้รอบตัวหรือก็สามารถยังรู้ฟ้าดินมหาสมุทรทำให้เจ้าแมวเหมียวรู้สึกเกรงกลัว

สุนักจิ้งจอก อยู่ในใจอย่างอย่างคร้ามครัน

จึงรีบทักทายด้วยขึ้นด้วยความนอบน้อมว่า "อรุณสวัสดิ์ครับท่านสุนัขจิ้งจอก" เมื่อเห็นเจ้าแมวเหมียวมาทำนอบน้อมกับตนจึงว
Tag : นิทานอีสป แมว กับ สุนัข จิ้งจอกแมว กับ สุนัข จิ้งจอก


นิทานอีสป เรื่อง ราชสีห์ กับลา และ หมาจิ้งจอก


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง ราชสีห์ กับลา และ หมาจิ้งจอก ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

 ราชสีห์กับลาและหมาจิ้งจอกได้ร่วมกันออกล่าเหยื่อโดยมีข้อตกลกว่าจะแบ่งเหยื่อกันอย่างยุติธรรม

ครั้นล่ากวางได้      ตัวหนึ่ง ราชสีห์มอบหน้าที่ให้ลาเป็นผู้แบ่ง  ลาแบ่งเหยื่อออกเป็นสามส่วนเท่าๆกัน

แล้วเชิญให้ราชสีห์เป็นผู้เลือกก่อนในฐานะที่      เป็นเจ้าป่า และหัวหน้าทีม     

แต่ราชสีห์รู้สึกไม่พอใจวิธีการของลาจึง ตะปบ ด้วยอุ้งเท้าเต็มแรง  ลาถึงแก่ความตายทันที      

“เจ้าคงจะรู้จักความยุติธรรมดีกว่าเจ้าลาโง่ตัวนี้กระมัง”  ราชสีห์กล่าวกับหมาจิ้งจอก      หมาจิ้งจอกผงกหัวรับคำ

มันจัดแจงแบ่งเหยื่อออกเป็นสองส่วน เหยื่อชิ้นใหญ่สำหรับราชสีห์ และเหยื่อชิ้นเล็กๆสำหรับตัวมันเอง     

“โอ...สหายของข้า” ราชสีห์กล่าวอย่างอารมณ์ดี “ใครเป็นผู้สอนให้เจ้ามีความยุติธรรมถึงเพียงนี้”     

“ไม่มีใครสอนข้าหรอกท่านเจ้าป่า” หมาจิ้งจอกตอบเสียงแผ่นเบา “แต่ชะตากรรมของเจ้าลาโง่ตัวนี้     

ทำให้ข้ารู้วิธีแบ่งเหยื่อ     ที่ถูกต้องเคราะห์กรรมของผู้อื่นย่อม เป็นตัวอย่างที่ดี สำหรับตัวเรา (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป ราชสีห์ กับลา และ หมาจิ้งจอกราชสีห์ กับลา และ หมาจิ้งจอก


นิทานอีสป เรื่อง กบ เลือกนาย


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง กบ เลือกนาย ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

นกาลนานมาแล้ว มีกบฝูงหนึ่งอาศัยอยู่ในทะเลสาบอย่างมี อิสระเสรีทุกประการทุกตัว กบตัวใดนึกจะทำอะไรก็ทำได้ตาม ใจชอบ

แต่ในที่สุดพวกกบทุกตัวก็เกิดความไม่พอใจ มันรู้สึกเบื่อหน่ายในความประพฤติ

ตามใจชอบของพวกมันขึ้นมา จึงมาประชุมกันที่สระแห่งหนึ่ง ปรึกษาเห็นชอบให้ร้องขอผู้ที่จะมาเป็นนายหรือพระราชาสักองค์จาก

เทพเจ้า(Jupiter..ดาวพฤหัสบดี) เพื่อที่จะให้มาเป็นผู้นำให้กับพวกมัน เทพเจ้าทนฟังคำพูดอ้อนวอนอย่างโง่ๆของพวกกบทั้งหลายไม่ได้

จึงโยน ท่อนซุงลงมา และประกาศว่า " นี่คือพระราชาของพวกเจ้า " ท่อนซุงดังกล่าวตกลงมากระทบน้ำในสระตูมใหญ่ จน

น้ำกระฉอกไปทั้งสระ พวกกบตกใจกลัว รีบดำลงไปที่ก้นสระ บ้างก็มุดเข้าไปซ่อนตัวอยู่ที่ใต้โคลน ครั้นสงบเงียบดีแล้วไม่นานก็ได้

มีกบตัวหนึ่งผงกหัวขึ้นดูอย่างกล้าหาญ เพื่อมองหาพระราชาของมัน มันค่อย ๆ โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ ครั้นเห็นว่า

ท่อนซุงลอยอยู่เฉยๆ ไม่มีอันตรายอย่างใด มันก็ตระหนักว่านี่คือพราะราชาที่เทพเจ้า ประทานแก่พวกมันอย่างแน่นอน

มันแสดงความเคารพยำเกรง แต่เมื่อ มันเข้าไปใกล้ จนขึ้นไปเกาะที่บนท่อนซุง ก็เห็นท่อนซุงยังลอย เฉยอยู่

มันก็ชักจะหมดความยำเกรง ในที่สุดถึงกระโดดขึ้นไป วิ่งเล่นบนท่อนซุงตามสบายใจ มันเห็นว่าพระราชาองค์นี้ อ่อนแอ

และรู้สึกไม่พอใจ จึงชวนกันร้องเรียนเทพเจ้าอีกครั้งขอประทาน พระราชาที่คล่องแคล่วมากกว่านี้มาให้กับพวกมันด้วย

คราวนี้เทพเจ้าได้ส่งนกกระสาตัวหนึ่งลงมา พระราชาองค์ใหม่ นี้ในไม่ช้าไม่นานก็ฉวยโอกาสจิกกบกินอย่างตะกละ วันละตัวทุกวัน

พวกกบไม่รู้จะหนีไปที่ไหน และต้องการที่จะ ทำลายร้างหรือกำจัดพระราชาองค์ใหม่องค์นี้ไปให้เร็วที่สุด

ก่อนที่พวกมันจะตายกันไปจนหมดนั่นเอง ในที่สุดพวกมันก็ส่งข่าวสารไปให้ เทพเจ้าอีกครั้ง ทูลวิงวอนขอให้ทรงเมตตาพวกมันด้วย

แต่คราวนี้เทพเจ้าได้ ตรัสอย่างเป็นธรรมว่าที่พวกกบได้รับโทษอยู่อย่างนี้ ก็สมกับความ โง่เขลาของพวกมันแล้ว

ถ้ามีในคราวหน้าหรือคราวต่อไปสมควรที่พวกมัน จะต้องเรียนรู้ และหัดมีความพอใจในความพอเพียงของตัวเองได้แล้ว (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป กบ เลือกนายกบ เลือกนาย


นิทานอีสป เรื่อง สุนัขจิ้งจอก กับผลองุ่น


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง สุนัขจิ้งจอก กับผลองุ่น ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

ครั้งหนึ่งที่ในป่าได้มีสุนัขจิ้งจอกที่มีนิสัยขี้เล่นมากอยู่ตัวหนึ่ง มันมักจะชอบคอยสร้างเรื่องต่าง ๆ มาก่อกวน

กลั่นแกล้งล้อเลียนสัตว์ป่าต่าง ๆ ที่ตัวเล็ก ๆ กว่าให้ตกใจเล่นอย่างสนุกสนานอยู่ได้ทุกวี่ทุกวันไม่รู้จักเบื่อรู้จัก

หน่ายเลยทีเดียว และวันนี้ก็เช่นกัน....มันได้เข้าไปนั่งแอบเงียบอยู่ที่ในพุ่มไม้ แล้ว..." ฮึ ฮึ ๆๆ..เอาต้นหญ้า

พวกนี้สุมลงไปบนหัวเข้าอย่างนี้ แฮ๊ะ ๆๆ เดี๋ยว ไอ้ตัวเล็ก ๆ ตัวไหนหลงเดินผ่านมาทางนี้ละก็..ก้าววว์ เหวอ.. ผีหลอก บ่าววว์ ฮ่า

ๆๆๆ " ทั้งกระต่ายและกระรอกโดยเฉพาะพวกหนูและพวกนกอย่างนี้ วิ่งและบินหนีกัน

ด้วยความตกใจกันจนป่าราบให้โกละหนไปหมดเลยทีเดียวเชียว... " โอ้ย..ขำ ขำ สนุกที่สุดเลย โอ้ยข้าล่ะขำจนปวดท้องไปหมด ฮ่ะ ๆๆๆ "

มันหัวเราะจนนอนกลิ้งไปกลิ้งมา จนเหนื่อยเลยทีเดียว...และเมื่อมันรู้สึกเหนื่อย ทีนี้ท้องก็เริ่มร้องขึ้นมาด้วยความหิว " แถว

ๆ นี้พอจะมี อะไรที่กินได้อยู่บ้างไหมน้า.." มันพูดแล้วก็ส่ายสอดส่องสายตาเพื่อมองหาของที่พอจะกินได้ไปรอบ ๆ

แล้วพลันสายตาของมันก็มองไปเห็นพวงองุ่นผลงามๆ บนต้นเข้า " แหม..องุ่นพวกนั้นดูน่ากินดีแฮะ" มันว่า "

ข้าอยากกินมันเสียแล้วหละ แต่มันอยู่สูงเกินไป..ดูสิ ต้องพยายามกระโดดขึ้นไปเก็บกินให้จงได้ " มันจึงกระโดดแล้วกระโดดอีก

หลายต่อหลายครั้ง กระโดดจนหืดเกือบจะขึ้นคออยู่รอมร่อ แต่มันก็ไม่สามารถ ที่จะกระโดดงับถึงผลองุ่นได้

มันจึงด้วยความโมโหที่อยากกินแล้วไม่ได้กินสมใจจึงคิดผละจากผลองุ่นออกมา แล้วหมายจะเดินหนี แต่พวกสัตว์ป่าต่าง

ๆที่ต่างได้เคยโดนมันเกล้งเอาไว้นั้นได้ออกมารวมกลุ่มกัน จ้องมอง

เจ้าสุนัขจิ้งจองที่กำลังใช้ความพยายามอย่างสุดชีวิตที่จะงับกินผลองุ่นบน ต้นนั้นให้ได้อย่างสนุกสนาน เลยทีเดียว "

เป็นยังไงอ้ายตัวก่อกวน ฮ่า ๆๆๆ คิดแกล้งแต่คนอื่นได้แฮ๊ะ... แต่คิดหาหนทางกินผลองุ่นอร่อย ๆ บนต้นไม่ได้น่ะสิ

ช่างน่าอายเสียจริง ๆ เน๊อะ...พวกเราว่าไหม ? ฮ่า ๆๆๆ " เมื่อได้ยินดังนั้นมันจึงพูดแก้ตัวแบบพลาน ๆ ตามแบบฉบับของมันออกมาว่า "

ก็ข้าเพิ่งจะเห็นเดี๋ยวนี้เองว่า ผล องุ่นพวกนั้น มันมีที่ยังเขียว ๆ อยู่รวมอยู่ด้วย มันยังดิบอยู่..ว๊อย และคงไม่หวานแน่

แล้วที่สำคัญข้าก็ไม่ชอบองุ่น ดิบๆ เสียด้วยเพราะมันเปรี้ยวมากรู้ไหมฟะ.. เออ..ข้าไม่อยากจะกินมันเองเฉย ๆ

เองแหละไม่ใช่กินไม่ได้..พวก เอ็งจะทำไม ?" มันพูดพลานตอบไปเรื่อยเปื่อย...แต่มันนั้นรู้ดีแก่ใจว่า

แท้จริงแล้วผลองุ่นนั้นสุกอร่อยมาก ที่มันออกปากว่า ผลองุ่นนั้นเปรี้ยวและยังดิบอยู่นั้น

ก็เพราะว่ามันกระโดดกินไม่ได้และไม่ถึงต่างหาก

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า      

ช่างน่าเขลาที่ออกปากว่าไม่อยากได้อะไรสักอย่างอย่างนั้น ที่แท้เพราะว่าไม่อาจที่

จะได้มันหรือได้สิ่งนั้นเสียมากกว่าต่างหาก... (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป สุนัขจิ้งจอก กับผลองุ่นสุนัขจิ้งจอก กับผลองุ่น


นิทานอีสป เรื่อง สิงโต โลภมากกับ กระต่าย ป่า


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง สิงโต โลภมากกับ กระต่าย ป่า ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

ที่อัฟฟริกากลางป่าใหญ่ สิงโตหิวโซตัวหนึ่งได้เดินหาเหยื่อของมันไปเรื่อย ๆ ด้วยความหิวโหย แล้วขณะนั้น

มันก็ได้ไปพบกับกระต่ายป่าตัวหนึ่งเข้า " โห่..ช่างน่ากินเหลือเกินเจ้ากระต่ายเอ๋ย " มันตั้งท่าแล้ววิ่งตามกวดกระต่ายป่า

ตัวนั้นจนทัน และเมื่อกระต่ายป่าต้องจนมุม สิงโตหิวโซตัวนั้นก็จ้องจะจับกินกระต่ายตัวนั้นทันที แต่ ! ขณะเดียวกันนั้น

ก็ได้มีกวางตัวหนึ่งวิ่งผ่านมาข้างๆ " อ๊ะ...นั่นมันกวางนี่ เจ้ากวางตัวนั้นจะเป็นอาหารมื้อใหญ่ของ ฉันทีเดียว " สิงโตรำพึง

ดังนั้น มันจึงปล่อยให้กระต่ายหลุดรอดไป แล้วมันเองก็วิ่งกวดตามกวางไปทันที แต่กวางตัวนั้นวิ่ง ได้เร็วมาก

เร็วเสียจนในไม่ช้า มันก็ลับหายไป เมื่อสิงโตเห็นหมดหวังจะตามกวางได้ทัน มันก็ว่า "ฉันจะกลับไปกินกระต่าย ดีกว่า" แต่

เมื่อมันกลับมาที่ ๆ ซึ่งเมื่อตะกี้ที่มันได้ต้อนกระต่ายจนจนมุมนั้น มันได้พบว่า กระต่ายได้หนีหายไปเสียแล้ว "โธ่เอ๋ย

ฉันน่า จะกินกระต่ายเสียก่อนตั้งแต่ตอนที่พบเมื่อแรกแล้ว" สิงโตคร่ำครวญ "นี่เป็นเพราะฉันโลภมากเกินไป

ผลสุดท้ายก็เลยไม่ได้ กินอะไรเลย"

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า คนที่ฉลาดในบางครั้งจะต้องรู้จักพอ

ในสิ่งที่ตนมีอยู่แล้ว............. (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป สิงโต โลภมากกับ กระต่าย ป่าสิงโต โลภมากกับ กระต่าย ป่า


นิทานอีสป เรื่อง นกมีหู หนูมีปีก


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง นกมีหู หนูมีปีก ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

นานมาแล้วสมัยหนึ่ง พวกสัตว์สีเท้ากับพวกนกสัตว์ปีกนั้นเกิดการทะเลอะเบาะแว้งแบ่ง พวกแบ่งพ้องกันขึ้น

สัตว์ทั้งสองชนิดได้เถียงกันขึ้นมาครั้งหนึ่งว่า " สัตว์สีเท้ากับพวก นกที่มีปีกใครเก่งกาจกว่ากัน "

หัวหน้าฝูงของสัตว์สี่เท้ารีบตอบขึ้นอย่างไม่ต้องคิดว่า " พวกเราสิ ท่าน แน่นอนต้องเหนือกว่า "

หัวหน้าพวกสัตว์ปีกเมื่อได้ฟังดังนั้น จึงด้วยความโมโห " ถ้าอย่างนั้น ก็ต้อง ต่อสู้กันดูสักตั้งก่อนสิ ถึงจะรู้ จะมาพูดง่าย

ๆว่าเหนือกว่าได้ยังไงเล่า? " แย่แล้วหละ...สงครามระหว่าง

สัตว์ทั้งสองชนิดจึงเกิดขึ้นมาในทันที....ค้างคาวซึ่งเป็นสัตว์ที่มีส่วนผสม อยูในตัวหลายอย่างหลายพันธุ์

และเจ้าเล่ห์แสนกลจึงจำเป็นต้องคิดหนักและตกลงใจไม่ได้ว่าจะเข้าเป็นพวกใดดี ...แต่ด้วยความฉลาด ของมัน

มันจึงเฝ้ามองดูเหตุการณ์อยู่ และรอจังหวะ เมื่อ สัตว์สี่เท้าและสัตว์ปีกสู้รบกันมาได้สักพักผลก็ปรากฏดูเหมือนว่า

สัตว์สี่เท้าดูท่าทางว่าจะชนะ เสียแล้วจริง ๆงานนี้ เจ้าค้างคาวเมื่อเห็นเช่นนั้น ก็รีบเข้าไปหาหัวหน้าของสัตว์สี่เท้าทันที

และเมื่อหัวหน้าของสัตว์สี่เท้าเห็นค้างคาวเข้า " เจ้ากล้าดียังไง อ้ายพวกนกมีปีกถึงได้มาให้ข้า เห็นตัวได้อย่างนี้หือ "

มันตวาด " ไม่รู้หรือว่าข้าน่ะเกลียดพวกนกสัตว์ปีกเป็นที่สุด เจ้าเป็นพวกนกนี่หว่า ใช่ไหม? สารภาพความจริงออกมานะ "

เจ้าค้างคาวจึงตอบว่า " ขอโทษทีเพื่อน ไม่ดูตาม้าตาเรือ ให้ดีเอาเสียเลยนะ ข้าเป็นหนูใช่นกที่ไหนกันล่ะ

นกมีหูอย่างข้าหรือไง...ขอให้พวกนกจงพินาจ...ขอให้ พวกสัตว์สีเท้าอย่างพวกหนูจงเจริญ "

ข้าเต็มใจและขอร่วมกับพวกท่านต่อสู้กับพวกนกด้วยแล้วกัน " มันพูดเอาตัวรอดไปได้อย่างฉลาดทีเดียว แต่

การต่อสู้กลับเกิดการพลิกล๊อกขึ้นมาอย่างกระทันหัน ด้วยพวกสัตว์ปีกเกิดฮึดสู้ตายขึ้นมา

และมีผลว่าจะเป็นฝ่ายชนะเอาเสียด้วย...เจ้าค้างค้าวที่มีนิสัยชอบกลับกลอก เป็นทุนเดิมตามนิสัย อยู่แล้วเมื่อมันเห็นดังนั้น

จึงกลับใจรีบไปเข้าฝ่ายสัตว์ปีกเฉยเลย...มันย่องเข้าไปหาหัวหน้าสัตว์ปีก ทันที "เจ้ามาหาข้าที่นี่ทำไมฝะ

เจ้าเป็นหนูพวกสัตว์สีเท้าไม่ใช่หรือ? " เจ้าค้างคาวรีบโวยวาย เป็นการใหญ่ " โธ่ ๆๆนี่พวกท่านละเห็นนี่ไหม?

ข้าไม่ใช่หนูสัตว์สี่เท้าหรอก ข้าน่ะเป็นสัตว์ปีก เห็นไหม

นี่ไงปีกของข้า...ข้าจะมาช่วยพวกท่านต่อสู้กับพวกสัตว์สี่เท้าไง...ขอให้พวก หนูสัตว์สี่เท้าจงพินาจ ขอให้พวกนกสัตว์ปีกจงเจริญ

" ดูสิเจ้าค้างคาวมันพูดเอาตัวรอดไปได้อย่างน้ำขุ่น ๆเลยหละ การ สู้รบเกิดขึ้นต่อมาอีกหลายวัน...จนในที่สุด

พวกสัตว์สี่เท้าและสัตว์ปีกก็เกิดเหน็ดเหนื่อยขึ้นมาด้วยกัน ทั้งสองฝ่าย...ด้วยไม่มีฝ่ายใดที่จะยอมแพ้กันสักที พวกสัตว์ต่าง

ๆต้องล้มตายกันไปเป็นจำนวนมาก ทั้งสองฝ่ายจึงคิดและหันหน้ากลับมาตกลงใจปองดองกันอย่างเก่าอีกครั้ง...

แต่งานนี้ผู้ที่ต้องได้รับเคราะห์กรรมอย่างหนักก็คือเจ้าค้างคาวผู้คิดกบฏ คิดกลับกลอกยอกย้อนตัวนั้น แต่เพียงตัวเดียว

เพราะทั้งสัตว์สี่เท้าและสัตว์ปีกต่างร่วมหัวกันขับไล่เจ้าค้างคาวออกไปจาก พวกพ้องเสีย

ไม่มีตัวใดยอมรับให้เป็นพวกด้วยเลยสักตัว เจ้า ค้างคาวเลยจำต้องหนีภัยเข้าไปอาศัยอยู่ในป่าลึกที่มืดมิดตามถ้ำที่มืด

ๆกลางวันจะหลบนอนอยู่ แต่ในถ้ำอย่างเดียว และเมื่อสัตว์ป่าต่าง ๆทุกตัวหลับกันหมดแล้ว...ถึงจะได้ออกไปหาอาหาร...

มาจนถึงทุกวันนี้... นิทานเรื่องนี้นำมาเปรียบเทียบกับมนุษย์บางประเภทได้       

เพราะมนุษย์ก็เป็นสัตว์โลกชนิดหนึ่งเหมือนกัน มนุษย์เผ่าพันธุ์ที่คล้าย ๆกับเจ้าค้างคาวในเรื่องนี้ก็มีอยู่มากเหมือนกัน

คือพวกที่ชอบเปลี่ยนข้าง กลับกลอกเก่ง เมื่อถึงคราวคับขัน พวกเขาสามารถที่จะประณามสิ่งที่พวกเขาเคยยกย่องได้ในทันทีทันใด

สำหรับคนพวกนี้แล้ว คนที่ฉลาดคือคนที่สามารถประกาศได้ทั้ง " พระเจ้าจงพินาจ " และ " พระเจ้าจงเจริญ "

ได้อย่างเต็มถ้อยเต็มคำเสียด้วยสิว่าอย่างนั้นเลยหละ?... (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป นกมีหู หนูมีปีกนกมีหู หนูมีปีก


นิทานอีสป เรื่อง ปลาใหญ่ กับ ปลาเล็ก


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง ปลาใหญ่ กับ ปลาเล็ก ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

ในทะเลที่กว้างใหญ่ไพศาลนั้น ตามธรรมชาติก็จะมีพวกสัตว์น้ำต่าง ๆ อาศัยรวมกันอยู่อย่างมากมายจนนับไม่ถ้วนเลยทีเดียว

และก็แน่นอนที่ในท้องทะเลนั้น จะมีพวกปลาชนิดต่าง ๆกำเนิดขึ้น และพวกปลาเหล่านั้นโดยทั่วไปก็ จะมาอยู่รวม ๆ กันเป็นฝูง ๆ

ปลาในเรื่องนี้ก็เช่นเดียวกัน ได้มีปลาตัวใหญ่ที่มีนิสัยตะกะตะกาม โลภมากและเห็นแก่ตัวอย่างที่สุดอยู่ฝูงหนึ่ง

พวกมันจะจับกลุ่มรวมกันอย่างเหนียวแน่น คล้าย ๆ กับพวกนักเลงประจำท้องทะเลแห่งนั้นก็ไม่ปาน ว่ายออกหาอาหารไปเรื่อยๆ

พอเจอฝูงปลาที่ตัวเล็กกว่าก็จะตรงเข้าแกล้งและพูดเบ่งบารมี และมักจะแขวะเอาเสมอ ๆ ว่า " เจ้าปลาจิ๋ว

เจ้าเคยได้ยินคำพังเพยที่ว่า ปลาใหญ่กินปลาเล็กไหมล่ะ ! ฮ่า ๆๆ ถ้าไม่อยากตายเร็ว ๆ ก็ถอยออกไป ให้ไกล ๆ พวกหอย, กุ้ง,

ปูและอาหารที่มีอยู่ทั่วทั้งบริเวณนี้เป็นของพวกข้า พวกเจ้าไม่มีสิทธิ์กิน หรอกวุ้ย.. ฮ่า ๆๆ " เจ้า ปลาจิ๋วรีบตอบ "จ๊ะ

ผู้ที่แข็งแรงกว่าย่อมอยู่ได้ ผู้ที่อ่อนแอย่อมต้องถูกกำจัด พวกเราเข้าใจดีจ๊ะ" ว่าแล้ว ก็รีบว่ายหนีหลบไปอยู่ใกล ๆ

ทุกฝูงไป ปลาใหญ่นั้นยิ่งนับวันก็ยิ่งเหิมเกริมบ้าอำนาจมากขึ้นทุกวัน และเมื่อ

อาหารนั้นหากินได้อย่างง่ายเพราะไม่มีใครกล้ามาแย่ง พวกมันก็เลยยิ่งตัวใหญ่ขึ้นและอ้วนขึ้นจนจะกลาย

เป็นปลายักษ์เข้าไปทุกที ๆ เลยทีเดียว...ส่วนพวกปลาเล็กนั้นเมื่อโดนแย่งพวกอาหารกินเสียจนหมด ไม่ค่อย

ได้กินอะไรจึงอยู่กันด้วยความหิวโซมาตลอด นับวันก็จะยิ่งตัวเล็กลง ๆ และผอมจนเหลือแต่กระดูกทุกตัวไป ก็ว่าได้.... และ

แล้วก็มีอยู่วันหนึ่ง ได้มีชาวประมงที่เห็นว่าแถวนี้ได้มีปลาว่ายมารวมกันอยู่อย่างมากมาย จึงลงอวน เพื่อจับพวกปลาเหล่านั้น

ฝูงปลาต่าง ๆ และเจ้าปลาใหญ่ฝูงนั้นก็เช่นกัน ด้วยไม่ทันระวังตัวจึงติดอวนของชาว ประมงเสียแล้ว...พวกปลาต่าง ๆ

ตกใจและพยายามว่ายหนีกันให้เป็นการใหญ่ เจ้าปลาใหญ่ตัวร้ายก็พยายาม ที่จะว่ายหนีกัยเขาด้วยเหมือนกัน แต่

ด้วยพวกเจ้าปลาใหญ่ตัวร้ายนั้นเพราะตัวของพวกมันใหญ่มากอย่างกะปลายักษ์ อย่างที่รู้ จึงไม่สามารถที่จะหนีไปทางไหนได้เลย

จึงจำต้องติดอวนของชาวประมงไปอย่างน่าสงสาร ส่วน ฝูงปลาเล็กนั้นด้วยตัวเล็กและผอมกันจนจะเหลือแต่กระดูกจึงสามารถว่ายลอดอวน

ออกมาได้อย่างง่ายดาย เจ้าปลาจิ๋วเมื่อหลุดรอดออกมาได้

ก็ว่ายไปหาปลาใหญ่ที่ติดอวนอยู่และกำลังจะถูกยกขึ้นไปสู่ด้านบนอยู่นั้น แล้วพูดว่า "ปลาใหญ่เอ๋ย ท่านคืออาหารของคน

แต่เราไม่ใช่ เราดีใจที่อ่อนแอกว่าท่าน"

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า       "เล็กก็เล็กพริกขี้หนู

ในบางกรณีการยินยอมเป็นผู้ที่ด้อยกว่านั้นอาจพ้นภัยได้อยู่เหมือนกัน" (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป ปลาใหญ่ กับ ปลาเล็กปลาใหญ่ กับ ปลาเล็ก


นิทานอีสป เรื่อง มด น้อยจอม ขยัน


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง มด น้อยจอม ขยัน ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

ในฤดูร้อนที่ร้อนมากของวันหนึ่งจิ้งหรีดจอมขี้เกียจตัว หนึ่งเห็นฝูงมดขนข้าว, เศษผลไม้และลูกไม้ต่าง

ๆเดินรำเรียงกันเอาเข้าไปเก็บสะสมไว้ในรังอย่าง ขะมักขะเม้น มันจึงเกิดความสงสัยขึ้นมาอย่างมากจึงถามพวกมดว่า " นี่เจ้ามด

พวกเจ้าน่ะขนข้าว,ขนอาหารไปเก็บไว้ทำไม ?ในทุ่งก็มีมากมายกินกัน ไม่รู้จักหมดรู้จักสิ้นอยู่แล้ว พวกเจ้านี่ช่างแปลกจริง ๆ

ร้อนออกจะตายไป บ้าบอไม่มี ที่เปรียบ ขยันกันจริงนะพวกเจ้า ฮ่า ๆๆ " มันคิดดูถูกพวกมดอย่างมาก...พวกมดจึง หันมาตอบกวน

ๆกับมันว่า " ท่านว่าแปลกมากหรือ? " "แต่พวกข้าว่าไม่เห็นจะน่าแปลก ตรงไหนเลย ฤดูกาลนี้พืชพันธ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์

พวกข้าเก็บได้ง่ายและที่ เหลือกินก็จะช่วยกันขนเอาไปเก็บสะสมไว้เป็นสะเบียงในฤดูหนาวที่แห้งแล้งไม่ มีพืชพันธ์

ธัญญาหารให้เก็บกินกัน ได้ ง่าย ๆไงล่ะ "เจ้าจิ้งหรีดเมื่อได้ฟังดังนั้นจึงพูดขึ้นว่า " จะไปคิดอะไร

กันมากมายถึงกาลไกลโน่นให้ปวดหัวด้วยล่ะเสียเวลาปล่าว ๆ เอาอย่างข้านิสินึกจะกินก็กิน

นึกจะนอนก็นอนอาหารมีอยู่รอบตัวไม่เห็นเคยอดหยากสักครั้งเลย " ตอบแล้วมันก็บินหนีไปแทะ

อ้อยข้างทางอาหารโปรดของมันเหมือนขี้เกียจต่อกรกับพวกมด พวกมดมองเจ้าจิ้งหรีดที่บิน จากไปแล้วคิดว่า "

ยังไม่รู้ถึงความอดหยาก ถึงได้ดูถูกและล้อเลียนพวกเรา รอให้ฤดูหนาวมาถึงก่อน เถอะ...ฮึ...แล้วจะรู้สึก " แม้

แต่ในวันที่ฝนตกหนัก พวกมดก็ยังยอมเปียกฝนด้วยตัวที่สั่นเทาไม่ลดละและเลิกขนสะเบียงอาหาร

เลยมันยังคงตั้งหน้าตั้งตาลำเรียงเข้าไปเก็บไว้ในรังอยู่อย่างเดิม...เจ้า จิ้งหรีดซึ่งนั่งหลบฝนอยู่ใต้ใบไม้

เมื่อมันเหลือบไปเห็นพวกมดเข้าเท่านั้นมันก็หัวเราะออกมาด้วยเสียงอันดังและ ส่ายหัวไปมาแล้วพูด ดูถูกล้อเลียนพวกมดว่า

"ขยันกันจริง ๆนะพวกเจ้า ฮ่า ๆๆ..ฝนตกเฉอะแฉะน่ารำคาญจะตาย อย่างวันนี้

พวกเจ้าถ้าจะบ้าเอาอย่างมากเลยนะ...ข้าว่ามานอนหลบฝนกับข้าไม่ดีกว่าเหรอ รอให้ฝนหยุดเสียก่อนจะดีกว่านะ ฮ่า ๆๆๆ "

แต่พวกมดก็ยังเดินขนของไปแล้วหันมาตอบกับจิ้งหรีด เหมือนไม่ยอมให้เสียขนอาหารไปเลยสักนิด " บอกแล้วไง

ตอนนี้ยังพอมีพืชพันธ์ธัญญาหารให้เก็บอยู่ ต้องรีบเอาไปเก็บสะสมไว้อีกให้มาก ๆไง "

จิ้งหรีดส่ายหัวไปมาด้วยความเบื่อในความคิดของ พวกมดมันเลยเกล้งนั่งหลับไม่ยอมหันกลับไปมองพวกมดอีกเลย... และ

ในวันที่ลมพัดแรงแสนแรง พวกมดก็ยังคงทำงานและหน้าที่ของมันอยู่ไม่มีเปลี่ยนแปลง

พวกมันเดินเกาะกลุ่มกันเดินต้านลมขนข้าวขนสะเบียงอาหารอยู่เหมือนเดิม เจ้าจิ้งหรีดนั้น วันนี้หนีลม

แรงเข้าไปหลบอยู่ในโพรงไม้และเมื่อมันมองออกไปและเห็นพวกมดเข้าให้อีก มันจึงตะโกนออกมา

ด้วยเสียงอันดังแล้วก็ยังพูดดูถูกพวกมดเหมือนเดิมอีกนั่นแหละว่า " ข้าว่าพวกเจ้านี่บ้าจริง ๆของ แท้เลยหละ...ลมพัดแรงจะตายไป

ยังจะขยันกันอยู่ได้อีก เดี๋ยวก็ปลิวไปตามลมหรอก ฮ่า ๆๆๆ "

พวกมดนั้นฟังเจ้าจิ้งหรีดพูดดูถูกและล้อเรียนจนเคยเสียแล้วแต่พวกมันก็ไม่ ได้คิดโกรธ แถมยัง

หยุดเดินและพูดเตือนเจ้าจิ้งหรีดด้วยอีกว่า " นี่ท่านจิ้งหรีด นี่ก็ใกล้จะถึงฤดูที่แห้งแล้วแล้วนะ

ท่านได้เตรียมและหาเก็บสะสมสะเบียงอาหารไว้บ้างแล้วหรือยัง?? " เมื่อ

ย่างเข้าฤดูแล้ง                            แหล่งอาหารของมดและแมลงต่าง

ๆก็เริ่มเหลือน้อยลงเข้าทุกที พื้นดินนั้นก็เริ่ม แตกระแหง ต้นไม้ที่ยืนต้นนั้นใบก็เริ่มเหี่ยวเฉาลง

เจ้าจิ้งหรีดที่ชอบเอาแต่ความสบายและไม่เคยคิด ถึงกาลข้างหน้าสักนิดเลยนั้น

เพราะมันมัวแต่เอาแต่ร้องรำทำเพลงอย่างมีความสุขมาตลอดไม่ได้คิด

เตรียมตัวไว้รับสภาพที่แห้งแล้งหาของกินยากที่เยือนมาถึงนี้เลย มันจำต้องนั่งเอาใบไม้คลุมตัว

ไว้ด้วยความหนาวและพร้อมกับความหิวโหยด้วยมันไม่ได้กินอะไรมาหลายวันแล้ว เรี่ยวแรงที่เคยมีก็ หมดไป

มันจึงไม่สามารถที่จะบินไปหาแหล่งอาหารที่อยู่ไกล ๆกับใครเขาได้... แล้ว ในที่สุดฤดูหนาวก็มาเยือน หิมะเริ่มตกพรำลงมา

เจ้าจิ้งหรีดหนาวสะท้านด้วยความหนาวและ หิวโหยเหลือเกิน....และเมื่อสิ้นไร้หนทางเข้า มันจึงเที่ยวคลานไปตามที่ต่าง

ๆที่มีรังของพวกแมลง เพื่อหวังขอเศษอาหารจากพวกแมลงเหล่านั้นกินปะทังชีวิตของมัน มันคลานตะเวนไปเรื่อย ๆจน

ร่างกายสกปรกมอมแมมไปหมดจนกระทั่งมันมาพบกับรังของพวกมดที่มันเคยพูดดูถูก และล้อเลียน เอาไว้อย่างมากมาย

แต่เพราะความหิวและใกล้จะตาย มันพยายามรวบรวมพลังที่มีเหลืออยู่น้อยนิด นั้นเคาะประตูรังของพวกมดทันที "ก๊อก ๆๆ ได้โปรดเถิด

นึกว่าสงสารแมลงด้วยกัน ช่วยแบ่งเศษอาหาร ให้ข้าปะทังความตายและความหิวสักนิดเถิดท่านมด " พวก มดจึงเปิดประตูให้แล้วพูดว่า

" พวกเราจะแบ่งอาหารให้กับเจ้าก็ได้ แต่เจ้าจะต้องสำนึกผิดที่ ได้เคยพูดดูถูกและล้อเลียนพวกข้าเอาไว้เมื่อก่อนเสียก่อน "

เจ้าจิ้งหรีดจึงพูดว่า " เจ้าไม้ต้องบอกให้ข้า สำนึกหรอก

มดเอ๋ย...ข้ารู้ซึ้งและเข้าใจที่เจ้าบอกแล้วว่าความอดหยากและแล้นแค้นนั้น มันเป็นอย่าง ไร? เพราะกว่าจะหาข้าวได้สักเม็ด

ผลไม้สักผล...นี่ถ้าข้าเชื่อพวกเจ้าเสียตั้งแต่แรก ป่านนี้คงตุนอาหารไว้ เต็มบ้าน

ไม่ต้องมานั่งคลานอย่างกระเสือกกระสนและเที่ยวขอเขากินอย่างหรือยิ่งกว่าขอ ทานแบบนี้

ว่าแต่เจ้ามีข้าวสักเม็ดหรือปล่าวบริจากให้ข้าสักหน่อยเถอะ " มดส่ายหัวอย่างอิดหนาระอาใจ แต่ก็กวักมือเรียกให้เข้ามาในรัง

แล้วแบ่งข้าวให้จิ้งหรีดกินหลายเม็ด....

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า        รู้จักเก็บออม รู้จักวางแผน

ให้ความสำคัญและรอบคอบ ก็จะมีกินมีใช้ ไม่ขาดมือและลำบาก   (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป มด น้อยจอม ขยันมด น้อยจอม ขยัน


นิทานอีสป เรื่อง กระต่าย กับ เต่า


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง กระต่าย กับ เต่า ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

มีอยู่มาของวันหนึ่ง ได้มีกระต่ายผ่านมาพบกับเต่าตัวหนึ่งเข้า ซึ่งเต่าตัวนั้นกำลังคลานต้วมเตี้ยมอยู่

อย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อนตามปกติธรรมดาของมันมาเรื่อย ๆ อะไรทำนองนั้น ...กระต่ายจึงได้ร้องทัก กับเจ้าเต่าออกไปว่า " ไง !

เล่าเจ้าเต่าขาสั้นจอมอืดอาด แต่ว่าไปนะ..ข้าละก็ไม่เข้าใจจริง ๆ เลยว่า ทำไมเจ้าน่ะถึงได้ชอบแต่ที่จะเดินต่วมเตี้ยม..

วันทั้งวันปีทั้งปี ก็ไม่เห็นที่จะมีอะไรดีหรือเปลี่ยนแปลงไปในทางไหนได้เลยสักกะอย่าง ข้าละเบื่อ! " ส่วนเจ้าเต่าเมื่อ

ได้ยินกระต่ายพูดเหมือนล้อเลียนดูถูกตนเข้าเช่นนั้น ก็ให้เป็นนึกโมโหขึ้นมา จึงได้ร้องตอบกลับไปว่า "

อะไรกันเดินของข้าอยู่ดี ๆ ก็มาว่าดูถูกกันอย่างนี้ได้ยังไงเล่า เจ้ากระต่ายนี่ก็ ! ถึงแม้ขาของข้านั้นจะสั้นคลานช้า

ก็ไม่เห็นที่จะเกี่ยวอะไรกับเจ้าสักนิดเลยนี่.. แต่ว่าข้านี่น่ะ

ก็มีที่ดีเลิศเรื่องความอดทนอยู่นะจะบอกให้...ถ้าพูดถึงเรื่องนั้นแล้ว..ข้า หละก็..ไม่เคยที่จะแพ้ใครเลยทีเดียว ! " และ

ด้วยความที่นึกโมโห ที่เดินอยู่ดี ๆ แล้วมาโดนดูถูกเข้าอย่างนั้น เต่าจึงพูดท้าทายขึ้นอีกด้วยว่า " เอาอย่างนี้ก็ได้ มาแข่ง

กันดีกว่าไหม ? ว่าใครจะเป็นผู้ที่จะไปถึงที่บนยอดภูเขานั่นก่อนกัน..ว่าไง ! " เจ้ากระต่ายเมื่อได้ยินเต่าพูดท้าประลองแข่ง

เข้าอย่างนั้น ก็เอามือกุมท้อง แล้วหัวเราะเป็นการใหญ่เลยทีเดียวทีนี้ "อะไรกัน..ช่างเป็นเรื่องที่น่าสนุกเสียจริง ๆ

ที่เจ้าว่า และท้าข้าดวลมานี่น่ะ ฮ่า ๆๆๆ เจ้าไม่รู้เรอะ ! ว่าข้านี่น่ะ วิ่งเร็วเป็นที่สุด..ฮ่า ๆๆๆ " กระต่ายเริ่มคุยโว

"ข้าไม่สนหรอก" เต่า ตอบ "เฮ้! เจ้าพูดอย่างนี้ก็แสดงว่าเจ้าแน่ใจแล้วนะ ! งั้นตกลงเจ้ากับข้ามาวิ่งแข่งกันเดี๋ยวนี้เลย

รับรองว่าไม่มีทางที่เจ้าจะ ชนะข้าไปได้หรอก แล้วก็อย่างแน่นอนเสียด้วย..ฮ่า ๆๆๆ " กระต่ายร้องท้าทาย

พร้อมกับเที่ยวไปเรียกพวกพ้อง และบรรดาสัตว์ ต่างๆให้พากันมาดู เพื่อเป็นสักขีพยานกับการแข่งขันอย่างมากมาย ดัง

นั้นที่ชายป่าจึงเกิดการแข่งขันระหว่างกระต่ายกับเต่าขึ้นมาในบัดดล....พอ สิ้นเสียงของสุนัขจิ้งจอกซึ่งบอกสัญญาณออกวิ่ง

ให้เท่านั้น กระต่ายก็ทะยานออกวิ่งนำหน้าไปในทันที แล้วมันยังหันหน้ามาพูดเป็นทีเยาะเย้ยให้กับเต่าอีกด้วยว่า "ข้าจะไป

นอนรอเจ้าที่เส้นชัยนะ..ฮ่า ๆๆๆ " กระต่ายหันมาตะโกนใส่เต่าด้วยเสียงอันดัง และเมื่อกระต่ายวิ่งไปได้สักพัก มันจึงหยุด

วิ่งพร้อมกับหันมามองข้างหลัง ซึ่งไม่เห็นแม้แต่เงาของเต่า "โธ่! เจ้าเต่าขาสั้นจอมอืดอาด เอ๊ย..ไม่เจียมตัวซะเลย คิดจะมา

แข่งกับข้าผู้ที่วิ่งไวปานสายลม...ฮ่า ๆๆๆ เดี๋ยวเถอะ! เจ้าจะต้องได้อายจนเรียกว่าแทบจะต้องแทรกแผ่นหนีเอาเลยทีเดียว ฮ่า ๆๆๆ"

มันให้เป็นนึกกระหยิ่มใจเป็นอย่างมากเลยหละ.... ข้าง ฝ่ายเต่านั้น ก็ค่อยๆ คลานตามภาษาของมันไปเรื่อย ๆ

และถึงแม้ว่าขาจะสั้นคลานได้เชื่องช้า มันก็ไม่ปริปากบ่นว่า อะไรออกมาเลยสักคำ มันได้แต่ก้มหน้าก้มตาคลานของมันต่อไป เรื่อย

ๆ และอย่างอดทน "พยายามเข้าน่ะท่านเต่า" บรรดาสัตว์ ต่างๆ

บางกลุ่มที่มารวมกันเพื่อมาดูเป็นสักขีพยานกับการแข่งขันครั้งนี้ทั้งหลาย นั้น

ต่างก็ส่งเสียงให้กำลังใจกับเจ้าเต่ากันเป็นการ ใหญ่ แต่ก็มีสัตว์บางพวกทีเห็นความเชื่องช้าของเจ้าเต่า

แล้วต้องเอามือกุมท้องหัวเราะเสียงดัง แล้วพูดทั้งหัวเราะว่า " ท่าน เต่า ๆ แต่เราว่านะ

ท่านนี่ช่างเป็นผู้ที่เดินได้ช้าที่สุดในโลก ! เลยนะจะบอกให้ ฮ่า ๆๆๆๆ " ข้างฝ่ายกระต่ายเมื่อรอแล้วรออีก รอเท่าไหร่ ๆ

ก็ไม่เห็นว่าจะมีทีท่าที่เจ้าเต่าจะโผล่หัวออกมาให้เห็นสักที...มันจึงให้ เป็นเบื่อหนาระอาใจเป็นอย่างมาก...

และเมื่อมันเดินมาจนถึงใต้ขอนไม้ขอนหนึ่ง มันจึงเข้าไปนั่งพักใต้ขอนไม้ที่เห็นนั้น ซึ่งมันหมายจะเอาเป็นที่ดักรอการมา

ของเจ้าเต่านั่นเอง "นอนซักงีบหนึ่งดีกว่า.. ถึงยังไงเจ้าเต่ามันก็ไม่มีทางตามเราทันหรอก" มันพึมพำพร้อมเอนหลังพิงขอนไม้

แล้วหลับไป และ แล้วเมื่อเต่าคลานมาจนถึงตรงที่กระต่ายนอนหลับอยู่อย่างมีความสุขนั้น "

อ้าร้า...เจ้ากระต่ายมันมานอนกรนอยู่ตรงนี้ ! เสียงดังคร๊อกฟี้..คร๊อกฟี่ เลยทีเดียว " เต่ามองนิดหนึ่งแล้วก็เดินของมันต่อไป

อย่างอดทนหาได้คิดที่จะหยุดพักเหมือนกับ กระต่ายไม่ เต่ากลับก้มหน้าก้มตาคลานต่อไป ...คลานต่อไป

...แม้จะเหนื่อยแสนเหนื่อยก็ไม่ได้ทำให้ย่อท้อ เพราะจุดมุ่งหมาย ของมันอยู่ที่เส้นชัยนั่นเอง....."

ถึงแม้ขาของข้านั้นจะสั้นคลานช้า แต่ว่าข้านี่น่ะ ก็มีที่ดีเลิศเรื่องความอดทน...ถ้าพูดถึงเรื่อง

นั้นแล้ว..ข้าหละก็..ไม่เคยที่จะแพ้ใครเลยทีเดียว ! " ตะวัน บ่ายคล้อยมากแล้ว กระต่ายจึงได้ตื่นขึ้นมา

มันเดินมาจนพบหมีใหญ่ตัวหนึ่ง "ไง! เจ้ากระต่าย วันนี้เจ้าต้องวิ่งแข่ง กับเต่าไม่ใช่เรอะ" หมีร้องถาม "ใช่!

แต่เจ้าเต่าไม่มีทางตามข้าทันหรอก" กระต่ายตอบ "เนี่ย! ยังไม่เห็นเงาเจ้าเต่าเลย" มันคุยโวต่อ "เฮ้! ตะกี้ข้าผ่านมา

สวนทางกับเต่าข้างหน้านู่น เจ้ามัวไปทำอไรอยู่" หมีร้องบอก คำพูดของหมีทำให้กระต่าย ต้องถึงกับสะดุ้งโหยงเลยทีเดียว

และพร้อมกันนั้นมันก็รีบตาลีตาเหลือกวิ่งออกไปข้างหน้าทันที.... แต่ช้าไปเสียแล้ว

เพราะเมื่อกระต่ายมองไปที่เส้นชัยมันก็แทบจะเข่าอ่อน เพราะที่นั่นปรากฏว่ามีร่างของเต่ายืนยิ้มเผล่อยู่ " ไง!

เพิ่งมาถึงเรอะ ข้ารอเจ้าอยู่ตั้งนานสองนานแน่ะ ! " เต่าร้องบอกกระต่าย บรรดาสัตว์ต่างๆ ก็เข้ามาแสดงความยินดี กับเต่า

คงปล่อยให้เจ้ากระต่ายมองด้วยดวงตาละห้อยเหมือนจะร้องไห้ "ไม่น่าเลยเรา" กระต่ายพึมพำในใจเบาๆ ด้วยความ อับอาย

มันจึงมุ่งหน้าหลบหนีออกจากป่าแห่งนั้น แล้วก็ไม่ยอมหวนกลับมาอีกเลย...

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า "

อย่าประมาทหรือดูถูกผู้ที่ต่ำต้อยหรือด้อยกว่าเรา " (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป กระต่าย กับ เต่ากระต่าย กับ เต่า


'ฟิล์ม'โต้ถูกอังกฤษเรียกเคลียร์คดี อุบตรวจDNA-ขึ้นศาล18มิ.ย.นี้ - ข่าวไทยรัฐออนไลน์


ฟิล์ม-รัฐภูมิ โต้ถูกอังกฤษเรียกเคลียร์คดีกรณีข่าวมอมยาสาว-ถ่ายหนังโป๊ ลั่นเรื่องจบไปแล้ว อุบตอบตรวจดีเอ็นเอ เผยเตรียมขึ้นศาลกรณีแอนนี่ บรู๊ค 18 มิ.ย.นี้ แต่ยังไม่รู้รายละเอียด-ให้ทนายจัดการ โวเล่นคอนเสิร์ต จ.ยะลา แฟนๆ ให้กำลังใจเพียบ...ยังไม่จบง่ายๆ สำหรับกรณี "ลูกใครหว่า" ระหว่างนักร้องหนุ่ม ฟิล์ม-รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ กับ นักแสดงสาวลูกครึ่ง แอนนี่

บรู๊ค เพราะล่าสุดมีประเด็นเมาท์แซดว่าทั้งคู่เตรียมจะตรวจดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์ว่า น้องคากิ-ด.ช.ฑีฆายุ แก้วไทรหาญ ลูกชายของ แอนนี่ เป็นลูกของหนุ่มฟิล์ม หรือไม่ ซึ่งทางหนุ่มฟิล์ม เองก็ต้องเตรียมไปขึ้นศาลกรณีเรื่องนี้ในวันที่ 18 มิ.ย.นี้อีกด้วย แต่เรื่องวุ่นๆ ของหนุ่มฟิล์ม ดูเหมือนยังไม่จบแค่นี้ เพราะล่าสุดมีข่าวลืออีกว่าหนุ่มฟิล์ม

ถูกศาลอังกฤษเรียกตัวกลับไปเคลียร์คดีกรณีถูกเข้าใจผิดเรื่องถ่ายหนังโป๊และมอมยาสาว และเมื่อ ฟิล์ม มาร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัวเพลงรณรงค์เชิญชวนเลือกตั้ง ที่ห้องประชุมสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ศูนย์ราชการ ถ.แจ้งวัฒนะ จึงได้ชี้แจงถึงทุกเรื่องทันที พร้อมทั้งแจกพระหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี

แก่นักข่าวบันเทิงที่มาร่วมงานครั้งนี้ หลังเจ้าตัวมีโอกาสไปเล่นคอนเสิร์ตที่ จ.ยะลา และได้ไปไหว้พระที่วัดดังกล่่าวด้วยเห็นมีแจกพระให้นักข่าว ไปที่ไหนมา? "คือเมื่อวันก่อนผมไปเล่นคอนเสิร์ตที่ จ.ยะลา ก็ได้ไปไหว้พระที่วัดช้างให้ มาครับ พอดีทางเจ้าอาวาสบอกว่าทำแทบจะไม่ได้แล้ว เพราะในการที่จะนำเครื่องหล่อไปทำมันลำบากมากครับ

เพราะบางทีจะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นตลอดครับ ผมก็เช่าพระมาเยอะเลยมาแจกพี่ๆ นักข่าวครับ" เหมือนต้องการจะบอกอะไรหรือเปล่า? "ไม่มีอะไรครับ เพราะว่าเป็นของดี และอยากให้ทุกคนเก็บไว้ครับ" แฟนคลับที่นั่นต้อนรับยังไงบ้าง? "เยอะมากครับ ก็ดีใจครับ ผมไป ผมก็คิดว่าไม่รู้จะมีคนมาดูกันเยอะหรือเปล่าเพราะสถานการณ์ยังไม่ค่อยสงบครับ ก็ตื่นเต้นเหมือนกัน

แต่พอเข้าไปถึงงานคนก็มาดู วันนั้นคนที่ลอดอุโมงค์ผ่านมาตรวจอาวุธ 150,000 คนครับ ก็เยอะมาก ตกใจเลย พอขึ้นมาบนเวทีคนเยอะมากเหมือนกัน" กลัวไหมที่ไปที่โน่น? "ไม่นะครับ เพราะจริงๆ ภาพที่เห็นไม่เหมือนอย่างกับข่าวเลยเพราะว่าทุกคนที่มามีแต่ความรักให้เรา ทุกคนต้อนรับผมดีมากๆครับ"ช่วงนี้ต้องกลับไปทำอะไรที่อังกฤษไหม? "ไม่ต้องแล้วครับ"

แต่มีข่าวว่าศาลอังกฤษเรียกตัวเรากลับไปเคลียร์คดีเรื่องหลักฐานมอมยาสาวกับเรื่องเข้าใจผิดถ่ายหนังโป๊? "จริงๆข่าวนี้ผมพูดมานานมากแล้วครับ ผมก็บอกไปหลายรอบแล้ว จริงๆเป็นเรื่องที่ดีของฟิล์มนะครับที่ผมไปอังกฤษแล้วได้ถ่ายเรียลลิตี้ตัวเองไว้ด้วย เลยโชคดีมากๆ ถ้าเกิดใครไปทำอะไรอยู่ที่นั่น ดูได้ที่ช่อง 8 อินฟินิตี้ จะมีทุกคำตอบรอทุกคนอยู่แล้ว

จริงๆเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นแค่คำฟ้องที่ทางนั้นฟ้องเรามา แต่ทำจริงไหมถ้าทำจริง ผมคงไม่มายืนอยู่ตรงนี้หรอกครับ แต่เรื่องทุกเรื่องมันเข้าใจผิดกันได้ในด้านภาษา การสื่อสารต่างๆครับ ก็มีเขาหาว่าผมเป็นทีมงานถ่ายหนังโป๊ ซึ่งผมเล่าไปแล้ว ผมก็ไม่อยากพูดอีกครับ" แต่เรื่องให้กลับไปเคลียร์ไม่มี? "ไม่มีครับ"

ที่ฟิล์มไม่ได้กลับอังกฤษไปเป็นข้อพิสูจน์ว่าไม่มีอะไร? "ใช่ครับ แต่จริงๆในรูปคดีในคำฟ้องเนี่ย คือเขาฟ้องไว้ ผมก็ไม่มีอะไรเพราะผมเป็นแค่ผู้ถูกกล่าวหา ตอนนี้กลับมาทำงานเหมือนเดิม ซึ่งคดีตอนนี้น่าจะจบแล้วครับ ไม่มีอะไร เขาก็ไม่ได้ว่าอะไรผมเลย

ผมก็ไปลากับทางเจ้าทุกข์ที่เขาแจ้งไว้เท่านั้นเอง"ตลอดเวลาที่ผ่านมาฟิล์มเหมือนแสดงตัวทราบว่าดีเอ็นเอไม่ใช่ของฟิล์ม เรามั่นใจขนาดนั้นแล้ว? "จริงๆผมว่าอันนี้อยู่ในขั้นตอนของศาลครับ ในเร็วๆ นี้ ผมว่าทุกคนก็ะได้รู้กันว่าอะไรคืออะไร ผมก็ยังพูดอะไรไม่ได้ครับ เพราะทุกเรื่องของผมขึ้นอยู่กับศาลตอนนี้ ผมพูดไปอาจจะไปกระทบใคร อาจจะไม่ดี

ตอนนี้ผมว่าความจริงก็คือความจริงแหละครับ ทุกๆคนพยายามเดินทางที่ถูกต้องที่สุด พยายามให้เวลาพิสูจน์ ผมก็ต้องรอวันนั้น" ศาลมีกำหนดบอกรายละเอียดเมื่อไหร่ยังไง? "ผมว่าน่าจะเร็วๆนี้นะครับ เพราะจริงๆ มันก็หนีอะไรกันไม่ได้" แสดงว่ามีการตรวจดีเอ็นเอแล้ว? "ตรงนั้นผมยังไม่ทราบจริงๆ ครับ" ตัวเราไปตรวจหรือยัง? "พูดไม่ได้จริงๆครับ" เห็นว่าจะขึ้นศาลวันที่ 18

มิ.ย.หรือเปล่า? "ใช่ครับ วันที่ 18 มิ.ย.นี้ ผมยังไม่ทราบอะไรจริงๆครับ ทราบแค่ว่าจะไป แต่ยังไม่รู้ว่าต้องไปทำอะไร ทางทนายยังไม่ได้แจ้งล่วงหน้าครับ" เหมือนยกให้ทางทนายจัดการ? "ถูกต้องครับ" ความรู้สึกของฟิล์มเกี่ยวกับเรื่องนี้? "ผมก็ไม่ได้คิดอะไรนานแล้วครับ ทุกๆคน ทั้งผมและครอบครัวผม ทุกๆคนที่เป็นผู้ใหญ่ของผม

ทุกคนยืนยันคำเดิมว่าทำทุกอย่างให้มันถูกต้องที่สุดครับ" แล้วฟิล์มต้องขึ้นศาลที่ไหน? "ผมยังไม่ทราบจริงๆครับ แต่ผมเองต้องไปอยู่แล้วครับ" สบายใจไหมช่วงนี้? "สบายใจครับ ก็ไม่มีอะไร ตอนนี้ก็พยายามทำงานอย่างเดียว เพราะว่าเพียงลำพังที่ผมยืนยังไม่ไหวเลย มันก็ต้องเร่งทำหน่อยครับ" ตื่นเต้นไหมว่าผลจะเป็นยังไง? "ไม่มีตื่นเต้นเลยครับ" มั่นใจว่าจะชนะไหม? "จริงๆ

ตรงนั้นไม่ใช่ประเด็นครับ ประเด็นคือผมอยากให้ทุกคนรู้ว่าอะไรคืออะไรแค่นั้นเองครับ".
Tag :


'พ้อย' รับคุย 'เจย์' ให้คำแนะนำดีๆ - ข่าวไทยรัฐออนไลน์


ไม่คิดปิดบัง พ้อย-พรวรา นักร้องสาวเจ้าของเพลง "แบกความเหงาให้เธอไม่ไหว" ค่าย อาร์เอส รับสนิท เจย์-ศุภกาญจน์ ปลอดภัย ในฐานะเพื่อน "ยังไม่ถึงขั้นคบค่ะ คุยๆกันไม่นานเอง พี่เขาเป็นเพื่อนของเพื่อน ก็มีโอกาสได้รู้จักกัน เรื่องจะพัฒนามั้ย พ้อยยังตอบไม่ได้หรอกค่ะ ความสัมพันธ์ตอนนี้ก็เป็นเพื่อนเป็นพี่น้องกัน อีกอย่างพ้อยอายุยังน้อย

ยังไม่คิดเรื่องความรัก เพราะต้องทำงานและเรียน" เจย์โตกว่าคุยกันกลัวมีปัญหามั้ย? "ไม่มีค่ะ ก็คุยกันได้เรื่อยๆ แต่พี่เขาอยู่วงการมานานกว่ามีประสบการณ์มากกว่า น่าจะมีคำแนะนำที่ดีให้ได้ค่ะ ไปไหนกันก็ไม่บ่อย ไปเป็นกลุ่มมากกว่า".
Tag :


'วี-วีรภาพ' เชื่อบ้านเมืองจะดีจะแย่ขึ้นอยู่กับเรา - ข่าวไทยรัฐออนไลน์


จับ 'วี-วีรภาพ สุภาพไพบูลย์' แยกตัวชั่วคราวจากหวานใจ 'ปุ๊กลุก-ฝนทิพย์ วัชรตระกูล' มาคุยเรื่องเครียดๆ บ้านเมืองกับการเลือกตั้ง..."ประเทศเราจะไปในทิศทางไหน จะดีหรือแย่ก็ขึ้นอยู่กับพวกเราคนไทยในชาติ เราทุกคนมีหน้าที่ต้องไปเลือกตั้ง ผมถ้าไม่มีเหตุจำเป็นจริงๆ ก็ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งทุกครั้ง อยากให้ทุกคนออกไปใช้สิทธิ์ อย่าไปคิด

แค่เราคนเดียวไม่ออกไปใช้สิทธิ์คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถ้าหลายๆ คนคิดแบบนี้มันก็หลายเสียง ประเทศเราก็จะแย่ได้ อยากให้สละเวลากันนิดหนึ่งออกไปเลือกตั้งกัน 1 เสียงของพวกเรามีความหมายมากๆ ครับ"เอียนแล้วจ๊ะวี การเมืองไทยไฉนเลยจะไปเลือกตั้งให้เมื่อยตุ้ม "ถ้าเราไม่สนใจ ละเลย ไม่ติดตามการเมือง ก็จะเป็นช่องทางให้คนไม่ดีเข้าไปหากินมากขึ้น

เราทุกคนต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองครับ แต่จะยุ่งวิธีไหนมากกว่า ทุกๆ ปัญหาไม่ใช่พูดแล้วจะทำได้เลย การเมืองที่ดี ผมว่าต้องเริ่มจากตัวเรา ก็เริ่มจากการเลือกตั้ง ค่อยๆ ปรับ ค่อยๆ แก้ อย่างเรื่องคอรัปชั่นไม่ใช่เพิ่งมาเกิด เป็นปัญหามานานแล้ว ค่อยๆ แก้กันไป"ทุกๆ พรรคดาหน้าประชานิยมกันจัง ชอบนโยบายพรรคไหนเป็นพิเศษมั้ยวี "ของแบบนี้พูดไปมันก็ไม่ดี

เป็นสิทธิส่วนบุคคล ถ้าผมบอกว่าชอบพรรคนั้นพรรคนี้ก็จะเป็นการชี้นำได้ ก็อยากให้ตัดสินใจกันเองว่า ชอบนโยบายพรรคไหน ก็เลือกกันตามใจครับ"
Tag :


'ไมค์' คู่ควง 'อั้ม' ชั่วคราว พักเรื่องสาวบ้างานเต็มที่


ตกเป็นข่าวว่านางเอกสาว อั้ม-พัชราภา ควง ไมค์-พิรัชต์ นิธิไพศาลกุล เย้ยอดีตคนรู้ใจในงานวันเกิดเพื่อนซี้ เมย์ เฟื่องอารมย์ เจอไมค์ในงาน “สตาร์ปาร์ตี้ทีวีพูล” ที่สโมสรทหารบก เลยถามว่าจริงรึเปล่า ซึ่ง ไมค์ เผยว่า “ยังไม่เห็นข่าวเลยครับ แต่ว่าพี่อั้มไม่ได้ควงเย้ยใคร ไม่จำเป็นต้องทำ เราควงกันเล่นเหมือนกับไปปาร์ตี้ สนุกสนานกัน

ข่าวนี้ไมค์ว่าเป็นข่าวขำๆ ไม่ได้ซีเรียสอะไร ผมสนิทกับพี่ๆในกลุ่มนี้อยู่แล้ว เลยไม่ได้ ตื่นเต้นอะไรมากกับการไปร่วมงานนี้ สนุกมากกว่า” ไม่มีตัวจริงสักทีเลยโดนจับคู่กับสาวๆ? “ไม่รู้สิครับ อันนี้ไมค์ไม่ได้ทำตัวเอง แต่โดนจับเข้าไปโยงเองครับ” ไมค์เปิดให้ใครเข้ามารึยัง? “ตอนนี้ไมค์ถูกด่าว่าเป็นไอ้บ้างาน ก็โอเคกว่า  ฉายาอื่นๆ ผมก็บ้างานจริงๆ ครับ

ไปไหนสิ่งที่ไมค์พูดคืองานอย่างเดียวเท่านั้นกับเงิน เรื่องอื่น ไมค์เลิกพูดไปนานแล้ว” แสดงว่ายังไม่เปิด? “ยังไม่เปิดอยู่แล้วครับผม ไมค์คิดว่ายังไงรุ่นเราก็ยังไม่ได้แต่งงาน ใช้ชีวิตวัยรุ่นให้พอดีกว่า ใช้ให้คุ้ม ใช้ให้เป็น” สเปกสาว? “ผู้หญิงที่ทำงานและรับผิดชอบได้ เป็นคนที่มีความคิดที่โต เป็นผู้ใหญ่ สเปกผมจะต่างจากเมื่อก่อน

เพราะเมื่อก่อนเราจะดูภายนอก แต่ตอนนี้พูดถึงเรื่องความคิดและจิตใจ นั้นคือสิ่งที่ไมค์ค้นหาอยู่ แต่ว่าไมค์ยัง ไม่เจอครับ” ถ้าแก่กว่าโอเค? “แก่กว่าก็โอเคครับ ไม่เกี่ยงเรื่องอายุ ไม่ใช่ว่าเรามองความรักเปลี่ยนไป มันแค่มีข้อมูลมากขึ้น รู้มากขึ้นแค่นั้นเองครับ เหมือนกับว่าเราเรียนรู้จากประสบการณ์ เอาข้อดีของมันมา ข้อเสียทิ้งไป

แล้วก็จำไว้ว่าเราเคยเจ็บ กับเหตุการณ์แบบนี้” แม่ขอมั้ยว่าอย่าเพิ่งมีแฟน? “คุณแม่ไม่ได้สนใจเรื่องนี้ครับ เค้าเห็นว่าเราโตแล้วดูแลงานได้ พิสูจน์มาตลอดให้ท่านเห็นว่าไมค์โตแล้ว ดูแลตัวเองได้ไม่ต้องเป็นห่วง” เหงามั้ยอย่างกอล์ฟก็มีแฟนแล้ว? “ไมค์รู้สึกว่ามีเพื่อนก็ได้ เพราะว่ามีแฟนมันก็เกิดพันธสัญญา ทำให้เราไม่มีสมาธิในการทำงาน

ถ้าจะมีแฟนเค้าก็ต้องเข้าใจเรามากๆ”.
Tag :


นิทานอีสป เรื่อง หมี กับคน เดินทาง


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง หมี กับคน เดินทาง ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

อ้วนผอมเพื่อนคู่ซี้นักเดินทาง กำลังเดินคู่กันมาด้วยความสามัคคีไปตามทางในป่าและพูดคุยกันไปอย่าง สนุกสนาน..แล้วอยู่

ๆในทันทีนั้นก็มีหมีป่าตัวใหญ่ตัวหนึ่งกระโดดออกมาจากพุ่มไม้ตรงด้านหลังของ ทั้ง

สองโดยไม่ทันรู้ตัว...เจ้าหมีป่าตัวใหญ่หมายจะทำร้ายนักเดินทางทั้งสองอย่าง จงใจนั่นเอง..." โฮก..ก้าวว์ "

มันร้องคำรามแล้วก้าวย่างสามขุมเข้ามา.." จ๊าก..หมี ๆๆ ช่วยด้วย " อ้วนผอมนักเดินทางทั้งสองพอเห็น

และรู้ตัวเข้าเท่านั้นก็ร้องลั่นและต่างก็พากันวิ่งหนีโกยอ้าวออกไปข้างหน้า อย่างไม่คิดชีวิตเลยทีเดียว...

ผอมนักเดินทางนั้นตัวเบาเมื่อวิ่งไปและเหลือบไปเห็นต้นไม้ต้นใหญ่ต้นหนึ่ง เข้าที่ข้างทางก็ปีนหนีขึ้นไปบน

ต้นไม้ต้นนั้นด้วยความเร็ว...ส่วนอ้วนนักเดินทางเพื่อนคู่ซี้นั้นตัวอ้วนและ หนักเลยไม่สามารถที่จะปีน

ขึ้นไปได้.. อ้วนนั้นด้วยความกลัวอย่างสุด ๆเหมือนกันจึงตะโกนบอกอ้อนวอนผอมเพี่อนคู่ซี้ให้ช่วยด้วยว่า " ว้า..เรา

ปีนขึ้นไปไม่ได้..ช่วยดึงมือเราหน่อยสิ ช่วยให้เราหนีขึ้นไปบนนั้นด้วยคนสิเพื่อน..ช่วยดึงมือเราหน่อย "

ผอมเมื่อได้ยินดังนั้นก็ตอบปฏิเสธให้เป็นพันละวันว่า " ไม่ได้..ไม่เอา ตัวอ้วน ๆหนัก ๆอย่างเจ้า..ถ้าข้าขืน

ช่วยดึงให้เดี๋ยวข้าก็พลัดตกลงไปอยู่ข้างล่างด้วยน่ะสิ...ข้ากลัวโดนหมีทำ ร้ายและกินเข้าไปน่ะสิวะ ..ไม่เอา

ด้วยหรอก..ข้ายังไม่อยากตาย " อ้วนให้เป็นเสียใจกับความเห็นแก่ตัวคิดเอาตัวรอดแต่คนเดียวของผอม

เพื่อนคู่ซี้คนนี้มากแต่เจ้าหมีป่านั้นมันกำลังตามเข้ามาจนเกือบจะถึงตัว อยู่รอมร่อนี่แล้ว อ้วนจึงด้วยความ

กลัวและไม่รู้ว่าจะทำยังไงดีเลยอยู่ ๆก็ล้มตัวลงนอนคว่ำหน้าอยู่ตรงนั้นและทำเป็นสลบนอนนิ่งอยู่อย่างนั้น

ด้วยเพราะไม่รู้ว่าจะทำอะไรที่ดีกว่านี้อีกแล้วนั่นเอง... อ้วน นั้นเคยได้ยินคนแก่ ๆผู้มีประสบการณ์เคยบอกว่า "

เมื่อเจอหมีและจนตัวหนีไม่ทันละก็ ให้แกล้งลงนอน ทำเป็นตายนะเพราะหมีมันมีสัญชาติญาณอยู่ว่ามันจะไม่กินของที่ไม่มีชิวิตน่ะ

จำคำนี้เอาไว้ก็แล้วกันถ้ารักจะ เดินทางน่ะ เชื่อเถอะ.. "อ้วนนอนนึกถึงคำสอนอันนี้ขึ้นมาได้เลยนอนนิ่ง

ๆแกล้งทำเป็นตายไม่กระดุกกระดิก เลยทีเดียว เจ้าหมีป่าเมื่อตามมาทันและเห็นว่าเยื่อของมันนั้นสงสัยจะตายไปแล้วก็เข้ามา

ดมไปตามหน้าตาม หูของเหยื่อเพื่อให้แน่ใจว่าตายแน่หรือยัง มันดมสำรวจอยู่สักพักจนมันแน่ใจว่าคงตายไปแล้วเพราะไม่เห็น

กระดุกกระดิกตรงไหนเลยมันเลยถอยและเดินจากตรงนั้นไปอย่างหมดหวัง...ผอมที่

อยู่บนต้นไม้เมื่อเห็นเหตุการณ์เช่นนั้นและหมีก็จากไปแล้วจึงค่อย ๆลงมาจากต้นไม้และรีบเข้าไปเขย่าอ้วนให้ลุกขึ้นและพูดว่า

" เฮ้อ..รอดไปที เจ้าหมีมันหนีไปแล้วหละ ทำไมมันถึงหนีไปก็ไม่รู้..นี่อ้วนนายคิดว่ายังไงหือ? ว่าทำไมมัน ถึงหนีไปน่ะ "แล้ว

เมื่อกี่นี้..เราเห็นหมีมันทำท่าทางเหมือนเข้าไปกระซิบอะไรที่ข้างหูนายหรือ ?..มันกระซิบบอกอะไรนาย ล่ะ ?"

อ้วนจึงลุกขึ้นมาแล้วพูดกับผอมว่า " เออ..หมีมันกระซิบบอกกับเราว่า..เพื่อนที่ถึงเวลาที่กำลังเดือด

ร้อนและมีอันตรายนั้นตัวเองหนีรอดได้คนเดียวก็เป็นใช้ได้นั้นน่ะ..ไม่ใช่ เพื่อนจะเอามาเป็นเพื่อนผู้ร่วมเดิน

ทางด้วยนั้นไม่ได้หรอก..แล้วมันยังบอกอีกด้วยว่าเพื่อนผู้ร่วมเดินทางผู้ที่ เวลาที่กำลังเดือดร้อนและได้อัน

ตรายแล้วช่วยกันหาทางให้พ้นอันตรายด้วยกันนั้นคือเพื่อนแท้ด้วยหละ นายว่าจริงอย่างที่มันกระซิบ บอกหรือปล่าวล่ะ

แต่เราน่ะเชื่อมันแหละ..ว่าจริงอย่างที่มันกระซิบบอกจริง ๆ " พูดจบแล้วอ้วนก็ออก

เดินจากตรงนั้นและจากผอมไปในทันทีปล่อยให้ผอมยืนงงอยู่อย่างนั้นโดยไม่ทัน ได้คิดหาคำตอบแก้ตัว

ได้แต่อย่างใด...

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า       

คนที่เห็นแก่ตัวชอบเอาตัวรอดแต่ผู้เดียวนั้นไม่ใช่เพื่อนแท้อย่างแน่นอน (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป หมี กับคน เดินทางหมี กับคน เดินทาง


นิทานอีสป เรื่อง มด กับตัว ดักแด้


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง มด กับตัว ดักแด้ ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

ในคืนวันหนึ่งที่ในป่าลึก ได้เกิดลมมรสุมลูกใหญ่พัดกระหน่ำลงมาตลอดทั้งคืน...เรียกว่ามันเป็นคืน

ที่สยองและโหดร้ายอย่างมากเลยทีเดียว...และกว่าลมมรสุมลูกนั้นจะพัดผ่านพ้น ลงไปก็เช้าพอดี

พระอาทิตย์แย้มหน้าออกมาส่องแสงให้ความสว่างไสวไปทั่วทั้งป่า มีมดตัวหนึ่ง ค่อย ๆแย้มหน้าของมัน

โผล่หัวออกมาจากใต้ใบไม้แห้งที่วางปิดอยู่บนปากหลุมใต้ต้นไม้ต้นใหญ่ต้น หนึ่งที่เมื่อคืนมันได้ใช้

เป็นที่หลบลมพายุลูกร้ายลูกนั้นอยู่ทั้งคืน...       " โอ้ย...สุดแสนจะน่ากลัวและโหดร้ายมากเลยเมื่อคืนนี้ "

เมื่อมันโผล่หัวออกมาได้ ก็บ่นงึมงำอย่างหัว เสียเป็นที่สุด แล้วขณะนั้นมันก็ได้เหลือบไปเห็นสิ่งหนึ่งเข้า

เจ้าสิ่งนั้นเคลื่อนไหวไปมาอย่างลำบาก ลำบนกลิ้งกระดืบออกมาจากใต้ใบไม้แห้งข้าง ๆตัวของมัน

มันหละให้เป็นนึกขะหยะขะแหยงและความรู้ สึกไม่ค่อยจะดีในความน่าเกลียดของเจ้าสิ่งที่มันได้เห็นนั้น

ทำไมถึงน่าเกลียดน่าชังอย่างนี้นะ...มันคิด แล้วก็พร้อมกันนั้นมันก็พูดขึ้นกับเจ้าสิ่งนั้นว่า " นี่เอ็ง...เป็นตัวอะไรฟะ

มือก็ไม่มีขาก็ไม่มี จะเคลื่อนไหว แต่ละทีก็ลำบากลำบนออกอย่างนั้น...ทำไมเจ้าถึงเป็นแมลงตะกูลที่น่าเกลียดที่

สุดในโลกอย่างนี้เล่า... "       สิ่ง ที่มันนึกขะหยะขะแหยงนั้นคือตัวดักแด้ที่กำลังรอเวลาที่จะลอกคราบอยู่ในอีก

ไม่นานแต่เพราะลม มรสุมเมื่อคืน มันจึงโดนพัดให้ตกลงมาสู่พื้นดินด้านล่างอย่างโชคร้าย..." ขอโทษทีนะท่าน

ที่ทำให้ท่านความรู้สึกไม่ดีเมื่อเห็นเราเข้า เราเป็นดักแด้ตัวอ่อนของแมลงชนิดหนึ่ง มือก็ไม่มี ขาก็ไม่มี

จึงเดินไม่ได้เหมือนอย่างท่าน " เจ้ามดเมื่อได้ฟังดังนั้นก็ทำหน้าเบ้ แล้วพูดว่า " แมลงอย่างเจ้า เกิดมามีกรรม

เสียชาติเกิดนะ เป็นแมลงจะต้องมีขาแล้วต้องเดินได้ปีนต้นไม้ได้ เหมือนอย่างข้านี่สิ ถึงจะเรียกว่าแมลง

ไม่เสียชาติเกิด...ช่างเป็นเรื่องที่น่าอายอย่างเหลือเกินถ้าจะให้ข้านับ เจ้าว่าเป็นพวกพ้อง แมลงเผ่าพันธุ์เดียวกันกับข้า

ฮึ...เสียความรู้สึกเป็นที่สุด " เจ้ามดพูดว่าและดูถูกตัวดักแด้ตัวนั้นให้เสียใจ อย่างมาก...แล้วมันก็เดินหนีจากไปทันที...  

    เมื่อ เวลาได้ผ่านมาวันหนึ่ง หลังจากที่ฝนได้ตกลงมาอย่างหนัก พื้นดินทั่วทั้งป่าก็บรรดาลให้เกิดเป็นโคลน

เป็นตมไปหมดทั่วทุกที่ ขณะที่เจ้ามดตัวเดิมกำลังเดินลุยโคลนอยู่ด้วยความลำบากลำบนเพราะกว่ามัน

จะก้าวขาออกไปข้างหน้าได้แต่ละก้าวนั้น โคลนเหลว ๆที่เกาะอยู่ตามแข้งตามขาของมันคอยยึดขาของ

มันไว้ติดเหนียวแน่นทำให้เดินลำบากน่ารำคาญอย่างยิ่ง มันจึงบ่นขึ้นด้วยความหัวเสีย " โอ้ย...โคลนเละ ๆ เหลว ๆทั้งนั้น

เดินลำบากยากเย็นเสียจริง ๆ " มันบ่นไปเดินไปและคิดว่าแหมวันนี้มันช่างโชคร้าย เสียเหลือเกิน...แล้วขณะนั้นอยู่ ๆก็มีเสียง

ๆหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านบนเหนือหัวของมันว่า " แมลงที่มีขา อย่างเดียวไม่มีปีกบินไปไหนมาไหนหนีภัยไม่ได้อย่างเจ้า

ก็จำเป็นจะต้องได้รับกรรมจำต้องเดินด้วย ความลำบากลำบนในที่ ๆทีเป็นโคลนเป็นตมอย่างนั้น

ช่างน่าสงสารเสียเหลือเกินนะเนี่ย...เกิดมาเป็น แมลงมีแต่ขาอย่างเดียวอย่างเจ้านี่ เสียชาติเกิดนะ

เจ้ามดเอ๋ย..ช่างน่าอายเหลือเกินถ้าจะให้ข้านับเจ้า ว่าเป็นแมลงเผ่าพันธุ์พวกพ้องเดียวกันกับข้า...ช่างน่าอายเสียจริง ๆ"  

    เจ้า มดรีบเงยหน้าขึ้นมองตามเสียงที่พูดดูถูกดูแคลนมันอยู่ทันที แล้วมันก็ได้เห็นผีเสื้อที่สวยงามมาก

ตัวหนึ่งกำลังกะพือปีกที่กว้างใหญ่และสวยงามนั้นเหมือนอวดเยาะเย้ยอยู่ด้าน บน มันจึงพูดว่า " อันนั้นมัน เรื่องของข้า

ก็ข้าเกิดมาไม่มีปีกเหมือนเจ้านี่ก็จำเป็นที่จะต้องเดินลุยโคลนลุยตมอยู่ อย่างนี้ แล้วทำไม

เจ้าจึงมาว่าข้าอย่างเสียหายอย่างนี้เล่า " ผีเสื้อจึงตอบออกมาแบบเหยียดหยามว่า " เจ้ามดจอมปากเสีย

ข้าคือตัวดักแด้ตัวที่แกเคยพูดดูถูกเหยียดหยามเอาไว้ครั้งหนึ่งให้ต้องได้ ช้ำใจ...เจ้าพอจะนึกออกไหม?ล่ะ

ตอนนี้ข้าได้ลอกคราบออกมาแล้วเป็นผีเสื้อมีปีกที่สวยงามและสามารถที่จะบินไป ในที่ไหน ๆได้อย่างสะดวก

สบายและอิสระ...น่าสงสารเจ้านะเกิดมาไม่มีปีก มีแต่ขาก็กรรมมากพออยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะเดิน

ได้อย่างอิสระเสียอีกอย่างที่ข้าได้เห็นนี่น่ะ " ว่าทิ้งท้ายเสร็จแล้ว

ผีเสื้อก็กระพือปีกและบินจากไป...  

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า  หัวเราะทีหลังย่อมดังกว่าเสมอและอย่างแน่นอนด้วย (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป มด กับตัว ดักแด้มด กับตัว ดักแด้


นิทานอีสป เรื่อง สิงโต เบา ปัญญา


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง สิงโต เบา ปัญญา ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

ในเช้าของวันที่มีอากาศแจ่มใสของวันหนึ่ง มีสิงโตตัวหนึ่งเดินทอดน่องมายัง ลำธารน้ำเพื่อหาน้ำดื่ม และ ณ

ที่ลำธารแห่งนั้น...มันได้พบกับสาวน้อยหน้าตา สวยงามมากนางหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกสาวของคนตัดฟืนเข้า สาวน้อยนางนั้นกำลัง

นั่งซักผ้าอยู่ที่ชายน้ำอย่างเพลิดเพลิน เจ้าสิงโตทันทีที่มันได้เห็นสาวน้อยนางนั้น

เข้ามันก็เกิดนึกรักนางขึ้นมาทันทีทันใดเลยทีเดียว " โอ๊ด..โต๊ด...โต๋...ทำไมสวยงาม น่ารักอย่างนี้นะ "

มันรำพึงและคิดที่จะได้นางมาไว้เป็นภรรยาของมัน มันจึงจ้องมอง ดูนางอย่างไม่ยอมวางตาเลยทีเดียว... เมื่อ

สาวน้อยนางนั้นเหลือบไปเห็นสิงโตซึ่งกำลังจ้องมองนางอยู่อย่างไม่วางตาอย่าง นั้นเข้า นางจึงตกใจกลัว

นางรีบวิ่งหนีกลับเข้าไปในบ้านทันที ส่วนเจ้าสิงโตนั้นความที่มัน นึกรักสาวน้อยนางนั้นขึ้นมาจริง ๆ มันจึงวิ่งตามเธอไปติด

ๆ...สาวน้อยเมื่อเข้าไปในบ้านแล้ว นางจึงรีบบอกกับพ่อของนางอย่างร้อนรนว่า " พ่อจ๋า มีสิงโตตัวหนึ่งวิ่งตามลูกมา

มันมานั่งอยู่ ตรงหน้าบ้านเรานี่แล้วแหละพ่อ " คน ตัดฟืนผู้พ่อจึงออกไปเปิดประตูดู

เจ้าสิงโตรีบพูดขึ้นโดยเร็วปรื๋อกับคนตัดฟืนว่า " ลูกสาว ของท่านช่างสวยงามเสียจริง ๆ

ข้าเห็นแล้วก็นึกรักอยากที่จะได้เธอมาเป็นภรรยา " สิงโตบอก หญิงสาวเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งตกใจเข้าไปอีก

นางยืนแอบและร้องให้ออกมาด้วยความกลัว แต่คนตัดฟืนผู้พ่อทำเป็นใจกล้าและพูดกับสิงโตว่า "

ถ้าอยากได้ลูกสาวข้าเราไปเป็นภรรยาแล้ว ละก็...ก่อนอื่นใดเจ้าต้องไปถอนเคี้ยวและตัดอุ้งเล็บที่แหลมคมออกจากอุ้งมือ

และอุ้งเท้าของเจ้าออกให้ หมดเสียก่อน เมื่อนั้นแหละลูกสาวของข้าจึงจะยอมไปเป็นภรรยาของเจ้า " เจ้า

สิงโตเมื่อได้ฟังดังนั้นก็ถึงบางอ้อเลยทีเดียว " อ้อ นี่คงเป็นเพราะกลัวเขี้ยวและเล็บที่แหลมคม ของข้าน่ะน้า..จึงวิ่งหนี ฮ่า

ๆๆๆ"มันจึงด้วยความดีใจรีบไปทำตามคำบอกของคนตัดฟืนทันที มันวิ่งไปขอให้หมอฟันช่วยถอนเคี้ยวออกจากปากของมันจนหมดทุกซี่

แล้วจึงไปหาช่างตีเหล็ก ขอให้ช่วยตัดอุ้งเล็บที่แหลมคมของมันออกทิ้งจนหมดสิ้น...จากนั้นมันก็กลับมา หาคนตัดฟืนเพื่อ

ให้ดูว่ามันไม่มีเขี้ยวและกรงเล็บที่แหลมคมเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว...เมื่อคน ตัดฟืนเห็นดังนั้นแล้ว จึงกล่าวกับสิงโตว่า "

ตอนนี้เจ้าก็เป็นสิงโตที่ไม่น่ากลัวอะไรอีกต่อไปแล้วหละ " พูดจบเขาก็หันไปคว้าไม้

ท่อนใหญ่มาไล่ตีสิงโตที่ไร้เคี้ยวเล็บตัวนั้นจนสะบักสะบอม..งอม...ไปหมด ทันที สิงโตทำอะไรและต่อสู้ป้อง

กันตัวไม่ได้จึงวิ่งตะเลิดหนีไปจากตรงนั้นทันที....

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า        ผู้ที่ไม่รู้จักระวังตัว

ไม่ประมาณตนเองย่อมได้รับผลอันเลวร้ายแก่ตน (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป สิงโต เบา ปัญญาสิงโต เบา ปัญญา


นิทานอีสป เรื่อง นกอินทรี เจ้าเล่ห์


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง นกอินทรี เจ้าเล่ห์ ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

นกอินทรีกับสุนัขจิ้งจอกได้อาศัยอยู่ที่ใกล้ ๆบริเวณป่าเดียวกัน มันเคยให้สัญญาว่า จะเป็นมิตรที่ดีต่อกัน...นกอินทรี

จะทำรังอาศัยอยู่บนยอดต้นไม้ ส่วนสุนัขจิ้งจอกนั้นก็ทำรังอาศัยอยู่ที่โคนต้นไม้ซึ่งเป็นโพรงเล็กๆต้น หนึ่ง

วันหนึ่งนกอินทรี ออกบินหาเหยื่อเพื่อจะนำกลับไปให้กับลูก ๆของมันไปทั่ว ๆป่า แต่วันนี้หาเท่าไหร่ ๆ ก็ไม่ได้เหยื่อ

อะไรเลยสักอย่าง และก็พอดีตอนนั้นมันได้มองลงไปเห็นรังของสุนัขจิ้งจอกซึ่งสร้างเป็นโพรงไว้ อยู่ที่ใต้โคนต้นไม้เข้า ลูก ๆ

ของ สุนัขจิ้งจอกกำลังออกมาชะเง้อคอคอยแม่สุนัขจิ้งจอกที่ได้ออกไปหาเหยื่อมาให้ กับลูก ๆ ของมันกินกันอยู่พอดีเหมือนกัน

แม่นกอินทรีเมื่อมองลงไปและเห็นว่าที่หน้าโพลงของสุนัขจิ้งจอกนั้น ได้มีแต่ลูก ๆ ของสุนัขจิ้งจอกอย่างเดียวก็ดีใจ " แม่ของ

พวกมันไม่อยู่ มีแต่ลูก ๆ ตั้งสามตัวแน่ะ.. เอาไปสักตัวคงจะไม่เป็นไรหรอกนะ.. " มันคิดอย่างเห็นแก่ตัวอย่างที่สุดเลยหละ

มันคิดว่าที่อยู่ของมันนั้นสูง สุนัขจิ้งจอกคงจะไม่มีปัญญาที่จะปีนป่ายขึ้นมาเอาลูกของมันคืนไปได้ และคงไม่มีทางที่จะทำ

อะไรมันได้อย่างแน่นอนเสียด้วย แล้ว ในขณะที่นกอินทรีกำลังบินถลาลงไปเพื่อจะเฉี่ยวเอาลูกสุนัขจิ้งจอกขึ้นมาอยู่ นั้น

ก็พอดีกับเป็นเวลาที่ แม่ของสุนัขจิ้งจอกได้คาบหนูตัวหนึ่งกลับมาที่โพลงของมันเข้าพอดี ลูก ๆ

ของสุนัขจิ้งจอกเมื่อมองเห็นแม่เข้า ก็ร้องกัน ขึ้นด้วยความดีใจ " เย้..เย้..แม่กลับมาแล้ว " แต่..ในฉับพลัน !

ทันทีนั้นก็มีเสียงตีปีกดังขึ้น " พรืบ..พรืบ " แล้วต่อหน้าต่อ

ตาของแม่สุนัขจิ้งจอกนั้นเลยทีเดียวที่เป็นจังหวะที่แม่นกอินทรีก็บินโผถลา ร่อนลงมา มันกางเล็บที่แหลมคมของมันกาง

เหยียดออก แล้วตะครุบเฉี่ยวเอาลูกของสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งได้ก็บินทยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ไปในทันที แม่

สุนัขจิ้งจอกเมื่อเห็นดังนั้นมันตกใจมาก จนหนูที่มันคาบอยู่ในปากเพื่อจะเอามาให้ลูกกินกันนั้นล่วงตกลงมาจาก ปากเลยทีเดียว

" อ๊ะ ! ..ลูกแม่ " มันมองจ้องจับสายตาไปที่แม่นกอินทรีอย่างไม่ยอมให้คลาดสายตาเลยทีเดียว แล้ว วิ่งตามไปติด ๆ อย่างไม่ลดละ

แล้วเมื่อมันตามมาทันจนถึงต้นไม้ที่เป็นรังของแม่นกอินทรีแล้ว.... มัน

ก็เฝ้าคร่ำครวญร้องขอลูกคืนต่อแม่นกอินทรีอย่างน่าเวทนาว่า " ได้โปรดเถิด คืนลูกให้กับฉันเถิด เธอก็มีลูกเหมือนกัน

ไม่ใช่หรือ? นึกว่าเห็นแก่หัวอกแม่ด้วยกันด้วยเถิด " แต่แม่นกอินทรีนั้นมันกลับตอบกลับมาอย่างจองหองที่สุดว่า " ลูก ๆ

ของฉันกำลังหิวกัน จะแย่อยู่แล้ว แต่..ถ้าเธออยากจะที่ได้ลูกของเธอคืนละก็..ก็ปีนขึ้นมาเอาไปสิ..ถ้าปีนขึ้น มาได้ละก็..ฉัน

ก็จะให้คืน ว่ายังไงปีนขึ้นมาให้ได้สิ " แม่นกอินทรีพูดแบบวางก้ามและท้าทาย เมื่อ แม่สุนัขจิ้งจอกได้ฟังดังนั้น

มันก็รีบที่จะปีนขึ้นไปบนต้นไม้เพื่อเอาลูกคืนทันทีเหมือนกัน แต่ ! ไม่ว่ามันจะกางเล็บแล้ว เอาจิกลงไปในผิวไม้

เพื่อที่จะพยายามปีนขึ้นไปเท่าไหร่ ๆ มันก็ไม่สามารถที่จะปีนขึ้นไปบนต้นไม้นั้นได้ " นี่ ฉันจะทำยังไงดี ล่ะ

ลูกของฉันจะต้องโดนกินเป็นอาหารของนกอินทรีเสียแล้วหรือนี่ " มันได้แต่ร้องให้คร่ำครวญปานน้ำตาจะเป็นสายเลือด

และเมื่อมันหมดหนทางที่จะคิดปีนขึ้นไปบนต้นไม้ได้ มันจึงมองหาหนทางอื่นที่จะเอาลูกคืนให้ได้ไปรอบ ๆทั่วบริเวณนั้น.... แล้ว !

พลันมันก็ได้มองไปเห็นคบไฟที่มีคนจุดเอาไว้เข้า... "อ๊ะ...นั่นไฟนี่ เมื่อร้องขอกันดี ๆ แล้วไม่คืนให้

ทีนี้ฉันก็ต้องใช้วิธีสุดท้ายแล้วหละ " เมื่อมันคิดได้ดังนั้นแล้ว ก็วิ่งไปคาบเอา คบไฟที่มันได้มองเห็นนั้นมา

แล้วตะโกนบอกกับแม่นกอินทรีด้วยเสียงอันดังว่า " จงคืนลูกมาให้กับฉันเสียดี ๆ ถ้าไม่อย่าง นั้น

ฉันจะเอาไฟนี่เผาต้นไม้ต้นนี้เสีย..เธอก็คงจะรู้นะว่าถ้าต้นไม้โดนเผาแล้วละ ก็ ทั้งเธอและลูกของเธอก็จะโดนย่างตาย กันจนหมด

เร็ว ๆ รีบคืนลูกให้กับฉันเสียดี ๆ ฉันจะเผาแล้วนะ ! ได้ยินไหม? " แม่ นกอินทรีเมื่อได้ฟังเช่นนั้นก็ตกใจ

เพราะสำหรับมันน่ะแค่บินหนีไปเสียก็หมดเรื่อง แต่ลูก ๆ ของมันสิ เพิ่งจะแตก ออกมาจากใข่เมื่อไม่นาน และยังบินไม่ได้

มันจึงรีบตาเหลือกตาลานบอกกับแม่สุนัขจิ้งจอกว่า " ยอม..ยอม..ฉันยอม คืนลูกให้กับเธอแล้ว เดี๋ยวอย่าเพิ่งจุดไฟนะ ฉันยอมแล้ว "

ดังนั้นด้วยการเป็นเช่นนี้มันจึงยอมคืนลูกให้กับแม่สุนัขจิ้งจอก

ไป...ให้แต่โดยดี

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า อันธพาลและพวกที่ชอบระรานผู้อื่นนั้น

จะต้องมีวันถูกตอบแทนผลชั่วเข้าสักวันหนึ่ง............. (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป นกอินทรี เจ้าเล่ห์นกอินทรี เจ้าเล่ห์


นิทานอีสป เรื่อง ม้า กับ ลา ต่างกัน


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง ม้า กับ ลา ต่างกัน ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

ในฤดูร้อนที่ร้อนอบอ้าวมากของวันหนึ่ง พ่อค้าคนหนึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องนำของ ไปขายในที่ต่างเมือง

เขาคิดจะถนอมม้าเอาไว้ใช้เมื่อถึงแต่คราวที่มีความจำเป็น เท่านั้น จึงเอาสินค้าทั้งหมดใส่ไว้บนหลังลา

ส่วนม้านั้นเขากลับปล่อยให้เดินตัว เปล่าไม่ได้บรรทุกของอะไร ลาเมื่อถูกบรรทุกของหนัก ๆ และตอนนั้นก็กำลังเจ็บอยู่ด้วย

มันจึงพูดอย่างน่าสงสารกับม้าว่า " ท่านม้า ๆ ข้ามีอะไรจะขอร้องให้ท่านช่วยสักอย่าง หนึ่งได้ไหม ?

" ม้าเมื่อได้ฟังดังนั้นก็หันมามองแล้วทำท่าฟังอย่างไม่ค่อยที่จะเต็มใจสัก เท่าไหร่นัก แต่ลาก็พูดต่อไปว่า" ข้าไม่สบาย

และกำลังเจ็บอยู่ ช่วยแบ่งของไปจากหลังข้าบ้างเถิด ข้าไปไม่ไหวแล้ว ถ้าท่านช่วยแบ่งเบา ภาระอันหนักอึ้งนี้ไปได้บ้าง

บางทีข้าอาจจะกลับมีแรงขึ้นมาบ้างก็อาจเป็นได้ ถ้าท่านไม่ช่วย ข้าคงจะต้องตายเป็นแน่ แท้" แต่ม้ากลับตอบกลับมาอย่างโมโหว่า

"ช่างเป็นเรื่องที่บ้าบอคอแตก อะไรเช่นนี้ เจ้าพูดมาได้อย่างไร

เจ้าไม่รู้หรือไงว่าขาที่สำคัญของข้านี่น่ะมีเอาไว้สำหรับวิ่งให้ เร็วแต่เพียงอย่างเดียว

แล้วถ้าข้าเกิดมาช่วยเจ้าแบกของหนัก ๆ อย่างนั้น แล้วเกิดขาที่สำคัญของ ข้ามีอันต้องซ้นหรือฝกช้ำดำเขียวขึ้นมาแล้วล่ะก็

ใครจะเป็นคนรับผิดชอบให้ล่ะ เจ้านี่คิดบ้า ๆ เสียจริง ๆ ทนไปอีกหน่อยเถิดเดี๋ยวอะไร ๆ มันก็ดีขึ้นมาเองแหละ

อย่าบ่นไปนักเลย" ลา จึงไม่พูดอะไรต่อไปอีก อุตส่าห์เดินต่อไปในไม่ช้ามันก็หมดแรงล้มลงและขาดใจตายไป ตรงนั้น

เจ้าของเมื่อเห็นดังนั้นก็แก้เอาสินค้าที่อยู่บนหลังลาทั้งหมดเอามาใส่ไว้บน หลังม้า

เท่านั้นยังไม่พอยังแถมเอาศพของลาบรรทุกเพิ่มเข้าไปให้อีกด้วย ม้าจึงจำต้องเดินไปบ่นไปว่า " พุทโธ่ เอ๋ย เรานี่ชั่วเสียจริง

ๆ ไม่รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ถ้าตอนนั้นจะช่วยเจ้าลามันสักครึ่ง หนึ่ง บางทีมันอาจจะไม่ต้องมาตายไปเสียอย่างนี้

เฮ้อ...แล้วเป็นไงล่ะ เดี๋ยวนี้ตอนนี้ ต้องมาบรรทุกของหนักอย่างเดียวยังไม่พอ มิหนำซ้ำยังมีศพของเจ้าลามันเพิ่มเข้าไป ให้อีก

ซวยบรมไปเลยเห็นไหมล่ะ"

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า      

ไม่ทุกข์บ้างเป็นไม่รู้ว่าอย่างนั้น...คนที่ไม่รู้จักเห็นอกเห็นใจช่วย เหลือความทุกข์ของผู้อื่น ทุกข์นั้น

ก็อาจจะมาตกกับตัวเองบ้างดังนี้แล (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป ม้า กับ ลา ต่างกันม้า กับ ลา ต่างกัน


นิทานอีสป เรื่อง ผู้ใหญ่ ช่างสอน


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง ผู้ใหญ่ ช่างสอน ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

เด็กน้อยคนหนึ่งพลัดตกลงไปในเเม่น้ำจึงร้องตะโกนขึ้นว่า "ช่วยด้วย!  ช่วยด้วย! ว่ายน้ำไม่เป็น

ช่วยหนูด้วย" ขณะนั้นมีผู้ใหญ่คนหนึ่งเดินผ่านมาพอดี เมื่อได้ยินเสียงร้อง

ของเด็กจึงไปที่ริมฝั่งเเม่น้ำเเล้วอบรมสั่งสอนว่า "หนูช่างซุกซนเหลือเกินนะ ถ้ารู้ตัวว่าว่ายน้ำไม่เป็นเเล้วมาเล่น

ริมน้ำทำไม ไม่คิดหรือว่าถ้าตกลงไปใครจะมาช่วย" เด็กน้อยพยายามตะโกนตอบว่า "คุณน้าจ๋า ช่วยหนูขึ้นไปก่อน

เเล้วค่อยอบรมได้หรือไม่"

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า ช่วยเเก้ปัญหาให้เขาได้เสียก่อน เเล้วค่อยสั่งสอนเขา

ดีกว่าสั่งสอนหรือซ้ำเติมคนที่กำลังประสบปัญหา (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป ผู้ใหญ่ ช่างสอนผู้ใหญ่ ช่างสอน


นิทานอีสป เรื่อง พราน ใหม่ผู้ กล้าหาญ


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง พราน ใหม่ผู้ กล้าหาญ ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

พรานใหม่คนหนึ่งมักจะเข้าไปถามพวกคนตัดไม้ว่าเห็นหมูป่า บ้างไหม

บริเวณใดมีกวางมีเนื้อบ้าง เเต่พวกคนตัดไม้ก็ยังไม่เคยเห็นพรานใหม่ผู้นี้ล่าสัตว์ใดได้สักตัว วันหนึ่งพรานใหม่เข้าป่ามาเ

เต่เช้าพลางถามคนตัดไม้ว่า "พี่ชาย เห็นรอยเท้าสิงโตที่ไหนบ้าง ช่วยบอกด้วยเถิด" คนตัดไม้ก็บอกว่าเห็นอยู่ไม่ไกลนัก

ตนยินดีจะพาไปล่าถึง หน้าปากถ้ำสิงโตเลยทีเดียว เมื่อได้ยินเช่นนั้นพรานใหม่ก็ถึงกับส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน

ว่าตนเพียงอยากเห็นรอยเท้าสิงโตเท่านั้น มิได้อยากล่าสิงโต  

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า ผู้ที่ขี้ขลาด

มักเเสดงว่ากล้าหาญเมื่อภัยยังไม่มาถึง (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป พราน ใหม่ผู้ กล้าหาญพราน ใหม่ผู้ กล้าหาญ


นิทานอีสป เรื่อง เเมลงวัน หัวเราะ


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง เเมลงวัน หัวเราะ ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

เเมลงวันฝูงหนึ่ง ชักชวนกันไปตอมศีรษะของชายไร้ ผมคนหนึ่งจนเขารำคาญนัก พยายามใช้มือทั้งปัด ทั้งไล่

พวกเเมลงวันก็ยังไม่หนีไปไหน พากันตอม หัวล้านเป็นที่สนุกสนานสำราญใจ ชายหัวล้านจึงหาไม้เเส้มาปัดมาตี เเต่กลับพลาดตีใส่

ศีรษะตนเอง เห ล่าเเมลงวันเห็นเช่นนั้นก็หัวเราะเยาะเย้ยชายหัวล้าน เป็นการใหญ่ ชายหัวล้านจึงยิ่งโมโห ร้องเรียกลูกๆ หลานๆ

ให้เอาไม้เเส้มาไล่ ตีเเมลงวันจนตายเรียบ

ทั้งฝูง

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า อย่าเยาะเย้ยคนที่พลาดพลั้งเพราะจะเป็นภัยเเก่ตัวในภายหลังได้ (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป เเมลงวัน หัวเราะเเมลงวัน หัวเราะ


นิทานอีสป เรื่อง เเมว ผู้หวังดี


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง เเมว ผู้หวังดี ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

ด้วยเพราะเป็นสัตว์เลี้ยงอยู่ในบ้านเดียวกัน เเมวจึงเเวะไปเยี่ยม เเม่ไก่ที่นอนป่วยอยู่ในรังหลังบ้าน "เพื่อน เอ๋ย

เจ้านอนป่วยไข้อยู่อย่างนี้ถ้ามีอะไรจะให้ช่วยก็บอก ได้เลยนะ เราอยู่้บ้านเดียวกัน ไม่ต้องเกรงใจ ถึงข้าจะเคยไล่กัด

เจ้าในบางครั้งก็เถอะ อย่าถือสาเลยนะ นี่ข้ามาเยี่ยมเจ้าเพราะ

หวังดีจริงๆ" เเม่ไก่จึงพยายามยิ้มก่อนจะเอ่ยว่า "ถ้าเจ้าหวังดีก็ช่วยกลับไปกลับไปก่อนเถอะนะเพื่อนเอ๋ย ถ้าเจ้า

มาเยี่ยมอย่างนี้ข้าก็ยิ่งกลัวเจ้า

เเละคงจะป่วยหนักขึ้นเป็นเเน่"  

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า เเขกบางประเภทก็ไม่เป็นที่พึงปรารถนาของเจ้าบ้าน (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป เเมว ผู้หวังดีเเมว ผู้หวังดี


นิทานอีสป เรื่อง เมื่อสุนัขกัด


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง เมื่อสุนัขกัด ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

เมื่อเดินทางมาถึงเมืองนั้น ชายเร่ร่อนก็เข้าไปในตลาดเพื่อ หาซื้อข้าวของ เเต่บังเอิญเขาถูกสุนัขในตลาดกัดที่น่องจน

เป็นเเผล "ท่านต้องเอาขนมปังชุบเลือดจากเเผล เเล้วนำไปให้สุนัขตัวนั้น กิน

เเผลของท่านจึงจะหายได้เเละไม่เป็นพิษ" พ่อค้าคนหนึ่งเเนะนำ เเต่ ชายเร่ร่อนยิ้มเเล้วกล่าวว่า "ถ้าทำเช่นนั้น

สุนัขทุกตัวในเมืองก็จะมากัดข้าเป็นเเน่ เพราะรู้ว่า

เมื่อกัดข้าเเล้วจะได้กินขนมปัง"

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า ถ้าใช้เงินซื้อศัตรู มีเเต่จะได้ศัตรูมากขึ้นเรื่อยๆ (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป เมื่อสุนัขกัดเมื่อสุนัขกัด


นิทานอีสป เรื่อง ปลาโลมา กับ สิงโต


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง ปลาโลมา กับ สิงโต ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

ปลาโลมากับสิงโตได้ตกลงเป็นเพื่อนร่วมเป็นร่วมตายต่อกัน ครั้นวันหนึ่งสิงโตมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับควายป่าจนถึงขั้นต่
Tag : ปลาโลมา กับ สิงโตนิทานอีสป ปลาโลมา กับ สิงโต


นิทานอีสป เรื่อง ผึ้ง ขอพร


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง ผึ้ง ขอพร ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

พระอิศวรตรัสถามผึ้งที่มักจะนำน้ำผึ้งสดๆ เต็มรวงมาถวาย อยู่เสมอว่า "เจ้าอยากได้พรใด จงขอมา

ข้าจะให้พรเเก่เจ้า" "ข้าอยากได้เหล็กในพระเจ้าข้า เมื่อต่อยเหล็กในมีพิษใส่ใคร

ผู้นั้นต้องตายทันที" คำขอของผึ้งทำให้พระอิศวรทรงกริ้วที่ผึ้งคิดทำร้ายผู้อื่น

เเต่พระองค์ก็ทรงจำต้องให้พรตามที่ลั่นวาจาไว้ "ได้ ข้าจะให้พรเเก่เจ้า เเต่คนหรือสัตว์ที่ถูกเจ้าต่อยจะไม่ตาย ในทันที

ส่วนเจ้านั้นเมื่อปล่อยเหล็กในเมื่อใดก็ต้องตายเมื่อนั้น"

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า ผู้ที่ขอให้เทพยดาทำร้ายผู้อื่น

มักต้องได้รับกรรมด้วย (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป ผึ้ง ขอพรผึ้ง ขอพร


'OK HOOK'จัดหนักส่ง'Project Hook Freshy'รับน้องใหม่


คลื่น OK HOOK สนุกโดน ปล่อย Hook ใหญ่เอาใจวัยมันทั่วประเทศ บอสใหญ่ใจป้ำ ทุ่มงบไม่อั้นเอาใจๆแฟนคลับทั่วประเทศ เปิดตัว "Project Hook Freshy" ต้อนรับน้องใหม่ ให้กับมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศที่เปิดเทอมกันแล้ว...ปุ๋ย-โชคชัย เจี่ยเจริญ กล่าวว่า ตอนนี้ทางคลื่นโอเคฮุกกำลังเตรียมงานกันอย่างหนักเพื่อจะให้งานนี้ออกมาดีที่สุดสมกับชื่อโปรเจ็ค ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อศิลปิน

ที่จะไปร่วมมอบความสุขและสนุก ให้กับน้องๆ กันถึงรั้วมหาลัย ซึ่งตอนนี้ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากศิลปินดังๆ หลายท่านอาทิ อาทิ บอย พีชเมกเกอร์, โรส ศิรินทร์ทิพย์, The Bottom Blues, Lula, Pijika (พฤษจิกา), Nos, Lovepill, Zeal, ลุลา, ลิปตา, พะแพง, ณัฐ ศักดาทร, ต้อลAF ฯลฯ ร่วมด้วยศิลปินอินดี้อีกมากมาย แต่ต้องขออุปไว้ก่อนภายในงานนี้ยังมีเกมให้แฟนๆ ผู้ฟัง กับน้องๆเฟรชชี่ร่วมสนุกกับทางคลื่น

นอกจากนี้ เรายังไปจัดกิจกรรมต่างๆ ทั่วเมือง พร้อมร่วมสนุก ลุ้นรับของรางวัลกับการเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย โดย Project Hook Freshy จะเริ่มปล่อย Hook แรกกันที่จังหวัดมหาสารคามในวันที่ 25 มิ.ย.นี้ ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ส่วนจังหวัดอื่นๆ ตรวจสอบรายละเอียดกันได้เลย ทั้งนี้ ชาวโอเคฮุกสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารความเคลื่อนใหวต่างๆได้ทางคลื่น OK Hook สนุกโดน ทั่วประเทศ

สามารถรับฟังผ่านทางสถานีวิทยุ FM ทั่วประเทศ ทางดาวเทียมระบบ C-Band , KU-Band และรับฟังได้ทั่วโลกทางอินเตอร์เน็ตที่ www.radiook.co.thProject Hook Freshyวันที่ 25 มิ.ย. 2554 ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามวันที่ 30 มิ.ย. 2554 ที่มหาวิทยาลัยสงขลา วิทยาเขต ตรังวันที่ 2 ก.ค. 2554 ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ทับแก้ววันที่ 5 ก.ค. 2554 ที่มหาวิทยาลัยราชมงคลธัญญบุรีวันที่ 7 ก.ค. 2554 ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร เพชรบุรีวันที่ 10 ก.ค. 2554

ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นวันที่ 14 ก.ค. 2554 ที่ Stampford Universityวันที่ 20 ก.ค. 2554 ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ฉะเชิงเทราวันที่ 1 ส.ค. 2554 ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏ นครศรีฯวันที่ 5 ส.ค. 2554 ที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี   
Tag :


นิทานอีสป เรื่อง เเมลงวัน ตะกละ


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง เเมลงวัน ตะกละ ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

เหล่าฝูงเเมลงวันพากันดีอกดีใจนักที่เห็นโถน้ำผึ้งหกตะเเคงอยู่ บนโต๊ะจนน้ำผึ้งไหลออกมานองเต็มโต๊ะ

พวกมันพากันดูดกินน้ำผึ้งเเสนหอมหวานบนโต๊ะเเละเกาะอยู่ตาม

ปากขวดเพื่อดูดกินน้ำผึ้งอย่างตะกละตะกลาม เมื่อเวลาผ่านไปมันจึงเพิ่งรู้กันว่า น้ำผึ้งนั้นจับติดอยู่ที่ขาเเละปีก

ของมันจนไม่สามารถจะบินขึ้นได้ พวกเเมลงวันพากันดิ้นทุรนทุรายไปมา พร้อมกับร้องโอดโอย

รอความตายอย่างน่าสมเพช

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า เมื่อหลงใหลกระโจนใส่ความสุขชั่วยามโดยไม่ระวังตัวก็ต้อง

ประสบภัยในภัยในที่สุด (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป เเมลงวัน ตะกละเเมลงวัน ตะกละ


นิทานอีสป เรื่อง นางสิงห์


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง นางสิงห์ ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

พวกสัตว์ตัวเมียนานาชนิดมักมาคุยอวดกันว่าตนนั้นออกลูก คราวละหลายตัว จึงสามารถมีครอบครัวใหญ่เเละเเพร่ขยาย

พันธุ์ได้รวดเร็ว นางหมาจิ้งจอกเเม่ลูกอ่อนก็คุยอวดบ้างอย่างภาคภูมิใจว่า "ฉันก็เพิ่งคลอดลูกครอกหนึ่ง ๖

ตัวเชียวนะ" "ฉัน ก็ได้ลูก ๘ ตัวเมื่อเร็วๆ นี้เอง" นางหมูป่าอวดบ้าง เเล้วก็หันไปถามนางสิงโตที่นั่งฟังเงียบๆ

"เเล้วเธอล่ะ ออกลูกทีละกี่ตัวจ๊ะ" นางสิงห์ยิ้มน้อบๆ พลางตอบอย่างเคร่งขรึม "ฉันออกลูกทีละตัวเดียว

เเต่มันเป็นลูกสิงโตนะ"

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า การมีลูกน้อยเเต่มีคุณภาพย่อมดีกว่ามีลูกปริมาณมากๆ เเต่ไร้คุณภาพ

(จบบริบูรณ์)
Tag : นางสิงห์นิทานอีสป นางสิงห์


'เชอรี่' แอบหวั่นประกบ 'อ๋อม' เด็กกว่า


ร่วมงาน อ๋อม-อรรคพันธ์ ครั้งแรกในละครเรื่อง “รักออกอากาศ” ทางช่อง 3 นางเอกสาว เชอรี่-เข็มอัปสร สิริสุขะ สารภาพแอบหวั่นใจพระเอกเด็กกว่า “ก่อนอื่นต้องฝากตัวกับอ๋อมเพราะนี่เป็นบ้านของเค้าและเป็นครั้งแรกที่เรามาทำงานกับโพลีพลัสด้วยแรกๆ เชอรี่ก็จะเป็นแนวสังเกตการณ์ก่อนเพราะมันต้องปรับตัวเรื่องของจังหวะวิธีการด้วย

คาแรกเตอร์เรื่องนี้จะเป็นสาวเท่โผงผาง  แต่ก็จะมีความเป็นผู้หญิง  เคยรักและอกหักเสียใจแล้วจะหวาดกลัวหนุ่มกรุงเทพฯ” ตอนแรกวางตัวเป็นพลอย? “อันนี้เป็นเรื่องของทางผู้ใหญ่ ส่วนตัวไม่รู้สึกอะไรเลย ถามว่าหวั่นใจมั้ย จะหวั่นใจว่าอ๋อมเป็นพระเอกคนแรกที่เด็กกว่า (หัวเราะ) อายุน้อยกว่าขนาดนี้ เราก็กังวลเหมือนกัน แต่วันฟิตติ้งก็โอเคยังพอได้อยู่แล้ว

ก็มีพี่ปลา ผกก. แล้วก็พี่นิด-อรพรรณ มาช่วยดู คิดว่าในสายตาผู้ใหญ่คงมองมาอย่างดีที่สุดแล้ว เราก็ตัดความกังวลตรงนั้นไปดีกว่า ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด”  ได้คุยกับพลอยบ้างมั้ย?“คุยค่ะ พลอยยังบอกว่าเรื่องน่ารัก”.
Tag :


'เจย์' ถูกใจเด็กรับคบ 'พ้อย' ทำดีหวังเป็นแฟน


เจย์­–ศุภกาญจน์ ปลอดภัย ยอมรับว่า ตามจีบ พ้อย–พรวรา ศิลปินค่ายอาร์เอส ซึ่ง เจย์ เผยว่า “ชอบน้อง เห็นในทีวีก็น่ารักดี” เรียกว่าจีบ? “ก็น่าจะอย่างนั้น ตอนนี้ก็คุยหลายเดือนแล้ว แต่ยังไม่ใช้คำว่าแฟน” เราประทับใจน้องตรงไหน? “ก็น่ารักดี คุยรู้เรื่อง ปกติไม่คุยกับเด็กอยู่แล้วแต่พอคุยแล้วก็รู้สึกดี” อายุห่างกันมีปัญหาบ้างมั้ย?

“มันก็ต้องมีการเข้าใจกันมากขึ้น” พ่อแม่น้องก็เป็นห่วง? “เราทำอะไรก็ให้เกียรติพ่อแม่เค้าอยู่แล้ว ก็พยายามที่จะเข้าออกทางประตู ไม่ได้ไปหลบซ่อน” ภาพลักษณ์เราก็ดูเพลย์บอย? “เป็นตัวเองมาก ถ้าได้รู้จักกันก็คงจะรู้ว่าเจย์ไม่ได้เป็นเพลย์บอย แต่ไม่รู้ว่าจะพูดได้ยังไง ลุคเราออกไปแนวแบดบอย  แต่จริงๆตอนนี้เริ่มโตแล้ว เริ่มเปลี่ยนความคิด

ส่วนเรื่องผู้ใหญ่อย่าไปพูดถึงดีกว่า ท่านก็เป็นผู้ใหญ่ที่น่ารัก กลัวทำอะไรผิดไปแล้วจะไปรบกวนท่าน เรื่องที่ผ่านๆมา ก็จบไม่สวยสักที ผมเกรงใจมากครับ” จะพัฒนาไปเป็นแฟน? “ผมก็ทำดีแบบนี้ไปเรื่อยๆ ก็ชัดเจน ไม่มีอ้ำอึ้งครับ โตแล้ว”.
Tag :


'ซี-ศิวัฒน์' ย้ำ! การเมืองดีอะไรก็ดีด้วย


เคลียร์คิวทุกสิ่งอย่างเพื่อออกไปเลือกตั้งกับ 'ซี-ศิวัฒน์ โชติชัยชรินทร์'..."อยากให้พี่น้องชาวไทยออกไปใช้สิทธิ์ ไม่อยากให้นอนหลับทับสิทธิ์ที่เรามีอยู่ ไม่อยากให้ไปคิดว่าการเลือกตั้ง การเมืองเป็นเรื่องไกลตัว เพราะความจริงเป็นเรื่องใกล้ตัวมากๆ เช่นการเมืองดี เศรษฐกิจก็จะดีไปด้วย เราก็จะกินดีอยู่ดีตามไปด้วย ตรงกันข้ามถ้าการเมืองแย่

เศรษฐกิจก็จะพลอยแย่ไปด้วยครับ การเมืองมันส่งผลกระทบไปทุกๆ ด้าน ออกไปเลือกตั้ง ออกไปเลือกนายกรัฐมนตรีที่ดี ก็ฝากพี่น้องชาวไทยด้วยนะครับ"ซีก็เป็นคนใต้คนหนึ่ง ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะแก้ไขกันอย่างไรดีน้า! "มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากๆ ครับ ผมพูดอะไรมากไม่ได้ ก็อยากให้ทุกฝ่ายเข้าใจ เห็นใจกัน เพราะมีผู้บริสุทธิ์ที่ได้รับกระทบด้วยทั้ง 2 ฝ่าย

ผมไม่อยากให้มีทหาร ตำรวจที่ต้องไปเสียสละ แล้วต้องตายอีกแล้ว ถึงทุกวันนี้เราก็ยังไม่รู้ว่าแกนนำคือใคร ก็อยากให้สุขสงบเร็วๆ" 
Tag :


ฮอต! 'โป๊ป' ขึ้นแท่นพระเอกซิทคอม แจงภาพคู่ 'แพท' น้อง


โป๊ป-ธนวรรธน์ ขึ้นแท่นพระเอกซิทคอม งงข่าวถูกวางตัวเป็นพระเอกละครแรงเงาและสุภาพบุรุษจุฑาเทพ-ยันผู้ใหญ่ยังไม่ได้เรียกคุย ปัดถูกดันเป็นลูกรักวิก 3 แจงรูปคู่แพท-ณปภา แค่น้อง ย้ำโสด แจงสาวนอกวงการแค่เพื่อน...เรียกว่าเป็นช่วงขาขึ้นของนักแสดงหนุ่มวิก 3  โป๊ป-ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ จริงๆ หลังจากแจ้งเกิดจากละคร "ดอกส้มสีทอง" ทางช่อง 3 แล้ว

ก็มีทั้งงานละครและงานโชว์ตัวรุมจองคิวชนิดต่อเนื่อง ล่าสุดมาร่วมงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ "โออิชิ ชาคูลล์ซ่า" ที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน นักข่าวเลยขออัพเดตถึงผลงานละครที่ว่ากันว่านอกจากละคร 3 เรื่องทั้งเกมร้าย เกมรัก, ตะวันเดือด และบ่วงแล้ว หนุ่ม โป๊ป ยังถูกผู้ใหญ่วางตัวรับบทพระเอกในละคร แรงเงา และ สุภาพบุรุษจุฑาเทพ อีกต่างหาก

ซึ่งเจ้าตัวรีบบอกทันทีว่ายังไม่ได้มีการพูดคุยกับผู้ใหญ่ถึงเรื่องนี้แต่อย่างใด แต่เผยว่าตอนนี้เตรียมรับบทพระเอกในละครซิทคอมเรื่องใหม่เรียบร้อยแล้ว ส่วนเรื่องหัวใจก็ดูเหมือนจะฮอตไม่แพ้กัน เพราะมีภาพหลุดแชะคู่กับนางเอกสาวร่วมวิก แพท-ณปภา ตันตระกูล แถมมีเขียนแซวว่าอย่ายุ่งกับแฟนผมด้วย งานนี้หนุ่ม โป๊ป

เลยปฏิเสธทันทีว่าแค่รุ่นน้องเท่านั้นช่วงนี้ออกงานบ่อยเหมือนกัน? "ก็พอสมควรครับ แต่ไม่เยอะเท่ากับละครครับ ตอนนี้ละครใกล้จะปิดกล้องแล้วครับ จะเน้นงานละครมากกว่า ตอนนี้ก็มีละคร 3 เรื่องครับ ก็มีเรื่องตะวันเดือด เกมร้าย เกมรัก และ บ่วงครับ" มีกระแสว่าเราจะได้เล่นละครแรงเงาบ้าง เรื่องสุภาพบุรุษจุฑาเทพบ้าง? "ผมไม่รู้จากทางช่องหรือทางผู้ใหญ่นะครับ

ผมทราบจากพี่ๆนักข่าว  พอพี่ๆมาสัมภาษณ์ว่าโป๊ปจะได้เล่นเหรอ ผมก็ยังไม่รู้เหมือนกันครับ" อย่างเรื่องสุภาพบุรุษจุฑาเทพ หลายคนมองว่าเขาวางตัวให้เราเล่นแล้ว? "ก็ได้ยินมาเหมือนกันครับ แต่ผมไม่รู้เรื่องครับ" รู้สึกยังไงที่คนจับตามองว่าเราได้เล่นบทดีๆ ละครฟอร์มใหญ่เหมือนกัน? "ก็ตื่นเต้นครับ แอบกังวลเหมือนกันว่าจะทำได้ดีไหม

ถ้าผู้ใหญ่วางไว้อย่างนั้นจริงๆเราก็ต้องทำให้เต็มที่ครับ" ทางผู้ใหญ่เรียกคุยไหม? "ยังไม่ได้คุยครับ ผมยังไม่รู้เรื่องเลยครับว่าจะได้เล่น ก็ได้ยินจากนักข่าวมาครับ" ช่วงนี้มีกระแสว่าเราถูกดันขึ้นมา? "สำหรับตัวผมเองไม่ได้รู้สึกว่าเขาดันผมนะครับ คือเหมือนกับว่าบทเหมาะสมกับผมก็ให้เล่นครับ" มีละครเรื่องไหนที่ติดต่อมาเป็นพิเศษรึยัง? "มีซิทคอมครับ

แต่ชื่อเรื่องเขายังไม่ได้บอกครับ ถามว่ารับหรือยังก็คือคุยกันแล้วว่าจะเล่นครับ เล่นเป็นนักดนตรีครับ" รู้สึกยังไงที่ได้เป็นพระเอก? "สำหรับผมไม่ค่อยสนใจเรื่องคำว่าพระเอกนะครับ เพราะบางทีเราเล่นบทประกบหรือเล่นบทอื่น ถ้าเราไปคิดถึงตรงนั้นมันก็จะไม่มีความสุข เป็นนักแสดงที่ดีต้องแสดงให้เต็มที่กับบทครับ" เห็นว่ามีคนปลื้มเรามาก

กดดันไหม?"กดดันไหมมีความสุข (หัวเราะ) ก็มีคนที่ชื่นชอบเรารักเรา เราก็รู้สึกมีความสุข ก็ไม่ได้กดดันอะไร" อยู่วงการมาหลายปี ถือว่าปีนี้เป็นปีทองของเราไหม? "ก็น่าจะเป็นปีที่ดีครับ เป็นปีที่เหมือนงานค่อยๆขยับไปเรื่อยๆ แล้วก็ทำให้เราเรียนรู้ในวงการมากขึ้นทั้งเรื่องงาน การวางตัวต่างๆ" มีสาวๆเข้ามาบ้างไหม? "ไม่มีเลยครับ มีแต่เพื่อนๆนักแสดง

อย่างที่ผมเจอก็น้องๆทั้งนั้นเลยครับ ทั้งมิ้นท์ (ณัฐวรา วงศ์วาสนา), ญาญ่า (อุรัสยา เสปอร์บันด์) มันก็เลยไม่ค่อยมีเรื่องสาวๆ" แต่มีภาพคู่กับแพท-ณปภา แล้วก็มีคนเขียนแซวว่าอย่ายุ่งกับแฟนผม? "เหรอฮะ พอดีไปเจอน้องแพทที่รายการเดอะ เกสท์ เฮ้าส์ แล้วก็ถ่ายรูปกันแค่นั้นเองครับ ไม่มีอะไร" สนิทกันมาก่อนหน้านี้ไหม? "ไม่ครับ ไม่รู้จัก ก็แค่ทักทายกันครับ"

เขาปลื้มเราเป็นการส่วนตัวรึเปล่า? "อ๋อ  ไม่หรอกมั้งครับ ก็แค่ถ่ายรูปเฉยๆ อย่าทำหน้าอย่างงั้นสิ (ยิ้ม)" ก่อนหน้านี้เคยให้สัมภาษณ์ว่าคุยกับคนนอกวงการด้วยคนนึง? "ก็คุยอยู่ครับ ก็มีคนคุย เป็นเพื่อนมากกว่า"สามารถพัฒนาไปได้ไหม? "ผมก็ไม่ได้รู้สึกกับเขาแบบแฟน ผมก็คุยกันตรงๆว่าเราเป็นเพื่อนกัน ก็คุยกันไปเรื่อยๆ" เหมือนยิ่งดังขึ้นก็มีเวลาน้อยลง?

"คือปกติตอนนี้งานยังไม่เยอะขนาดนี้ผมก็ไม่ค่อยได้ไปไหนมาไหนเยอะ แค่โทรคุยกัน กินข้าวกันบ้าง เหมือนเป็นเพื่อนกันแค่นั้นเอง" พูดแบบนี้ไม่กลัวเขาเสียใจเหรอ? "โห ไม่หรอกครับ  เพราะเราตกลงกันแล้วว่าเราไม่ใช่แฟน"  ตอนนี้ทุ่มให้งานอย่างเดียว? "ใช่ครับ" ถ้ามีแฟนแล้วจะบอกไหม? "ก็ถ้าผมเจอคนที่ใช่ก็อยากจะมีแฟนนะ ก็เหงาเหมือนกัน 

ถ้าคุยแล้วโอเคกันก็จะเปิดเผยแน่นอนครับ" เป็นหนุ่มขี้เหงาเหมือนกัน? "ก็เหงาบ้างบางเวลาครับ".
Tag :


ช็อก! 'ลี มิน โฮ'พระเอกเกาหลี ขับรถชนเคราะห์ดีไม่เจ็บ


ลี มิน โฮ นักแสดงเกาหลีใต้ ประสบอุบัติเหตุรถชน ที่กองถ่ายซีรีส์ ซิตี้ ฮันเตอร์ ต้องระงับรอพระเอกดังพักรักษาตัว เคราะห์ดีไม่ได้รับบาดเจ็บร้ายแรง แต่รถยนต์พังยับ...เว็บไซต์ข่าวรายงานเมื่อวันที่ 14 มิ.ย. ว่า นักแสดงหนุ่มหล่อชาวเกาหลีใต้ ลี มิน โฮ ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. ที่ผ่านมา แต่เคราะห์ดีที่ไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ

เนื่องจากถุงลมนิรภัยช่วยลดแรงกระแทก แต่เจ้าหน้าที่กองถ่ายละคร นำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อตรวจเช็คให้แน่ใจ จากนั้นไม่นานจึงกลับไปพักผ่อนที่บ้านได้ตามปกติทั้งนี้ นักแสดงชื่อดัง จากซีรีส์เรื่อง บอย โอเวอร์ ฟาวเวอร์ กำลังอยู่ระหว่างถ่ายทำซีรีย์เรื่องใหม่ ซิตี้ ฮันเตอร์ ของสถานีโทรทัศน์ เอสบีเอส ซึ่งถ่ายทำไปแล้วทั้งสิ้น 8 ตอน

ด้านบริษัทผู้จัดจึงระงับการถ่ายทำออกไปก่อน และแจ้งจะเริ่มเปิดกล้องอีกครั้งเมื่อแน่ใจว่าพระเอกหนุ่มปลอดภัยดี แต่ไม่แจ้งว่าเมื่อไหร่.
Tag :


'ซูกัส' ไม่หวั่นน้องใหม่แซงหน้า ลั่นรักไม่ยุ่งมุ่งแต่เรียน-ทำงาน


ซูกัส-บัณฑวิช ไม่หวั่นน้องใหม่แซงหน้าเพราะแต่ละคนมีสไตล์เป็นของตัวเอง แย้มมีงานละครใหม่เร็วๆนี้-ยินดีลองเล่นทุกบท ลั่นโสดสนิทมุ่งเรียน-ทำงาน รับแพลนจะเรียนการแสดงและภาษาเพิ่มเติม...ตั้งแต่ละคร "เธอกับเขาและรักของเรา" ทางช่อง 7 จบไป นักแสดงหนุ่มวัยรุ่นขวัญใจสาวๆ ซูกัส-บัณฑวิช ตระกูลพานิชย์  หายไปจากจอทีวีจนแฟนๆอดคิดถึงไม่ได้ 

ล่าสุดมาร่วมงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ "โออิชิ ชาคูลล์ซ่า" ที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน เลยได้โอกาสอัพเดตความเป็นไปของหนุ่ม ซูกัส ทั้งเรื่องงานละครที่หลายๆคนกำลังถามถึง รวมถึงเรื่องการเรียนในคณะนิเทศศาสตร์ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ ปี 3 ไปจนถึงเรื่องหัวใจที่เชื่อว่าสาวๆหลายคนอยากรู้ว่าหนุ่มหน้าใสคนนี้จะมีสาวใดจับจองหัวใจรึยังอีกด้วยผลงานตอนนี้จะมีละครรึยัง?

"ก็มีงานครับ น่าจะเป็นเร็วๆนี้ แต่ยังไม่ทราบว่าเมื่อไหร่ ก็ฝากติดตามด้วยแล้วกันครับ ช่วงนี้ผมก็เรียนด้วย เรียนซัมเมอร์ตอนปิดเทอม ตอนนี้ก็เปิดเทอมแล้ว ช่วงนี้สามารถติดตามได้ตามงานอีเว้นท์ งานโชว์ตัวต่างๆ" กลัวมันสะดุดไหมเพราะตอนแรกเรามาแล้วคนกรี๊ดเรา? "จริงๆแล้วก็แล้วแต่ผู้ใหญ่ครับ เห็นตามสมควรจากผู้ใหญ่มากกว่า" บทที่เราอยากเล่นเป็นแบบไหม?

"ก็จริงๆแล้วผมอยากลองทุกบทครับ จริงๆแล้วเหมือนมันได้พัฒนาตัวเองเรื่อยๆมากกว่า" อยากเปลี่ยนแปลงตัวเองเล่นบทผู้ใหญ่ขึ้นไหม? "ก็คงโตขึ้นมาหน่อย เป็นไปตามเวลาครับ" กังวลน้องๆมาใหม่จะแซงเราไหม? "ไม่หรอกครับ จริงๆแล้วแต่ละคนก็คงมีสไตล์เป็นของตัวเองครับ ทุกคนมีเอกลักษณ์ของตัวเอง ฉะนั้นแต่ละคนก็จะคนละทางกันครับ" ช่วงนี้ทำอะไรบ้าง? "ก็เรียนหนัก ลงเยอะครับ

แล้วก็มีเล่นฟิตเนส ออกกำลังกายทั่วไปครับ แล้วก็มีงานอีเว้นท์ครับ" จะมีไปเรียนการแสดงเพิ่มไหม? "ก็คิดเหมือนกันว่าจะไปเรียนเพิ่มครับ  เรียนการแสดง เรียนภาษาครับ" ผู้ใหญ่อยากให้เราไปเรียนด้วยไหม? "ก็ด้วยครับ และหลายๆคนด้วยครับ" ออกกำลังกายแล้วน้ำหนักเพิ่มรึยัง? "ก็ขึ้นมานิดหน่อยครับ ค่อนข้างใช้เวลาเพราะผมเป็นคนที่โครงค่อนข้างผอม กินยังไงก็ไม่อ้วน"

เรื่องหัวใจเป็นไงบ้าง? "ก็ยังโสดเหมือนเดิมครับ  ไม่มีใคร มีแต่เพื่อนๆครับ ก็เลยเที่ยวกับเพื่อนๆ" เมื่อไหร่จะเรียนจบ? "ตอนนี้เรียนปี 3 ครับ แต่ยังเหลือวิชาที่ยังไม่ได้เก็บอีกหลายตัวเหมือนกัน ก็ค่อยๆเรียนไปครับ ก็ใช้เวลาที่ว่างๆเรียนไปก่อนครับ" เรียกว่าตอนนี้ทุ่มให้กับการเรียน? "ก็ตั้งใจเรียนครับ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะออกมาเป็นยังไง ทำเต็มที่ครับ

เพื่อนๆก็คอยช่วยครับ เพื่อนๆน่ารักครับ".
Tag :


มุ่งลุยงานพิธีกร 'แพม' เคลียร์! คัท! คาว! 'ต๊อด'คร้ั้งสุดท้าย?


เพิ่งสาวสะพรั่งก็โฉ่กระฉ่อนเมืองซะแล้ว กับอดีตเซ็กซี่เกิร์ลลีโอเบียร์ 'แพม-ปานพิมพ์ เตซะธนชัยพัฒน์' ขอยืดอกยืนยันอีกครั้ง ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาเกี่ยวกับ 'ต๊อด-ปิติ ภิรมย์ภักดี กับ นุ่น วรนุช' อย่ารีรอ!!! แพมพร้อมแล้ว ที่จะมาเปิดใจเป็นครั้งสุดท้าย กับเราแบบพิเศษสุด "แรกๆ ก็ซีเรียส หลังๆ กลายว่าเป็นกระแสแล้วแหล่ะ  เพราะไม่จบสักที

(ถอนหายใจ-น้ำเสียงเหน่ื่อย) แม่หนูเครียดมากๆ เป็นไมเกรนอยู่แล้ว ยิ่งเป็นมากขึ้นไปอีก ต้องกินยาทุกวัน เพราะมีคนมาทักเยอะ หนูก็บอกแม่นะไม่ต้องอ่านหนังสืออีกแล้ว  ไม่ต้องเดินผ่านแผงหนังสือเลย คนแถวบ้าน ญาติก็รู้ว่าหนูเป็นคนยังไง ขอให้คนรอบข้างเข้าใจหนูก็พอ ก็บอกแม่ไปว่าเลิกเครียดเลิกซีเรียสได้แล้ว เพราะหนูยังไม่ซีเรียสเลย"

จะไปไหนมาไหนกับต๊อดได้อย่างไร ในเมื่อมีแม่มารับส่งตลอดๆ ? "แม่ขับรถมารับมาส่งหนูตลอด รอจนทำงานเลิกก็กลับด้วยกัน" ทำงานไรจ๊ะ ? "เป็นพิธีกรค่ะ (เล่าข่าวบันเทิงช่องเคเบิ้ล)" เป็นอย่างไรบ้างกับงานพิธีกรเม้าท์ข่าวคาวดารา ? "แรกๆ ก็ไม่ชอบ เพราะหนูเป็นคนพูดน้อยไม่ค่อยพูด ถ้าไม่สนิทก็จะไม่พูด ก่อนมาทำก็ไม่ได้สนใจข่าวบันเทิงมาก

แต่พอเรามาคุยข่าวบันเทิงก็ต้องอัพเดทตลอดเวลา ทำมา 1 ปีแล้ว เริ่มชอบแล้วค่ะพี่" เห็นว่าอยากผันตัวเองไปอยู่เบื้องหลังบ้าง ? "ก็อยากนะ เพราะพี่เอ็มมี่ (พิธีกรร่วมจัดด้วย) ก็ทำไปแล้ว หนูอยากเป็นโปรดิวเซอร์เหมือนกัน แต่ยังเรียนไม่จบเพิ่งเรียนอยู่ปี 2 เอง หนังก็อยากเล่น เพราะรู้สึกว่าเป็นตัวเองที่สุดแล้วกับการเล่นหนัง เคยเข้าไปขอกับผู้ใหญ่ว่า

หนูอยากเล่นหนังนะ ก็รอโอกาสจากผู้ใหญ่อยู่ค่ะ" กับข่าวต๊อดรู้สึกมั้ยว่า ดีออกได้ดังอีกรอบ ? "โอ๊ยยยย ไม่ๆ ค่ะ ไม่เอาดังแบบนี้ค่ะ"  สั่งลาต๊อดกับนุ่นแบบสวยๆ ใสๆ สไตล์แพมหน่อยซิจ๊ะ ? "หนูขอพูดเป็นครั้งสุดท้ายว่าไม่มีอะไรเลยจริงๆ ไม่ขอพูดอีกแล้ว ถ้าเกี่ยวกับต๊อดอย่ามาถามหนูอีก" โอเคๆ รับทราบ.
Tag :


'ริต้า-ขันเงิน' แอบหวานผสมแดนซ์กันค่อนคืน


ปล่อยสเต็ปแดนซ์กระจายกันสุดๆ !! สำหรับชาวร็อค พังค์ ฟังก์ โซลที่มารวมตัวกันขยับแข้ง ขยับขา ในงาน “ช้าง ดราฟต์ พรีเซ้นต์ แฟตบอย สลิม ไลฟ์ อิน แบงคอก” (CHANG DRAUGHT PRESENTS FATBOY SLIM LIVE IN BANGKOK) ซึ่งทุ่มทุนระเบิดความมันส์ โดยโปรโมเตอร์มือฉมัง “ร็อค แอนด์ โรลล่า คอร์เปอร์เรชั่น” จับมือกับ “ช้าง” ในนาม “บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด” ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ งานนี้แสง สี

เสียงกระหึ่ม และบรรยากาศในฮอลล์สุดอลังการ !!  บรรยากาศคึกคักตั้งแต่เริ่มงาน เพราะเหล่าสาวกสาวกคอเพลงแนวดนตรีบิ๊กบีทมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง โดยเฉพาะเซเลบไทยที่เป็นแฟนตัวยงของศิลปินชื่อก้องโลก “แฟตบอย สลิม” อาทิเช่น  เก๋-ชลลดา เมฆราตรี, ทาทา ยัง, เอ-สุรพล ชาวปากน้ำ, เอ-อัญชลี หัสดีวิจิตร, วิโรจน์-วงศธร ควันธรรม, ดีเจปาล์ม-ฐิติวิน คำเจริญ, ดีเจโบ-ธนากร

ชินกูล,ดีเจเผือก- พงศธร  จงวิลาส, น้ำฝน-กุลณัฐ ปรียะวัฒน์, พิชญ์ C-Quint,  ครี - พัสวีพิชญ์ ศรณ์อัครภา, มิเชล ชีเกรฟ เดลี่ และวีเจพิตต้า ณ พัทลุง ที่ต่างตบเท้ามาร่วมงานกันอย่างสนุกสุดมันส์ !!   สตาร์ทความมันส์กันแบบคนไทยไม่น้อยหน้าใครกับดีเจหญิงแถวหน้า ที่มีประสบการณ์โกอินเตอร์มากกว่า 10 ปี “ดีเจแอล - อรวรรณ”

เปิดฟลอร์ให้ขาแดนซ์ทั้งหลายได้ออกสเต็ปแดนซ์กันสนั่นฮอลล์ ต่อด้วยกลุ่มศิลปินฮิพฮอพแมน “ไทยเทเนี่ยม” ที่ขนโชว์สุดพิเศษมามอบให้กับแฟนคลับได้อึ้ง และทึ่งกับสุดยอดแนวดนตรีที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อนว่าไทยเทเนี่ยมจะทำได้ ความตื่นตาตื่นใจของบิ๊กคอนเสิร์ตยังคงมันส์กันอย่างต่อเนื่องกับมือโปรทางด้านดนตรีกับ “ดีเจซี้ด-นรเศรษฐ หมัดคง” ที่จัดเซทเด็ดๆ

ดนตรีโดนๆ มาให้ขาแดนซ์ทั้งหลาย ออกสเต็ปกันแบบนอนสต็อป !! และแล้วก็ถึงเวลาที่ทุกคนรอคอย เมื่อศิลปินดีเจขั้นเทพ “แฟตบอย สลิม” ปรากฏกายใส่พลังดนตรีไปในเพลง Right here, Right now แบบจัดเต็ม ทำให้แฟนคลับทั้งหลายที่ถึงแม้จะเหนื่อยแค่ไหน ก็หยุดความมันส์ในการออกสเต็ปเท้าไฟไม่ได้กันเลย เกือบเที่ยงคืน แห๊ม แหม... แอบกิ๊กกั๊กกันอยู่หลังสุด นึกว่าใครที่ไหน ที่แท้ก็

ริต้า-ศรีริต้า เจนเซ่น กับ ขันเงิน ไทยเทเนี่ยมนั่นเอง  บอกได้คำเดียวว่า..คอนเสิร์ต “ช้าง ดราฟต์ พรีเซ้นต์ แฟตบอย สลิม ไลฟ์ อิน แบงคอก” เป็นคอนเสิร์ตเดียวที่มันส์แบบไม่มียั้งจริงๆ.    
Tag :


'ฟิล์ม'โต้ถูกอังกฤษเรียกเคลียร์คดี อุบตรวจDNA-ขึ้นศาล18มิ.ย.นี้


ฟิล์ม-รัฐภูมิ โต้ถูกอังกฤษเรียกเคลียร์คดีกรณีข่าวมอมยาสาว-ถ่ายหนังโป๊ ลั่นเรื่องจบไปแล้ว อุบตอบตรวจดีเอ็นเอ เผยเตรียมขึ้นศาลกรณีแอนนี่ บรู๊ค 18 มิ.ย.นี้ แต่ยังไม่รู้รายละเอียด-ให้ทนายจัดการ โวเล่นคอนเสิร์ต จ.ยะลา แฟนๆ ให้กำลังใจเพียบ...ยังไม่จบง่ายๆ สำหรับกรณี "ลูกใครหว่า" ระหว่างนักร้องหนุ่ม ฟิล์ม-รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ กับ นักแสดงสาวลูกครึ่ง แอนนี่

บรู๊ค เพราะล่าสุดมีประเด็นเมาท์แซดว่าทั้งคู่เตรียมจะตรวจดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์ว่า น้องคากิ-ด.ช.ฑีฆายุ แก้วไทรหาญ ลูกชายของ แอนนี่ เป็นลูกของหนุ่มฟิล์ม หรือไม่ ซึ่งทางหนุ่มฟิล์ม เองก็ต้องเตรียมไปขึ้นศาลกรณีเรื่องนี้ในวันที่ 18 มิ.ย.นี้อีกด้วย แต่เรื่องวุ่นๆ ของหนุ่มฟิล์ม ดูเหมือนยังไม่จบแค่นี้ เพราะล่าสุดมีข่าวลืออีกว่าหนุ่มฟิล์ม

ถูกศาลอังกฤษเรียกตัวกลับไปเคลียร์คดีกรณีถูกเข้าใจผิดเรื่องถ่ายหนังโป๊และมอมยาสาว และเมื่อ ฟิล์ม มาร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัวเพลงรณรงค์เชิญชวนเลือกตั้ง ที่ห้องประชุมสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ศูนย์ราชการ ถ.แจ้งวัฒนะ จึงได้ชี้แจงถึงทุกเรื่องทันที พร้อมทั้งแจกพระหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี

แก่นักข่าวบันเทิงที่มาร่วมงานครั้งนี้ หลังเจ้าตัวมีโอกาสไปเล่นคอนเสิร์ตที่ จ.ยะลา และได้ไปไหว้พระที่วัดดังกล่่าวด้วยเห็นมีแจกพระให้นักข่าว ไปที่ไหนมา? "คือเมื่อวันก่อนผมไปเล่นคอนเสิร์ตที่ จ.ยะลา ก็ได้ไปไหว้พระที่วัดช้างให้ มาครับ พอดีทางเจ้าอาวาสบอกว่าทำแทบจะไม่ได้แล้ว เพราะในการที่จะนำเครื่องหล่อไปทำมันลำบากมากครับ

เพราะบางทีจะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นตลอดครับ ผมก็เช่าพระมาเยอะเลยมาแจกพี่ๆ นักข่าวครับ" เหมือนต้องการจะบอกอะไรหรือเปล่า? "ไม่มีอะไรครับ เพราะว่าเป็นของดี และอยากให้ทุกคนเก็บไว้ครับ" แฟนคลับที่นั่นต้อนรับยังไงบ้าง? "เยอะมากครับ ก็ดีใจครับ ผมไป ผมก็คิดว่าไม่รู้จะมีคนมาดูกันเยอะหรือเปล่าเพราะสถานการณ์ยังไม่ค่อยสงบครับ ก็ตื่นเต้นเหมือนกัน

แต่พอเข้าไปถึงงานคนก็มาดู วันนั้นคนที่ลอดอุโมงค์ผ่านมาตรวจอาวุธ 150,000 คนครับ ก็เยอะมาก ตกใจเลย พอขึ้นมาบนเวทีคนเยอะมากเหมือนกัน" กลัวไหมที่ไปที่โน่น? "ไม่นะครับ เพราะจริงๆ ภาพที่เห็นไม่เหมือนอย่างกับข่าวเลยเพราะว่าทุกคนที่มามีแต่ความรักให้เรา ทุกคนต้อนรับผมดีมากๆครับ"ช่วงนี้ต้องกลับไปทำอะไรที่อังกฤษไหม? "ไม่ต้องแล้วครับ"

แต่มีข่าวว่าศาลอังกฤษเรียกตัวเรากลับไปเคลียร์คดีเรื่องหลักฐานมอมยาสาวกับเรื่องเข้าใจผิดถ่ายหนังโป๊? "จริงๆข่าวนี้ผมพูดมานานมากแล้วครับ ผมก็บอกไปหลายรอบแล้ว จริงๆเป็นเรื่องที่ดีของฟิล์มนะครับที่ผมไปอังกฤษแล้วได้ถ่ายเรียลลิตี้ตัวเองไว้ด้วย เลยโชคดีมากๆ ถ้าเกิดใครไปทำอะไรอยู่ที่นั่น ดูได้ที่ช่อง 8 อินฟินิตี้ จะมีทุกคำตอบรอทุกคนอยู่แล้ว

จริงๆเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นแค่คำฟ้องที่ทางนั้นฟ้องเรามา แต่ทำจริงไหมถ้าทำจริง ผมคงไม่มายืนอยู่ตรงนี้หรอกครับ แต่เรื่องทุกเรื่องมันเข้าใจผิดกันได้ในด้านภาษา การสื่อสารต่างๆครับ ก็มีเขาหาว่าผมเป็นทีมงานถ่ายหนังโป๊ ซึ่งผมเล่าไปแล้ว ผมก็ไม่อยากพูดอีกครับ" แต่เรื่องให้กลับไปเคลียร์ไม่มี? "ไม่มีครับ"

ที่ฟิล์มไม่ได้กลับอังกฤษไปเป็นข้อพิสูจน์ว่าไม่มีอะไร? "ใช่ครับ แต่จริงๆในรูปคดีในคำฟ้องเนี่ย คือเขาฟ้องไว้ ผมก็ไม่มีอะไรเพราะผมเป็นแค่ผู้ถูกกล่าวหา ตอนนี้กลับมาทำงานเหมือนเดิม ซึ่งคดีตอนนี้น่าจะจบแล้วครับ ไม่มีอะไร เขาก็ไม่ได้ว่าอะไรผมเลย

ผมก็ไปลากับทางเจ้าทุกข์ที่เขาแจ้งไว้เท่านั้นเอง"ตลอดเวลาที่ผ่านมาฟิล์มเหมือนแสดงตัวทราบว่าดีเอ็นเอไม่ใช่ของฟิล์ม เรามั่นใจขนาดนั้นแล้ว? "จริงๆผมว่าอันนี้อยู่ในขั้นตอนของศาลครับ ในเร็วๆ นี้ ผมว่าทุกคนก็ะได้รู้กันว่าอะไรคืออะไร ผมก็ยังพูดอะไรไม่ได้ครับ เพราะทุกเรื่องของผมขึ้นอยู่กับศาลตอนนี้ ผมพูดไปอาจจะไปกระทบใคร อาจจะไม่ดี

ตอนนี้ผมว่าความจริงก็คือความจริงแหละครับ ทุกๆคนพยายามเดินทางที่ถูกต้องที่สุด พยายามให้เวลาพิสูจน์ ผมก็ต้องรอวันนั้น" ศาลมีกำหนดบอกรายละเอียดเมื่อไหร่ยังไง? "ผมว่าน่าจะเร็วๆนี้นะครับ เพราะจริงๆ มันก็หนีอะไรกันไม่ได้" แสดงว่ามีการตรวจดีเอ็นเอแล้ว? "ตรงนั้นผมยังไม่ทราบจริงๆ ครับ" ตัวเราไปตรวจหรือยัง? "พูดไม่ได้จริงๆครับ" เห็นว่าจะขึ้นศาลวันที่ 18

มิ.ย.หรือเปล่า? "ใช่ครับ วันที่ 18 มิ.ย.นี้ ผมยังไม่ทราบอะไรจริงๆครับ ทราบแค่ว่าจะไป แต่ยังไม่รู้ว่าต้องไปทำอะไร ทางทนายยังไม่ได้แจ้งล่วงหน้าครับ" เหมือนยกให้ทางทนายจัดการ? "ถูกต้องครับ" ความรู้สึกของฟิล์มเกี่ยวกับเรื่องนี้? "ผมก็ไม่ได้คิดอะไรนานแล้วครับ ทุกๆคน ทั้งผมและครอบครัวผม ทุกๆคนที่เป็นผู้ใหญ่ของผม

ทุกคนยืนยันคำเดิมว่าทำทุกอย่างให้มันถูกต้องที่สุดครับ" แล้วฟิล์มต้องขึ้นศาลที่ไหน? "ผมยังไม่ทราบจริงๆครับ แต่ผมเองต้องไปอยู่แล้วครับ" สบายใจไหมช่วงนี้? "สบายใจครับ ก็ไม่มีอะไร ตอนนี้ก็พยายามทำงานอย่างเดียว เพราะว่าเพียงลำพังที่ผมยืนยังไม่ไหวเลย มันก็ต้องเร่งทำหน่อยครับ" ตื่นเต้นไหมว่าผลจะเป็นยังไง? "ไม่มีตื่นเต้นเลยครับ" มั่นใจว่าจะชนะไหม? "จริงๆ

ตรงนั้นไม่ใช่ประเด็นครับ ประเด็นคือผมอยากให้ทุกคนรู้ว่าอะไรคืออะไรแค่นั้นเองครับ".
Tag :


'แพท' ขี่ 'อาร์ต' เข่าอ่อน!


เกาะให้ดีๆนะต้องแปลงร่างเป็นหญิงในละคร “เทพธิดาปลาร้า ไห 2” แต่ที่ทำให้ อาร์ต-พศุตม์ รู้สึกหนักจริงๆไม่ใช่ตอนแต่งหญิง แต่กลับเป็นตอนแบกนางเอก แพท-ณปภา วิ่งนี่แหละ โดยเป็นฉากที่ มหัศจรรย์ (อาร์ต) กับ ไหมทอง (แพท) ถูกผู้ร้ายไล่ล่ากลางป่า! ซึ่งฉากนี้ไปถ่ายที่ป่าแถวสระบุรีโน่น อาร์ต ลำบากตั้งแต่นั่งแปลงโฉมแต่งเป็นผู้หญิงปาเข้าไป 2 ชม.

ฉากนี้เริ่มจากอุ้ม แพท ที่หมดสติก่อน และพอฟื้นแล้ว แต่ยังเดินไม่ไหว จึงเปลี่ยนมาเป็น อาร์ต จับ แพท เข้าสะเอวแล้ววิ่งแทน ซึ่งไม่ว่าจะท่าไหนก็เหนื่อยเหมือนกัน ไหนจะตอนซ้อมก็ต้องลองวิ่งดูว่าท่าไหนสะดวกที่สุด แค่ซ้อม 2 ท่าก็เกือบหมดแรงแล้ว พอถ่ายจริงก็ปาเข้าไป 5-6 เทก ถ่ายเสร็จเล่นเอา อาร์ต เหนื่อยจนเข่าอ่อนทีเดียว ตามดูได้ในวันพุธนี้ ช่อง

3.วิ่งตัวปลิวเชียว ว้าย
Tag :


"เจนี่" หวานเว่อร์ ฝันแต่ง "ไฮโซตั้ม" ริมทะเล


หวานสุดขีดค่ะอ้าวตัดหน้ากันซะงั้น ทำฮือฮาไปทั้งวงการ เมื่อยอมรับเต็ม ปากว่าเป็น “แฟน” กับ “ไฮโซ” ตั้ม-สิริเกียรติ แต่งานนี้ “ฮือฮา” กว่าเยอะ เมื่อนางเอกสาว เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ เจอ 3 ซี้สุดแสบ เจนสุดา, แอน-อลิสา และ นานา เม้าท์ไฟแลบ!! ว่ามีแฟนแล้วเปลี่ยนไปถึงขั้น “หวานเว่อร์!!” เพราะเอ่ยปากชมตลอดว่า “พี่ตั้มน่ารัก ดูแลเทกแคร์ดีมาก”

ที่สำคัญงานนี้ยังโดนแฉว่าแพ้ใจที่พี่เค้าไปยืนเฝ้าหน้าห้องน้ำ! ล่าสุดดีกรีหวานพุ่งปรี๊ดขนาดมีแวววิวาห์ที่เจนี่ฝันว่าจะขอ จัดงานแต่งริมทะเล ตามดู “ราตรีสโมสร” พุธนี้ ห้าทุ่มสิบห้า ช่อง 3.
Tag :


'ไมค์' วางไมค์โดดลงจอไม่แน่อาจได้ประกบ 'วิว'


นอกจากปีนี้จะเห็นผลงานเพลงของนักร้องหนุ่ม ไมค์-พิรัชต์ นิธิไพศาลกุล แล้ว ก็มีข่าวดีว่าจะมีผลงานแสดงให้ชมอีกด้วย ไมค์ เผยว่า “การที่เรามาเล่นละครอาจจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นกว่าเดิมก็ได้ครับ เพราะว่าละครสามารถเข้าถึงประชาชนได้ง่ายมากขึ้น ตอนนี้ไมค์จะมีละครกับค่ายเอ็กแซ็กท์ น่าจะเปิดกล้องประมาณเดือนหน้า ถือเป็นงานละครครั้งแรก

ตอนนี้ก็กลับไปเรียนการแสดงกับหม่อมน้อยหลังจากหายไปหนึ่งปี ส่วนชื่อเรื่องไมค์ยังไม่ทราบ รู้คร่าวๆเท่านั้นครับว่ามีพระเอกสองคน ถามว่าเล่นกับวิวรึเปล่า ยังไม่รู้เลยครับ รู้แต่ว่าเล่นกับสน-ยุกต์ ปีนี้น่าจะได้เห็นละครที่ไมค์เล่นครับ” ปรึกษาวิวเรื่องละครบ้างมั้ย? “มีบ้างครับทั้งวิวและคุณแม่ของวิว ก็จะถามว่ายากมั้ย

ไมค์รู้อยู่แล้วว่ามันยากอยู่แล้วครับ ได้แต่พยายามทำเต็มที่ในส่วนของเราครับ”.
Tag :


'เชอรี่'วอนนักการเมืองลดทิฐิ


นักแสดงฝีมือเฉียบ 'เชอรี่-เข็มอัปสร สิริสุขะ' สวยใสไม่ไร้สมองนะจ๊ะ จะมาวิพากษ์การเมืองไทย ออกตัวก่อนว่าไม่ใช่นักวิชาการตัวยง ขอเป็นอีก 1 เสียงของภาคประชาชน ที่หวังจะให้การเมืองไทยดีกว่าเดิม...การเมืองไทยทำไม๊! ทำไม! ไม่ไปไหนซะที วนๆ เวียนๆ อยู่วงจรเดิม "หลายๆ นโยบาย เริ่มไปแล้ว 1-2-3 เปลี่ยนรัฐบาลใหม่ เอ๊า! ก็เริ่มนับใหม่กันอีกที มันไม่ต่อเนื่อง

คือบ้านเรามีแค่กลุ่มเดียวที่บริหารประเทศ พอมีเหตุขัดแย้งกันที ก็กระทบไปหมด เชอรี่คิดว่า...อยากให้แต่ละฝ่ายลดทิฐิ อคติ ลดความมีตัวตนทิ้งไปให้หมด แล้วยึดเอาบ้านเมืองเป็นหลัก"เลือกตั้งไปแล้ว แล้วไปไงต่อละเนี่ย "จริงๆ ประชาชนอย่างเราก็มีอำนาจ แค่ตอนเลือกตั้ง ดังนั้นเชอรี่ ก็อยากให้เราออกไปใช้สิทธิ์ใช้เสียงในวันที่ 3 ก.ค. กันมากๆ

ไปใช้สิทธิ์ใช้เสียงที่เรามีอยู่ให้เต็มท่ี่ ออกไปเลือกคนดี เพื่อมาบริหารบ้านเมือง บริหารแผ่นดินของเรา"เรื่องเร่งด่วนจี๋ ฝากให้รัฐบาลใหม่สะสางให้เร็วพลัน "เรื่องความปรองดอง สันติ สำคัญมากๆ เชอรี่อยากให้รัฐบาลใหม่ดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงๆ จังๆ พอมีฝ่ายหนึ่งเป็นรัฐบาล ก็จะมีอีกฝ่ายหนึ่งคอยขัดแย้งกันตลอด ซึ่งมันกระทบไปหมด ทั้งเศรษฐกิจ จิตใจ

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เปราะบางมาก ก็อยากให้แก้ไขเร็วๆ"
Tag :


'มด' ไม่รู้ 'โฟร์' เลิก 'พิชญ์' ปัดดูโอ้รุ่นพี่เฮิร์ตหนักหลังรักร้าง


มด-ณปภัช ไม่รู้โฟร์-ศกลรัตน์ เลิกพิชญ์ ซีควินท์ เผยท่าทีโฟร์ดูปกติไม่มีเฮิร์ตจัดหลังรักร้าว ปัดดูโอ้รุ่นพี่ปรึกษาเรื่องหัวใจเหตุไม่ค่อยพูดเรื่องส่วนตัว โบ้ยให้ถามเอง ย้ำตนยังโสดสนิท-โฟกัสงานและเรียนก่อน...ตกเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันทีหลังนักร้องหนุ่มบอยแบนด์ พิชญ์ กาไชย แห่งวงซีควินท์ ออกมายอมรับว่าห่างกับนักร้องสาวดูโอ้ โฟร์-ศกลรัตน์ วรอุไร

แล้ว หลังคบหาดูใจมากว่า 4 ปี และเมื่อบรรดากระจอกข่าวมาร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัวเพลงรณรงค์เชิญชวนเลือกตั้ง ที่ห้องประชุมสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ศูนย์ราชการ ถ.แจ้งวัฒนะ  เพื่อมาสัมภาษณ์สาว โฟร์ ถึงสาเหตุของรักร้างครั้งนี้ แต่ก็ต้องผิดหวังไปตามๆ กันเมื่อไร้เงาของสาวโฟร์ มาร่วมงาน ซึ่งคนที่ต้องออกรับแทนสาว โฟร์

เลยหนีไม่พ้นดูโอ้สาวรุ่นน้องอย่าง มด-ณปภัช วัฒนากมลวุฒิ นั่นเอง แต่เมื่อถามถึงเรื่องนี้ สาวมด กลับปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่อง แต่ก่อนที่จะมาร่วมงานนี้สาวมด ยืนยันว่าไม่เห็นสาวโฟร์ จะมีอาการซึมเศร้าอย่างที่เป็นข่าวแต่อย่างใดวันนี้ทำไมมาคนเดียว โฟร์ไม่มาด้วย? "ไม่รู้เหมือนกันค่ะ  (หัวเราะ) อาจจะติดธุระ ที่มหาวิทยาลัยก็ได้มั้งคะ" ได้คุยกับโฟร์ไหม

เพราะมีข่าวว่าโฟร์-พิชญ์ เลิกกันแล้ว? "อ๋อ เพิ่งเจอกันเมื่อวานค่ะเพราะมีซ้อมเต้นด้วยกันค่ะ เขาก็ปกติดีนะคะ แต่หนูไม่ทราบว่าในใจลึกๆ เขาคิดยังไงนะคะ คือเวลาอยู่กับเพื่อนกับพี่ๆน้องๆในกามิกาเซ่ และเวลาเขาทำงานเขาก็แจ่มใสดีค่ะ" เขาได้มาปรึกษาเราไหม? "เขาไม่ได้พูดค่ะ" เป็นห่วงไหมเพราะในข่าวบอกว่าเขาค่อนข้างเสียใจมาก? "อันนี้หนูก็ไม่ทราบเหมือนกันนะคะ

เพราะว่าเขาก็ไม่พูดรายละเอียดอะไรให้มดฟังเท่าไหร่ค่ะ เขาคงโตแล้วค่ะ คงมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของคนสองคนค่ะ" เขามีปฏิกิริยาผิดสังเกตไหม? "ไม่นะคะ เมื่อวานเขาไปซ้อมก็ดูร่าเริงดีนะคะ" มดได้ให้กำลังใจยังไงบ้างไหม? "ก็ที่จริงมดก็ไม่รู้ มดพูดตรงๆว่ามดไม่รู้เหมือนกันน่ะค่ะว่ายังไง ก็เห็นว่าเมื่อวานเขาก็ปกติน่ะค่ะ ก็เลยไม่ได้อะไรเท่าไหร่"

ข่าวว่าเลิกกันมาได้ 2 เดือนแล้ว? "เอ่อ อันนี้ก็ไม่ทราบเหมือนกันนะคะ"เขาไม่ได้พูดเรื่องความรักกับเราเลยเหรอ? "เอาจริงๆ นะคะ เขาไม่ได้เป็นคนที่จะมาพูดเรื่องส่วนตัวให้คนอื่นฟังค่ะ เหมือน พี่โฟร์เขาก็โตแล้ว เขามองว่าเรื่องพวกนี้มันเป็นเรื่องของคนสองคนน่ะค่ะ ถ้าเกิดเขาจะพูดให้คนอื่นฟัง มันก็จะมีบุคคลที่ 3 4 5 เข้ามาด้วย

แล้วเดี๋ยวมันจะยิ่งเป็นปัญหาใหญ่ค่ะ มดก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้เป็นยังไงบ้าง เพราะมดก็ไม่ได้ถามเหมือนกัน" เห็นมดเคยให้สัมภาษณ์ว่าอิจฉาพี่โฟร์ที่เวลาคบใครก็คบนาน มีความรักที่ดี? "ที่จริงเป็นเรื่องที่ดีนะคะ กับการที่ว่าถ้าเกิดได้คบกับใครคนนึงแล้วคบนานๆ ค่ะ แต่ก็เข้าใจว่าไม่ว่าจะคบกับใครก็ตาม ทุกคนย่อมมีปัญหากันหมดน่ะค่ะ

แต่เราก็ไม่รู้ว่าปัญหาที่เราจะเจอเป็นปัญหาอะไรค่ะ" หลายคนมองว่าโฟร์กับพิชญ์จะมองหน้าไม่ติดไหมเพราะข่าวว่าจบไม่ค่อยสวย? "พูดตรงๆว่ามดไม่สามารถตอบแทนพี่โฟร์ได้ค่ะ แต่จะมองหน้ากันติดไหมอะไรยังไง มดว่าให้เขามาพูดเองจะดีกว่าค่ะ แต่เวลาเขาอยู่กับมด เขาก็ปกติดีค่ะ มดก็เลยไม่รู้ว่าในใจเขาคิดอะไรอยู่ค่ะ" มดได้คุยกับพิชญ์บ้างหรือยัง?

"ไม่ได้เจอและไม่ได้คุยกันเลยเพราะว่ามดมีงานของมดน่ะค่ะ มีเรื่องเรียนของมด ซึ่งพูดจริงๆมดก็ยังมีปัญหาอยู่ของอะไรหลายๆอย่างที่ไม่ค่อยตรงกันเท่าไหร่ค่ะ"แล้วตอนนี้เราคบกับใครอยู่? "โสดค่ะ" ความรักครั้งต่อไปตั้งใจจะทำยังไงให้คบกันนานๆ? "เอ่อ ที่จริงมันเป็นเรื่องของธรรมชาตินะคะ มันจะเกิดอะไรก็ต้องเกิดน่ะค่ะ

มดไม่สามารถพูดได้ว่าอนาคตต่อไปจะเป็นยังไงค่ะ ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องธรรมชาติไป ถ้าเกิดถึงเวลาจะมีเดี๋ยวมันก็มาเองน่ะค่ะ แต่ตอนนี้เหมือนกับว่ามดมีหน้าที่ที่มดต้องทำ คือหน้าที่เรียนและทำงานที่มดต้องโฟกัสอยู่ค่ะ" หลายคนมองว่ามดโตขึ้นมาก ให้สัมภาษณ์ดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น? "ขอบคุณค่ะ อาจจะเพราะด้วยอะไรหลายอย่างที่สอนให้เรารู้จักที่จะโตขึ้น

ด้วยอายุที่มันเพิ่มขึ้นด้วยมั้งคะ เลยทำให้มีความรู้สึกว่าตัวเองต้องมีความรับผิดชอบมากกว่านี้ ต้องรู้จักที่จะพัฒนาตัวเองมากขึ้นค่ะ".
Tag :


"บี" ยัน "ฮิม" เป็นสุภาพบุรุษ เผยยินดี "เคลลี่" มีรักใหม่


บี-น้ำทิพย์ รับคุยไฮโซ ฮิม อิสริยะ ยันแค่เพื่อน ยังไม่เรียกแฟน แจงจะมีรักใหม่ต้องดูนานๆ แย้มฝ่ายชายน่ารัก เทกแคร์ดี เป็นสุภาพบุรุษ เผยยินดีกับรักใหม่ เคลลี่ ธนพัฒน์...พ่ายรักเก่ามาไม่กี่เดือน หัวใจสาว "บี-น้ำทิพย์ จงรัชตวิบูลย์" ก็ดูจะชุ่มชื่นขึ้นมาอีกครั้ง เพราะล่าสุดมีไฮโซหนุ่ม "ฮิม อิสริยะ" คอยดูแลแถมงานนี้ดูเหมือนเพื่อนๆ

นางแบบจะเชียร์ให้ตกลงปลงใจคบกันสุดฤทธิ์ แต่สาวบีก็ยังคงปากแข็งขอยืนยันสถานะไว้แค่เพื่อน แต่ก็ยอมรับว่าปรึกษากันอยู่เรื่อยๆ แถมแย้มว่า ฮิม เป็นคนดี น่ารัก เป็นสุภาพบุรุษคอยเทกแคร์ทั้งตนและแก๊งเพื่อนสาวอยู่เสมอ แต่ก็ยืนยันว่าที่นางแบบสาว 'โย-ยศวดี หัสดีวิจิตร' ออกมาพูดเชียร์ในรักครั้งนี้นั้น โดยที่ตนยังไม่ได้ออกมาพูดเลยนั้น

ไม่ได้ทะเลาะหรือเคืองกันเลย เพราะ โย ก็พูดไปตามความรู้สึกและสิ่งที่เห็น ส่วนเรื่องรักเก่าอย่าง 'เคลลี่ ธนพัฒน์' ที่มีข่าวจีบนักร้องเอเอฟ 'กรีน อัษฎาพร สิริวัฒน์ธนกุล' นั้น บี ก็บอกว่ายินดีหากเป็นเรื่องจริง แต่ช่วงนี้ไม่ได้คุยกันเลยเพราะงานยุ่งทั้งคู่ เมื่อกระจอกข่าวเจอเจ้าตัวที่งาน Anal Sale @ central world ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

จึงเข้าไปพูดคุยถึงประเด็นเรื่องรักทั้งหมดเห็นโย ยศวดี พูดว่าไฮโซฮิมจีบบี แต่ตัวบีไม่เคยออกมาพูดอะไรเลยแบบนี้ทะเลาะกับโยหรือเปล่า? "ไม่ได้ทะเลาะหรอกค่ะ เขาก็พูดไปตามความรู้สึกหรือที่เขาเห็นค่ะ แต่ว่าจริงๆ ก็เป็นเพื่อนกันค่ะ" จริงๆ แล้วฮิมท่าทียังไงบ้าง? "ก็เฉยๆ ค่ะ เป็นเหมือนเพื่อนผู้ชาย พี่ชายคนหนึ่งค่ะที่เข้ามาคุยเท่านั้นเองค่ะ"

โยเชียร์ให้คบกันบ้างไหม? "ไม่ได้พูดอะไรเลยค่ะ เขาเฉยๆ มากกว่าค่ะ" เห็นโยบอกว่าถ้าคู่นี้คบกันก็น่าจะเป็นคู่ที่เหมาะสมกันมาก? "โอ้ว เหรอค่ะ ก็จริงๆ เหมือนเราก็คุยกันปกติมากกว่าค่ะ คือเขาก็รู้อยู่แล้วว่าบีวางตัวเป็นเพื่อนค่ะ" เป็นเพื่อนกันมานานหรือยัง? "ก็ได้สักพักแล้วค่ะ แต่จริงๆ ก็รู้จักกันมานานแล้วค่ะ" เห็นงานวันเกิดโยเขาก็ส่งรถมารับด้วย? "ไม่ค่ะ

ต่างคนต่างขับรถไปเองแล้วก็ไปเจอกันที่งานค่ะ แต่อาจจะนัดเวลากันว่าเดี๋ยวไปประมาณนี้แล้วกันนะ"ส่วนตัวเราโอเคกับคนนี้ไหม? "จริงๆ เขาก็เป็นคนดีค่ะ เป็นน่ารักดีค่ะ" เห็นเพื่อนแอบแซวว่าบีไม่ยอมใจอ่อน? "บี มีความรู้สึกว่าการที่เราจะคบใครสักคนนั้นต้องใช้เวลาค่ะ ไม่แบบว่าคุยกันปุ๊บแล้วจะต้องเป็นแฟนกันค่ะ

แต่คือคุยกันไปแล้วเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันปรึกษากันไปเรื่อยๆ ดีกว่า ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าวันนึงจะใช่ก็คือใช่ แต่ถ้าวันนึงไม่ใช่ก็คือไม่ใช่" แสดงว่าตอนนี้กำลังศึกษากันอยู่? "ก็คุยกันไปเรื่อยๆ ค่ะ" ฮิมมีมุมน่ารักตรงไหนบ้าง? "เขา ก็เป็นคนดีค่ะ คือเขาก็เทกแคร์ไม่กับเฉพาะบี อย่างที่บอกคือเขาก็เทกแคร์ทุกคน ก็เป็นสุภาพบุรุษคนหนึ่งค่ะ

คือดูแลบีและเพื่อนอย่างดีค่ะ" ถ้ามีความรักอีกครั้งจะมองถึงขั้นแต่งงานเลยไหม? "โอ้ว ขั้นแต่งงานยังไม่คิดค่ะ แต่ถ้าจะมีความรักอีกสักครั้งก็คงจะเป็นอะไรที่ชัวร์จริงๆ คือคนนั้นต้องเป็นคนที่ดี รับเราได้หมายถึงว่าไม่ว่าเราจะเป็นยังไงก็แล้วแต่ค่ะ คือต้องเข้ากันได้ค่ะ"ฮิมมีข่าวกับดาราสาวเยอะพอสมควร เป็นเหตุที่ทำให้เราคิดว่ายังไม่พร้อมหรือเปล่า?

"จริงๆ ไม่เกี่ยวกับข่าวเลยค่ะ มันเกี่ยวกับว่าถ้าคุยกันแล้วใช่ก็คือใช่ค่ะ พูดตรงๆ ข่าวบางที บีอ่านเองยังต้องชั่งใจว่าจริงหรือไม่จริงบ้าง เพราะฉะนั้นเราจะไม่ตัดสินคนอื่นจากข่าวค่ะ" ได้ทราบข่าวเรื่องเคลลี่กับน้องกรีนบ้างไหม? "ก็จริงๆ ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ดีไปค่ะ แต่ไม่เป็นเรื่องจริง อันนี้ก็แล้วแต่เขาค่ะ แต่อยากให้เขาเจอคนที่ดีค่ะ"

แล้วมีคุยกันบ้างไหม? "ไม่ได้คุยเลยค่ะ" แสดงไม่ได้คุยกันเรื่องข่าวเลย? "ถ้าข่าวนั้นไม่ได้เกี่ยวกับเราสองคนก็จะไม่คุยค่ะ หรือถ้าเกิดเขาเป็นข่าวกับคนอื่น หรือบีเป็นข่าวกับคนอื่นก็ต่างคนต่างไม่ยุ่งค่ะ" แล้วมีติดต่อคุยกันบ้างไหม? "ตอนนี้ไม่ได้คุยหรือติดต่อกันเลยค่ะ ต่างคนต่างทำงานค่ะ ที่ทราบมาเขาก็มีละคร ส่วนบีก็มีเดินแบบถ่ายแบบเยอะค่ะ".
Tag :


'เชน' ยืดอกวอกแวกสาวอื่นทำเข้าใจผิดหวิดเลิก 'ต่าย'


เชน-ธนา รับมีปัญหาเรื่องสาวทำต่าย-ชัชฎาภรณ์ เข้าใจผิดทะเลาะจนขอห่างกันแต่ตอนนี้คืนดีแล้ว รับมีวอกแวกบ้างแต่หยุดเพราะไม่อยากเสียคนดีอย่างฝ่ายหญิงไป ลั่นต่อไประวังเรื่องผู้หญิงมากขึ้น ปัดมีข้อตกลงหลังคืนดี...มาร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัวเพลงรณรงค์เชิญชวนเลือกตั้ง ที่ห้องประชุมสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ศูนย์ราชการ ถ.แจ้งวัฒนะ

นักข่าวเลยชวนนักร้องหนุ่มตี๋อารมณ์ดี เชน-ธนา ลิมปยารยะ มาพูดคุยถึงเรื่องเลิฟๆกับนักแสดงสาวรุ่นพี่ ต่าย-ชัชฎาภรณ์ ธนันทา ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งหนุ่ม เชน ยืดอกรับว่าหวิดเลิกกับสาวต่าย เพราะมีปัญหาเรื่องสาวๆเข้ามาแทรกจนเกิดการเข้าใจผิดทะเลาะกันหนักถึงขั้นขอห่าง แต่สุดท้ายเพราะความรู้สึกว่าสาวต่าย เป็นคนที่ใช่และห่างไม่ได้

จึงหวนคืนดีเลิฟกันเหมือนเดิมอีกครั้ง ซึ่งในช่วงที่มีปัญหา หนุ่มเชน ก็ยอมรับว่ามีวอกแวกบ้าง แต่เมื่อกลับมาคิดทบทวนก็คิดจะหยุดเพราะไม่อยากเสียคนดีๆอย่างสาวต่าย ไปจากชีวิตนั่นเอง ว้าว!!!ต่าย-ชัชฎาภรณ์ เรื่องหัวใจเป็นไงบ้าง? "เอาจริงๆเลยใช่ไหม คือเพิ่งผ่านวิกฤตมาจริงๆ ที่มีกระแสเนี่ยมันเพราะมีมูลนิดนึง คือมีเรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อย เพราะหลังๆ

ผมมีเรื่องสาวๆนิดนึง แต่จริงๆไม่มีอะไร แต่ทางเขาอาจจะเข้าใจผิดนิดหน่อยก็เลยยาว แต่ตอนนี้ดีแล้วครับ" แสดงว่ากลับมาหวานเหมือนเดิม? "ก็หวานปกติครับ" หรือยังอยู่ในช่วงดูพฤติกรรม? "(หัวเราะ) ไม่ถึงกับดูพฤติกรรม คือเป็นเรื่องเข้าใจผิดจริงๆ แล้วก็เหมือนตอนที่วิกฤตตอนนั้นเนี่ยเรารู้สึกว่าอยากห่างกันนะครับ แต่มันได้แป๊บเดียวน่ะ

ก็รู้สึกว่าคนนี้มันห่างไม่ได้ เราก็รู้สึกว่ามันใช่จริงๆ เราก็เลยกลับมาคืนดีกัน มาคุยกัน" เล่าให้ฟังได้ไหมว่าเรื่องมันร้ายแรงขนาดไหน? "คือมันร้ายแรงตรงที่มันมีเรื่อยๆ แล้วเหมือนเขาไม่พูด พอไม่พูดปุ๊บ มันก็เลยเหมือนว่านิดหน่อยก็เอาแล้ว เรื่องจอดรถเดินไกลไปหน่อยก็หน้าหงิก มันก็จะมีฟีลแบบนี้บ่อยๆ อย่างโทรหาไม่รับก็เอาแล้วมีเรื่องแล้ว

แต่จริงๆมีมูลอยู่แค่เรื่องเดียวครับ" แล้วทำไมถึงปล่อยให้มีเรื่องสาวๆมาเรื่อยๆ? "คือมันเหมือนคาแร็กเตอร์ของผมมากกว่า บางทีเวลาเราไปถ่ายรายการก็จะมีหยอดบ้างนิดหน่อย แต่ถามว่าคิดไหมจริงๆก็ไม่มี" เป็นเพราะเชนบ้างานเกินไปด้วยรึเปล่า? "เรื่องบ้างานนี่ผมว่าก็มีส่วนนะครับ แต่จริงๆผมก็แบ่งเวลาให้เขาเยอะเหมือนกันนะ ผมก็ปฏิบัติเหมือนเดิมทุกอย่าง"

ต่อไปต้องระวังเรื่องสาวๆ มากขึ้นไหมเพราะมันดูเป็นปัญหา? "ระวังครับ เดี๋ยวนี้ทวิตเตอร์ไม่มีชื่อผู้หญิงเลย จะทวิตน้อยลง มาก ช่วงนี้เป็นเด็กเรียบร้อยมาก" ไม่มีแอบเซตเป็นชื่อผู้ชายนะ? "อ๋อ ไม่มีๆครับ จะเรียบร้อยมากขึ้น" ตอนที่มีปัญหาเรื่องสาวๆ ตัวเราเองมีวอกแวกไหม? "เอ่อ มันก็มีบ้าง คือผมก็ยอมรับว่าผมไม่ใช่ผู้ชายที่เรียบร้อยมาก

มันก็มีวูบนึงที่แบบว่าเฮ้ย คนนี้น่ารักนะ แต่ว่าพอเรามาถามตัวเองจริงๆ แล้วก็รู้สึกว่าเราควรจะหยุดได้แล้ว เพราะถ้าพูดเป็นกลางๆ ต่ายเป็นคนที่ดีมาก เรียบร้อย รักครอบครัว ผมไม่อยากเสียคนนี้ไปนะ เอาจริงๆ" ถ้าวันนึงเสียเขาไปจะรู้สึกยังไง? "ก็คงเสียใจนะครับ แต่ถ้าจะเสียจริงๆ มันต้องสุดวิสัยจริงๆน่ะ คือมันต้องมากๆแล้วถึงจะแยกกัน"

ตอนนี้มีข้อตกลงระหว่างทั้ง 2 คนไหม? "ก็ไม่มี ส่วนใหญ่เขาจะขอว่าจะทำอะไรก็อย่าลืมว่ามีแฟนอยู่ เขาก็จะขอแบบน้อยใจนิดนึงครับ" ได้ทำอะไรเป็นการขอโทษเขาเป็นพิเศษไหม? "ไม่มีครับ ปกติ ก็คุยเหมือนเดิม" ประกาศถอดลายแล้วว่างั้น? "ผมถอดลายอยู่แล้ว มันแค่เข้าใจผิดกันเฉยๆ ผมเรียบร้อยครับ". 
Tag :


เพราะงานเยอะ 'ริต้า' อดควง 'ขันเงิน' สวีทที่อังกฤษ


โฉมงามอย่าง ริต้า-ศรีริต้า  เจนเซ่น กับหนุ่มฮิปฮอปสุดฮอต ขัน-ขันเงิน เนื้อนวล แห่งวงไทยเทเนี่ยม ไม่มีอะไรลับๆ อีกต่อไป เพราะสาวริต้าพูดกันชัดๆ ว่าคบจริงจ้า แต่จะอยู่ในสเต็ปไหน ระดับไหนนั้น เรามีคำตอบเฉลยให้คบกันมาพัักใหญ่แล้วนะ สัมพันธ์ก้าวไกลหรือว่าถอยหลัง ? "ความสัมพันธ์ยังไม่ไปไหนเลย ยังเป็นเหมือนเดิม เป็นเพื่อนสนิทกันอยู่

เรายังไม่ได้คบกันแบบแฟน คบกันเมื่อไหร่ต้าจะบอกค่ะ" ชอบอะไรในตัวขันเงินบอกมานะต้า ? "ต้าชอบความตรงไปตรงมาของเค้า" หนุ่มเซอร์แตกขันเงิน กับสาวสวยสะเด็ดอย่างริต้า ดูท่าทางไม่น่าจะลงล็อคกันได้ ? "ภาพภายนอกหลายคนอาจจะมองว่าริต้ากับขันไม่เหมาะกัน แต่จริงๆ เรามีหลายอย่างคล้ายคลึงกัน มีความคิด ไลฟ์สไตล์ตรงกันหลายๆ อย่าง"แว่วมาว่า

มีโครงการจะไปสวีทวี้ดวิ้วถึงอังกฤษ ? "ต้ายังไม่มีแพลนที่จะไปเที่ยวต่างประเทศด้วยกัน เพราะเวลาเราไม่ค่อยตรงกัน อีกอย่างต้าก็ยุ่ง มีละคร 2 เรื่องที่ต่้องถ่ายทำ พิมมาลากับบ่วง โฆษณาและถ่ายแบบก็ค่อนข้างเยอะ ต้าก็ไม่ได้ว่าว่างตลอดนะ"  นานๆ ก็มาเจอกันที ? "ก็สนิทค่ะ รู้สึกดี ริต้าก็โตแล้ว ก็ต้องค่อยๆ ดูกันไป" แล้วเวลาว่าง

ต้าจะชอบไปสานสัมพันธ์กับขันเงินอย่างไรจ๊ะ บอกมาให้ไวๆ ? "ก็ไปกินข้าว ดูหนัง 2 คนบ้าง ไปหลายคนก็มีบ้างค่ะ".รับฟังเสียงสัมภาษณ์ ริต้า-ศรีริต้า แบบเต็มๆ ได้ที่โทร *7172408 ค่าบริการนาทีละ 3 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%) สำหรับลูกค้าเครือข่ายดีแทค
Tag :


ผู้ใหญ่ติง “ฟาง” โดนสั่งห่าง “เอเอ” ย้ำเชื่อใจภาพหลุดขอเบอร์สาว


ฟาง-พิชญา เผยต้นสังกัด & ครอบครัว ติงภาพหลุด สั่งห่าง เอเอ-พีรวัชร์ รับกลัวการห่างอาจทำให้เลิกรา แจงผู้ใหญ่ไม่ยอมรับโทรศัพท์เพราะติดงาน ยันเคลียร์ปัญหาแล้ว แจงภาพหลุด เอเอ ขอเบอร์สาว ยันเห็นภาพแล้ว ย้ำเชื่อใจ ขอเวลาเคลียร์ก่อน...ถือว่า เป็นนักแสดงอีกหนึ่งคนที่มีภาพหวือหลุดออกมาทำพิษให้งานเข้า สำหรับ “ฟาง-พิชญา เชาวลิต”

ที่ถ่ายรูปเล่นสวีตกับแฟนหนุ่ม “เอเอ-พีร วัชร์ เหราบัตย์” ในชุดบิกินี่ทั้งในน้ำและบนบกแบบไม่ทันได้ระวังเลยว่าภาพเหล่านั้นจะหลุดออกมา สู่สายตาทุกๆ ท่านรึเปล่า ซึ่งล่าสุดต้นสังกัดไม่พอใจถึงขนาดไม่ยอมรับโทรศัพท์ที่ ฟาง ต้องการโทรไปเพื่ออธิบายเลย งานนี้เจ้าตัวก็ออกมาเผยในงาน Anal Sale @ central world ที่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

ว่าผู้ใหญ่ทางเอ็กแซ็กท์ได้มีการเรียกเข้าไปอบรมและตักเตือนแล้ว และยอมรับผู้ใหญ่หลายท่านไม่พอใจ แต่ไม่ถึงขนาดไม่อยากรับโทรศัพท์ เพียงแต่พวกท่านงานยุ่งจึงไม่มีเวลารับสาย และเรื่องนี้ก็ได้มีการพูดคุยกับทั้งทางต้นสังกัด รวมถึงครอบครัวแล้วว่าช่วงนี้ให้ห่างๆ กันหนุ่มเอไปก่อนอย่าเพิ่งเจอหรือไปไหนด้วยกันบ่อยนัก เพราะยังอยู่ในช่วงที่เป็นข่าว

และให้ระวังอย่าให้มีภาพที่ไม่สมควรแบบนี้หลุดออกมาอีก ยอมรับว่าการห่างกันอาจเป็นสาเหตุของการเลิกราก็เป็นได้ เพราะเวลาเป็นเรื่องสำคัญมากกับความรักในความคิดของตน ส่วนเรื่องที่แฟนหนุ่มมีภาพกำลังขอเบอร์สาวหลุดออกมานั้น สาวฟางก็บอกว่าได้เห็นภาพแล้วแต่ยังไม่ได้คุยกัน ซึ่งก็ขอเวลาคุยกันก่อน แต่ยืนยันเชื่อใจ หนุ่มเอ

ไม่นอกใจแน่นอนผลกระทบล่าสุดเรื่องภาพหลุด เห็นว่าผู้ใหญ่ทางเอ็กแซ็กท์ไม่รับโทรศัพท์เลย? "จริงๆ แล้วทางเอ็กแซ็กท์ก็จะมีพี่ๆ ผู้ใหญ่หลายคนที่คอยดูแลนักแสดงอยู่ จริงๆ ฟางก็ได้คุยกับพี่ผู้ใหญ่หลายคนแล้วค่ะ แล้วก็มีพี่ให้โทรไปขอโทษผู้ใหญ่หลายๆ คนด้วย แต่บังเอิญพี่เขาติดงานก็เลยไม่ได้รับโทรศัพท์ค่ะ" ความสัมพันธ์กับทางเอ็กแซ็กท์ยังโอเคอยู่ไหม? "ก็

โอเคค่ะ พี่ๆ เขาก็จะเป็นห่วงเรื่องของภาพ เวลาที่จะมีข่าวทุกๆ ครั้งก็จะคอยบอกว่าแบบนี้ไม่ดีนะ ไม่ควรนะ และเราควรจะทำตัวยังไง" แล้วผู้ใหญ่โกรธไหม? "ก็นิดนึงค่ะ พี่ๆ ที่ดูแลก็เลยบอกว่าแบบนี้ไม่สมควรนะ มันดูเหมือนเป็นส่ิงที่ไม่น่าจะออกมาค่ะ" ได้คุยกับคุณบอยไหม? "ไม่ค่ะ ยังไม่ถึงพี่บอยค่ะ" กลัวจะถึงพี่บอยไหม? "กลัวค่ะ ถ้าเจอพี่บอยคงแบบเรื่องใหญ่มากค่ะ

พี่ๆ ที่สนิทกับฟางก็จะคอยเตือนอยู่แล้วอีกรอบหนึ่งด้วย" ครอบครัวว่ายังไงบ้าง? "ล่าสุด ก็โดนคุณพ่อคุณแม่ว่าเยอะเหมือนกันค่ะ คือจริงๆ ฟางก็บอกคุณพ่อคุณแม่เรียบร้อยค่ะว่าไปเที่ยว แต่เราก็ไม่ได้รายงานว่าเราจะออกไปนั่งเรือหรืออะไรยังไง แต่พอมีภาพออกมาเขาก็ไม่ได้โกรธที่เราเล่นน้ำ

แต่เขาโกรธที่ทำไมเราไม่ดูแลให้รูปมันเซฟกว่านี้"เป็นเพราะหนังสือพิมพ์ที่พาดหัวข่าวด้วยไหม? "ใช่ค่ะ ก็ใช้คำที่ค่อนข้างจะแรง" ครอบครัวสั่งห้ามยุ่งเกี่ยวกับเอเอเลยไหม? "จริงๆ ยังไม่ถึงขนาดนั้นค่ะ แต่เขาก็บอกว่าให้เบาๆ ลงหน่อย ช่วงนี้ก็ห่างๆ กันไปแป๊บนึง แต่ไม่ได้สั่งให้ห่าง แต่ถ้าช่วงนี้ไม่จำเป็นก็อย่าออกไปเจอกันบ่อยมาก เพราะอยู่ในช่วงกระแส"

แต่ความสัมพันธ์ยังปกติดี? "ปกติดีค่ะ" แต่เอเอให้สัมภาษณ์ล่าสุดบอกว่าห่างแล้ว เพราะเรื่อนเรียน? "เรื่องเรียนตอนนี้ก็เป็นปีสุดท้ายค่ะ ใกล้จะจบแล้วเลยอยากให้เรียบร้อยก่อน" ไม่ได้ถามเขาเรื่องผู้ใหญ่สั่งห้ามใช่ไหม? "ยังค่ะ ไม่ได้สั่งห้ามแต่ก็แค่บอกให้ดูแลภาพเฉยๆ ค่ะว่าไม่ให้ภาพออกมาสไตล์นี้อีก" แต่ที่ต้องห่างเป็นเพราะครอบครัวขอด้วยใช่ไหม? "มีส่วนค่ะ"

ไม่ได้ห้ามไปไหนด้วยกัน? "จริงๆ ไม่ได้ห้ามไม่ให้ไปไหนมาไหนด้วยกัน แต่แค่ช่วงนี้ที่บอกว่าให้น้อยๆ หน่อยค่ะ" เรื่องนี้ดูเหมือนว่าเราเสียหายมากกว่าผู้ชาย? "ค่ะ แต่จริงๆ แล้วภาพที่ถ่ายก็เป็นภาพที่ถ่ายเล่นกันเองแล้วก็เป็นรูปส่วนตัวที่ถ่ายกับเพื่อนๆ ด้วยกัน คือจริงๆ อาจจะมีภาพที่เยอะกว่านั้น แต่เพื่อนฟางคนนี้ก็จะเซฟ

คือเขาคิดว่าการที่ไม่เอารูปบิกินี่ไปลงเป็นการเซฟแล้ว"คิดว่าแฟร์ไหมที่ผู้ใหญ่สั่งห้ามแบบนี้? "จริงๆ แล้วฟางเข้าใจค่ะ คุณพ่อคุณแม่ไม่อยากให้ออกไปไหนก็อยากให้เซฟ เพราะเราเป็นผู้หญิงเสียหายค่ะ" ล่าสุดก็มีภาพหลุดเอเอขอเบอร์สาว? "เห็นแล้วค่ะ แต่ก็ยังไม่ได้ถามพี่เอเอว่ายังไงบ้าง ต้องขอไปถามก่อนค่ะ" ผู้หญิงในภาพฟางรู้จักไหม? "ไม่รู้จักค่ะ บอกตรงๆ

ว่าฟางไม่เคยคิดว่าจะมีภาพแบบนี้ค่ะ" พอเห็นครั้งแรกแล้วมีหึงไหม? "ยังค่ะ เดี๋ยวขอไปถามก่อนค่ะเพิ่งเห็นเมื่อวานยังไม่ได้คุยกับพี่เอเอเลยค่ะ" กลัวว่าเขาจะขอเบอร์สาวจริงๆ ไหม ? "คือในภาพเป็นแบบนั้นนะ แต่ไม่รู้ค่ะ" แล้วเชื่อใจเขาไหม? "ก็เชื่อใจค่ะ" ห่างกันแล้วมีคุยกันมากน้อยแค่ไหน? "ช่วงนี้ก็โทรบ้าง ไม่โทรบ้างค่ะ

เพราะว่าพี่เอเขาค่อนข้างจะทำงานต่างจังหวัดเยอะค่ะ" อาทิตย์นึงเจอกันกี่ครั้ง? "แล้วแต่ค่ะ อาจจะครั้งเดียวแล้ววันมากกว่าค่ะว่าสะดวกหรือว่างวันไหน" เมื่อก่อนเจอกันบ่อยไหม? "ช่วงเดือนที่แล้วค่อนข้างจะบ่อยค่ะ เพราะว่างานน้อยและละครก็เพิ่งปิดกล้องไป และเดือนหน้าก็จะมีละคร ฟางคิดว่าเดี๋ยวเวลาก็คงจะน้อยลงไปอีก"

กลัวไหมว่าความห่างแบบนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเลิกกัน? "ก็กลัวค่ะ จริงๆ แล้วเวลาเป็นสิ่งสำคัญค่ะ แต่ก็ต้องดูกันไปค่ะ".
Tag :


นิทานอีสป เรื่อง ลา เจ้าอุบาย


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง ลา เจ้าอุบาย ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

ลาตัวหนึ่งบรรทุกเกลือเต็มหลังมาจากริมทะเล ระหว่างทางกลับบ้านต้องข้ามลำธาร บังเอิญลาลื่นล้มลง

เกลือละลายไปในน้ำเสียมาก เมื่อเดินทางต่อไปมันจึงรู้สึกว่า

เบาหลังสบายนัก ครั้งต่อไปเมื่อเจ้านายไปซื้อเกลือที่ริมทะเลอีก ลาก็เเกล้งลื่นล้ม

ในลำธารอีกเพื่อจะได้ไม่ต้องเเบกเกลือหนักๆ กลับบ้าน เจ้านายของลารู้ทันอุบายนั้น จึงได้พาลาไปซื้อฟองน้ำในคราว

ต่อไป เเม้จะรู้สึกว่าไม่หนักนัก เเต่ลาก็ยังเเกล้งล้มในลำธารเหมือนเดิม อีก

คราวนี้น้ำจึงซึมเข้าไปเต็มเนื้อฟองน้ำจนชุ่มโชก ลาจึงต้องบรรทุกของที่มีน้ำหนักเพิ่มกว่าเดิมอีกหลายเท่า นิทานเรื่องนี้

สอนให้รู้ว่า เเผนการบางอย่างก็ใช้ไม่ได้กับทุกสถานการณ์ (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป ลา เจ้าอุบายลา เจ้าอุบาย


นิทานอีสป เรื่อง ลาโง่ กับ สิงโต


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง ลาโง่ กับ สิงโต ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

เมื่อ สิงโตคำรามในยามออกล่าเหยื่อ สัตว์ต่างๆ ที่ผ่าน มาก็จะหวาดกลัวเเละรู้ว่าเป็นเสียงสิงโตจึงมักวิ่งหนี

ไปได้ก่อนที่จะกลายเป็นอาหารอันโอชะของสิงโต สิงโตจึงทำอุบายไปตีสนิทกับลาเเล้วชวนลาไปล่าเหยื่อ

ด้วยกันลาดีใจนักที่ได้เป็นเพื่อนกับเจ้าป่าจึงทำตามที่ สิงโตบอกทุกอย่าง ลา เข้าไปซุ่มซ่อนในพงไม้ พอสัตว์ต่างๆ

ผ่านมาลาก็จะ เเหกปากร้องสุดเสียง พวกสัตว์ต่างๆ ไม่เคยได้ยินเสียง ลา

จึงพากันวิ่งไปอีกทางหนึ่งซึ่งสิงโตดักซุ่มอยู่ วันนั้นสิงโตจึงได้อิ่มหนำสำราญกับสัตว์นานาชนิด ลา

ก็คุยโอ่อย่างภูมิใจว่าที่สิงโตกินอิ่มได้ก็เพราะเสียง อันน่ากลัวของตน สิงโตก็ได้เเต่ยกยอปอปั้นลาทั้งๆ

ที่รู้ว่าสัตว์ต่างๆ นั้นวิ่งหนี เพราะตกใจในเสียงประหลาดๆ

ของลาต่างหาก

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า คนโง่ย่อมตกเป็นเครื่องมือของคนฉลาด (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป ลาโง่ กับ สิงโตลาโง่ กับ สิงโต


นิทานอีสป เรื่อง เเม่ เหยี่ยว กับลูก


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง เเม่ เหยี่ยว กับลูก ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

เเม่เหยี่ยวเป็นทุกข์ใจนักที่เห็นลูกนกเหยี่ยวของตน นอนป่วยมาหลายวันเเล้ว เมื่อลูกนกมีอาการทรุดหนักลงทุกวัน

เเม่เหยี่ยวก็ร่ำไห้ สะอึกสะอื้นปานจะขาดใจ ลูกนกจึงเอ่ยขึ้นว่า "อย่ามัวร้องไห้เลย เเม่จ๋า เเม่ลองไปไหว้บนบาน เทพยดา

ที่ศาลสิจ๊ัะ ท่านจะได้ช่วยชีวิตลูก ท่านจะได้

ช่วยให้ลูกหายเจ็บไข้" เเม่เหยี่ยวฟังเเล้วก็ยิ่งร้องหนักขึ้นเเล้วว่า "เเม่ก ็อยากทำเช่นนั้นจ่ะลูก

เเต่เเม่ไปขโมยอาหาร ที่คนนำมาถวาย ท่านทุกๆวัน เเล้วเทพยดาจะช่วยเรา ทำไมล่ะ โธ่เอ๊ย! เเม่ไม่น่าทำเช่นนั้นเลย ไม่ควรไป

ขโมยของท่านเลย"

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า เมื่อสำนึกความผิดได้ บางครั้งก็สายเกินไป (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป เเม่ เหยี่ยว กับลูกเเม่ เหยี่ยว กับลูก


นิทานอีสป เรื่อง เเม่ กวาง กับลูก


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง เเม่ กวาง กับลูก ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

เเม่กวางพาลูกน้อยออกไปหาอาหารที่ชายป่า ครั้นพอ ได้ยินเสียงหมาล่าเนื้อ เเม่กวางก็รีบชวนลูกวิ่งหนีเตลิด

เข้าป่าทันที เเม่กวางจึงถามเเม่ว่า "ทำไมเเม่ต้องกลัวหมาล่าเนื้อด้วยล่ะจ๊ะ ในเมื่อเเม่ ตัวโตกว่า ว่องไวกว่า

เเล้วก็ยังมีเขาเเหลมๆ ที่เจ้าหมา ไม่มีอีกด้วย" เเม่กวางฟังเเล้วก็ถอนใจเฮือกหนึ่งก่อนจะบอกลูก

ตามตรงว่า "เเม่ก็ไม่รู้ว่าทำไมต้องกลัวมัน เเต่เห็นสัตว์อื่นๆ ก็กลัวมันนะลูก เเค่ได้ยินเสียงมันเห่ามาเเต่ไกลก็ต้องวิ่ง

ทุกทีเลยล่ะจ้ะ"

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า คนที่ไม่เคยคิดสู้ ย่อมมีเเต่ความกลัวตลอดไป  (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป เเม่ กวาง กับลูกเเม่ กวาง กับลูก


นิทานอีสป เรื่อง เเมงป่อง กับ เด็ก


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง เเมงป่อง กับ เด็ก ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

เเม้จะจับจักจั่นได้มากถึง ๑๐ ตัวเเล้ว เเต่เด็กน้อย จอมซน ก็ยังสนอกสนใจ เเมงป่องตัวเขื่อง ที่เกาะอยู่

บนตอไม้ริมทาง "อย่าจับข้านะ ข้ามีเหล็กในที่ร้ายกาจที่สุดรู้หรือไม่" เเมงป่องร้องเตือน พลางชูหางขึ้นขู่ เเต่เด็กจอมซน

กลับถามว่าทำไมตนต้องกลัวเหล็กในด้วย เเมงป่องจึงว่าถ้าถูกต่อยด้วยเหล็กใน นอกจาก จะเจ็บปวดเเล้ว

ยังจะต้องเสียจักจั่นนับสิบตัวอีกด้วย เเต่ด้วยความซน เด็กน้อยจึงเอื้อมมือไปจับเเมงป่อง

เเล้วก็ถูกเเมงป่องต่อยใส่มือจนปวดนัก ต้องสะบัดมือ

โยนจักจั่นทั้งหมดทิ้งไป

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า ความไม่รู้จักพออาจนำหายนะมาให้  (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป เเมงป่อง กับ เด็กเเมงป่อง กับ เด็ก


นิทานอีสป เรื่อง เเม่ตุ่น กับ ลูกตุ่น


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง เเม่ตุ่น กับ ลูกตุ่น ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

เเม่ตุ่นตัวหนึ่งเพิ่งคลอดลูกตุ่นตัวน้อยๆ น่ารัก เเต่ลูกตุ่นนั้นยังไม่ทันจะลืมตาได้ก็เริ่มโอ้อวดว่า "เเม่จ๊ะ

เเม่จ๋า ลูกมองเห็นเเล้วล่ะ เห็นชัดเลยจ้ะ" เเม่ตุ่นประหลาดใจนักจึงทดสอบด้วยการเอากำยานก้อนหนึ่ง ก้อนหนึ่ง

มาวางต่อหน้าเเล้วถามว่า "เเล้วนี่ล่ะจ๊ะ ลูกมองเห็นไหม บอกเเม่วิว่าคืออะไร" ลูกตุ่นมองไม่เห็นก็ตอบมั่วๆ

ว่า "ก้อนหินไงล่ะจ๊ะเเม่" เเม่ตุ่นมองไม่เห็นพลางตำหนิลูกว่า "ลูกจ๋า ตาของลูกยังมองไม่เห็น

จมูกก็ยังไม่ได้กลิ่นอีกด้วย"

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า การชอบโอ้อวดเกินจริง จะทำให้ผู้อื่นเห็นข้อบกพร่องในด้านอื่นๆ

ของเราเพิ่มขึ้น (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป เเม่ตุ่น กับ ลูกตุ่นเเม่ตุ่น กับ ลูกตุ่น


นิทานอีสป เรื่อง เเม่ปู สอนลูก


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง เเม่ปู สอนลูก ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

เเม่ปูพาลูกๆ ออกไปหากินที่ชายหาด เมื่อเห็นลูกๆ เดินคดเคี้ยวเซไปมาจึงกล่าวว่า "ทำไมลูกไม่เดินให้ตรงๆ

ทางล่ะจ๊ะ" ลูกปูจึงตอบ "ถ้าเช่นนั้นเเม่ลองเดินตรงๆ ให้ลูกดูหน่อยซิจ๊ะ

ลูกจะได้ทำตาม"

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า การพูดอย่างเดียว ไม่อาจสอนใครได้ดี เท่าการทำให้เห็น เป็นตัวอย่าง (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป เเม่ปู สอนลูกเเม่ปู สอนลูก


นิทานอีสป เรื่อง เเพะ กับ สิงโต


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง เเพะ กับ สิงโต ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

สิงโตคำรามใส่เเพะว่า "ข้าพบน้ำพุน้อยนี้ก่อน

ข้าต้องได้กินน้ำนี้ก่อน" เเต่เเพะก็ร้องว่า "ข้าต่างหากที่มาพบก่อนเจ้า" เมื่อตกลงกันไม่ได้

สิงโตกับเเพะก็กระโจนเข้าต่อสู้กันพัลวัน

ท่ามกลางเเสงเเดดยามเที่ยงที่ร้อนอ้าว ทั้งสองฟัดกันหมดเเรงนอนกลิ้งเกลือกอยู่ด้วยกันในขณะที่

ฝูงอีเเร้งบินวนเวียนไปมาอยู่บนฟ้าเหนือน้ำพุน้อย เเพะจึงเสนอว่าควรจะเเบ่งกันกินดีกว่าสู้กันจนตายกลายเป็น

อาหารให้อีเเร้ง

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า สองฝ่ายตีกัน ฝ่ายที่สามย่อมได้ผลประโยชน์ (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป เเพะ กับ สิงโตเเพะ กับ สิงโต


นิทานอีสป เรื่อง เเพะ อยากกิน น้ำ


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง เเพะ อยากกิน น้ำ ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

เเพะตัวหนึ่งเดินมาที่บ่อน้ำ เมื่อชะโงกหน้าลงไปก็เห็น สุนัขจิ้งจอก ตัวหนึ่งอยู่ในบ่อ จึงเอ่ยถามว่า "เพื่อนเอ๋ย

บ่อนี้ลึกมากหรือไม่" สุนัขจิ้งจอกซึ่งพลัดตกลงมาในบ่อเเล้วหาทางขึ้นไปไม่ได้

จึงโป้ปดออกไปด้วยความเจ้าเล่ห์ว่า "ไม่ลึกเลยเพื่อนเอ๋ย น้ำในบ่อนี้ก็ใสเเละเย็นชื่นใจดีจริงๆ

เจ้าลงมากินเถิด" เเพะไม่ทันคิดให้รอบคอบก็รีบกระโดดลงไปในบ่อทันที สุนัขจิ้งจอกจึงเหยียบเขาเเพะเเล้วปีนขึ้นมาที่ปากบ่

อได้สำเร็จ เเล้วก็หันมาหัวเราะเยาะในความโง่เขลาเบาปัญญาของเเพะ

ก่อนจากไป

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า การทำสิ่งใดควรเชื่อความคิดเเละสายตาของตนเอง ดีกว่าเชื่อคนอื่น (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป เเพะ อยากกิน น้ำเเพะ อยากกิน น้ำ


นิทานอีสป เรื่อง ม้า กับ หมาป่า


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง ม้า กับ หมาป่า ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

หมาป่าเดินมาพบม้าที่กลางทางจึงเอ่ยขึ้นว่า "พี่ ม้าเอ๋ย ข้าเพิ่งผ่านไร่ข้าวโอ๊ตมาเมื่อครู่นี้ เห็๋นข้าวโอ๊ตออก

รวงงาม น่ากินเป็นยิ่งนัก เเต่ข้าไม่ได้กินมันสักคำเพราะคิดจะ เก็บไว้ให้ท่านกิน ท่านมากินข้าสิ ข้าจะพาไป"

ม้าได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะเบาๆ เเล้วว่า "ข้า ขอบใจนะ ที่เจ้าบอกเรื่องไร่ข้าวโอ๊ต เเต่ข้าไม่ได้ขอบใจ

ที่เจ้าไม่กินข้าวโอ๊ต เพราะข้ารู้ดีว่าข้าวโอ๊ต ไม่ใช่อาหาร ของหมาป่าอย่างเจ้า" (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป ม้า กับ หมาป่าม้า กับ หมาป่า


นิทานอีสป เรื่อง ม้า พยาบาท


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง ม้า พยาบาท ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

ขณะที่ม้ากำลังกินน้ำอย่างหิวกระหายที่ริมลำธารเเห่งหนึ่ง

หมูป่าก็เดินลุยลงไปในลำธารจนน้ำขุ่นกินไม่ได้ ม้าโมโหหนักจึงต่อว่าหมูป่าว่าลงมาย่ำน้ำทำไม "ก็ฉันหิวน้ำเหมือนกันนี่"

หมูป่าตอบอย่างซื่อๆ เเต่ม้านั้นยังโกรธเเค้นไม่หาย จึง ต่อว่า ต่อขานหมูป่าไม่เลิก ในขณะที่หมูป่าก็โต้เถียง

ไม่ลดละ ม้าจึงไปหานายพรานคนหนึ่ง เเละขอให้นายพรานมาฆ่า

หมูป่าเสียให้ตาย นายพรานจึงเอาบังเหียนใส่ปากเเล้วขึ้นนั่งบนหลังม้าควบ ไปยังลำธาร

เเล้วก็พุ่งหอกใส่หมูป่าอย่างง่ายดาย เมื่อ เสร็จธุระเเล้วพรานป่าก็บังคับให้ม้าคอยรับใช้ตน ตลอดไป

เพราะการล่าสัตว์บนหลังม้านั้นสะดวกสบายดี เเละม้าก็มิอาจปฏิเสธ ได้เพราะถูกล่ามปากด้วยบังเหียน

เเล้ว  

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า ถ้าไม่ผูก พยาบาทชีวิตก็จะสุขสงบ (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป ม้า พยาบาทม้า พยาบาท


นิทานอีสป เรื่อง ลูกสาว กับ พ่อ


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง ลูกสาว กับ พ่อ ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

พ่อคนหนึ่งไปเยี่ยมลูกสาวคนโตที่เเต่งงานกับชาวสวน "ลูกสบายดีหรือไม่ ต้องการอะไรหรือเปล่า" พ่อถามอย่างห่วงใย

ลูกสาวคนโตจึงตอบว่า "สบายดีจ้ะพ่อ ลูกไม่เคยต้องการอะไรอีกนอกจากอยาก ให้ฝนตกมามากๆ

พืชผลในสวนจะได้งอกงามดี" เมื่อไปเยี่ยมลูกสาวคนเล็ก พ่อก็ถามเช่นเดียวกันกับที่ถาม

ลูกสาวคนโต ลูกสาวคนเล็กซึ่งเป็นเมียช่างปั้นหม้อก็ตอบว่า "ลูกสบายดีจ้ะพ่อ เเต่ต้องการอย่างเดียวคืออยากให้ฝน ไม่ตกเลย

ถ้ามีเเดดจ้า

หม้อดินที่ตากไว้ก็จะเเห้งเร็วจ้ะพ่อ"

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า คนเรามักต้องการเเต่สิ่งที่เป็นผลประโยชน์เเก่ตน

(จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป ลูกสาว กับ พ่อลูกสาว กับ พ่อ


นิทานอีสป เรื่อง ลูกอึ่งอ่าง กับ เเม่


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง ลูกอึ่งอ่าง กับ เเม่ ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

ลูกอึ่งอ่างเห็นเเม่วัวเหยียบพี่น้องของมันตายหมด จึงรีบวิ่งไป ฟ้องเเม่อย่างอกสั่นขวัญหาย "ตัวมันใหญ่โตมากจ้ะเเม่

สัตว์สี่เท้าอะไรก็ไม่รู้ ลูกไม่เคยเห็น" เเม่อึ่งอ่างจึงพองตัวให้ลูกดูพลางถามว่า "ตัวมันใหญ่เท่านี้ได้ไหมลูก" ลูก

อึ่งอ่างตอบว่าใหญ่กว่านั้นอีก เเม่อึ่งอ่างก็พองตัวขึ้นอีก เเต่ลูกก็บอกว่าจะพองตัวให้ใหญ่เเค่ไหนก็คงไม่เท่าสัตว์ตัวนั้น

ได้หรอก เเต่เเม่อึ่งอ่างไม่ยอมหยุด กลับพยายามเบ่งตัวให้ตัวพองขึ้นอีก

ครั้นจนพุงเเตกตายในที่สุด

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า ทำสิ่งใดไม่ดูกำลังความสามารถของตนก็ต้องพบกับภัย อันตรายเเน่นอน

(จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป ลูกอึ่งอ่าง กับ เเม่ลูกอึ่งอ่าง กับ เเม่


นิทานอีสป เรื่อง วัว กับ เเมลงหวี่


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง วัว กับ เเมลงหวี่ ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

วัว นั้นเป็นสัตว์ตัวใหญ่เเละก็มีพละกำลังมิใช่น้้อย เเต่เมื่อสัตว์ตัวกระจิริด อย่างเเมลงหวี่มาก่อกวน

ท้าทายเเทนที่จะวางตนนิ่งเฉยไม่ยุ่งด้วย วัวกลับ ไม่ยอมให้เเมลงหวี่คุยข่มตนซึ่งตัวใหญ่กว่า เเมลงหวี่จึงท้าให้สู่กัน

ถ้าใครชนะก็เเสดงว่าผู้นั้น ยิ่งใหญ่กว่า เมื่อ วัวตอบตกลง เเมลงหวี่ก็บินตอมวนเวียนอยู่รอบๆ

เขาเเละเหนือศีรษะของวัวในขณะที่วัวไม่สามารถจะ ขวิดเเมลงหวี่หรือทำอะไรเเมลงตัวน้อยๆ

ได้เลย วัวได้เเต่อับอายขายหน้าบรรดาสัตว์ทั้งหลาย

ที่มามุงดูกันเป็นจำนวนมากในบริเวณนั้น  

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า ถ้าวางตนนิ่งเฉยไม่วุ่นวายกับสิ่งที่ไม่คู่ควร

ก็ไม่ต้อง อับอายเปลืองตัว (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป วัว กับ เเมลงหวี่วัว กับ เเมลงหวี่


นิทานอีสป เรื่อง วัว สามสหาย


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง วัว สามสหาย ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

ครั้งหนึ่งยังมีวัวสามตัวได้ตกลงสัญญาเป็นเพื่อนตายต่อกัน ดังนั้นวัวทั้งสามจึงมักไปไหนด้วยกันเสมอๆ เเละคอยระเเวด

ระวัง ภัยให้เเก่กันด้วย สิงโตที่จ้องหาทางจะกินวัวอยู่จึงเเอบไปกระซิบกับวัวตัวที่หนึ่งว่า

วัวตัวที่สองกับที่สามนั้นนินทาด่าว่าลับหลังวัวตัวที่หนึ่ง เเล้วสิงโตก็ไปยุเเหย่ตัวที่สองว่า

วัวตัวที่หนึ่งกับที่สามคิดทำร้าย

วัวตัวที่สอง เเล้วยุเเหย่วัวตัวที่สามในทำนองนั้นเช่นกัน ต่อมาวัวทั้งสามจึงเริ่มเเตกคอ ไม่ไว้ใจกันเเละกัน ต่างก็ออก

ไปหากินกันคนละที่ จนสิงโตมีโอกาสไปดักกินวัวทีละตัว ได้อย่างสบาย

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า เมื่อแตกสามัคคี

เมื่อนั้นความหายนะมาถึง (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป วัว สามสหายวัว สามสหาย


นิทานอีสป เรื่อง วัวหนุ่ม กับ วัวสาว


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง วัวหนุ่ม กับ วัวสาว ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

วัวหนุ่มมักจะขยันขันเเข็งอดทนทำงานหนักอยู่ตลอดเวลา วัวสาวจึงกล่าวว่า "ชีวิตท่านน่าเบื่อจังนะ

ดูชีวิตข้าสิได้วิ่งเล่นสบายในทุ่งหญ้า ทุกวันเลย" ครั้นเมื่อถึงหน้าเทศกาล วัวหนุ่มก็ได้หยุดทำงาน ในขณะที่

วัวสาวถูกฆ่าบูชาเทพยดา วัวหนุ่มจึงคิดในใจว่า "ถ้าชีวิตที่มีเเต่เที่ยวเล่นต้องพบจุดจบเช่นนี้ ข้าขอทำงานหนัก

ทั้งชีวิตดีกว่า"

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า ผู้ที่รู้จักทำงานย่อมมีคุณค่ากว่า (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป วัวหนุ่ม กับ วัวสาววัวหนุ่ม กับ วัวสาว


นิทานอีสป เรื่อง สองเกลอกับ ขวาน


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง สองเกลอกับ ขวาน ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

ชายสองคนเป็นเพื่อนเกลอร่วมเดินทางได้กันจนพบขวานเล่มหนึ่ง ตกอยู่ "ขวานเล่มนี้เป็นของข้า

เพราะข้าพบก่อน" ชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้นพลางก้มลงหยิบขวานมาถือไว้ "เราสองคนเจอพร้อมกันนะ

จะว่าเจ้าพบก่อนได้อย่างไร" บังเอิญขณะนั้นชายเจ้าของขวานผ่านมาจึงเอ่ยขึ้นว่า "อยู่นั่นเอง

ขโมยที่ลักขวานของข้าไป" "ตายเเล้วพวกเรา" ชายที่ถือขวานร่ำร้อง เพื่อนเกลอของเขาจึงรีบกล่าวว่า "อย่าพูดว่า

"พวกเรา" สิ ข้าไม่เกี่ยวข้องด้วยนะ"

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า คนเรามักอยากร่วมเเบ่งปันเเต่สิ่งดีๆ

ไม่อยากร่วมรับโทษ รับภัยด้วย (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป สองเกลอกับ ขวานสองเกลอกับ ขวาน


นิทานอีสป เรื่อง ลา หลายนาย


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง ลา หลายนาย ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

เมื่อได้ทำงานอยู่ในสวนผลไม้ ลาก็รู้สึกว่าตนต้องทำงานหนัก

เเละได้กินอาหารไม่เพียงพอ ลาจึงไปกราบทูลพระอิศวรขอให้หาเจ้านายให้ใหม่ พระอิศวรทรงรำคาญจึงไปอยู่กับช่างปั้นหม้อ ลาต้
Tag : นิทานอีสป ลา หลายนายลา หลายนาย


นิทานอีสป เรื่อง ลาอยากร้องเพลง


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง ลาอยากร้องเพลง ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

จักจั่นมักจะส่งเสียงร้องเพลงอย่างไพเราะตลอดเวลา ลาจึงถามจักจั่นว่า "เพื่อนเอ๋ย เจ้ากินอะไรหรือ

จึงมีเสียงที่ไพเราะนัก" จักจั่นยิ้มเเล้วตอบว่า "อ๋อ อาหารของข้าก็คือน้ำค้างไงล่ะ" ลา

จึงเข้าใจว่าเพราะจักจั่นกินเเต่น้ำค้าง อย่างเดียว จึงได้มีเสียงไพเราะ เช่นนั้น ถ้าตนลองกินน้ำค้างบ้าง

ก็คงจะร้องเพลงได้ไพเราะอย่างจักจั่น ตั้งเเต่วันนั้นลาก็กินเเต่น้ำค้าง ไม่กินหญ้าที่เป็นอาหาร ของตน ไม่ช้าไม่นานนัก

ลาก็ตายไปเพราะ ความหิวโหย

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผู้อื่นอาจเป็นสิ่งที่เเย่ที่สุดสำหรับเรา

(จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป ลาอยากร้องเพลงลาอยากร้องเพลง


นิทานอีสป เรื่อง ลิง อวดเก่ง


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง ลิง อวดเก่ง ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

ชาวประมงวางอวนในเเม่น้ำเเล้วก็กลับไปหาข้าวหาปลากิน

ที่กระท่อม ลิงตัวหนึ่งซึ่งนั่งดูอยู่บนต้นไม้ตั้งเเต่เช้าก็คิดว่าตนก็ทำ อย่างชาวประมงได้เช่นกัน "ไม่น่าจะยากเลย

เเค่วางอวนไว้เพื่อดักปลา" คิดดังนั้นลิงจอมซนก็ลงจากต้นไม้มาหยิบอวนอีกปากหนึ่งไปที่

ริมน้ำ เเต่ด้วยความที่ไม่เป็นประสา อวนจึงพันตัวอีรุงตุงนังจนกลิ้ง

ตกลงไปในน้ำพลางดิ้นทุรนทุรายเพราะหายใจไม่ออก

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า หาญทำในสิ่งที่ไม่รู้ ย่อมได้รับความเสียหาย

(จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป ลิง อวดเก่งลิง อวดเก่ง


นิทานอีสป เรื่อง ลูก เเกะ รู้ทัน หมาป่า


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง ลูก เเกะ รู้ทัน หมาป่า ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

หมาป่าบาดเจ็บตัวหนึ่งเอ่ยกับลูกเเกะที่ผ่านมาว่า "เพื่อนเอ๋ย ข้าได้รับบาดเจ็บจนเดินไม่ได้ เจ้าช่วยไปหาน้ำ

มาให้ข้าสักหน่อยเถิด ข้าหิวน้ำเหลือเกิน" ลูกเเกะได้ยินเช่นนั้นก็เเถลงถามว่า "เเล้วอาหารล่ะ ท่านไม่หิวหรือ" 

หมาป่ามองดูลูกเเกะตัวอ้วนเเล้วก็เผลอกลืนน้ำลายก่อนจะเอ่ยว่า "ไม่ต้องหาอาหารมาให้ข้าหรอก ข้าหาเองได้"

ลูกเเกะหัวเราะเเล้วว่า "ใช่สิ เมื่อข้าเอาน้ำเข้าไปให้ เจ้าก็จะฉวยโอกาสจับข้ากิน เป็นอาหาีีรน่ะสิ"



นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า คำขอร้องของคนร้าย มักซ่อนกลอุบายไว้ ควรระวัง (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป ลูก เเกะ รู้ทัน หมาป่าลูก เเกะ รู้ทัน หมาป่า


นิทานอีสป เรื่อง ลูกกวาง กับ ทะเล


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง ลูกกวาง กับ ทะเล ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

ลูก กวางตัวหนึ่งมีตาข้างเดียว มันรู้ตัวดีว่าไม่สามารถ ระวังภัยได้ตลอดเวลา เพราะถ้ามีภัยมาทางด้านตา ข้างที่บอด

มันก็จะไม่รู้ตัว เพราะมองไม่เห็น ลูก กวางตาเดียวจึงเดินไปที่ทะเล เเละหันตา ข้างที่บอด

ไปทางทะเลเพื่อที่ตาข้างดีจะได้หันไปทาง ชายป่า หากมีภัยมามันก็จะมองเห็น เเละ หลบหนีได้ทัน ขณะนั้นมีเรือเล็กๆ

ลำหนึ่งเเล่นมาใกล้ ชายฝั่ง เมื่อเห็นลูกกวางจึงเอาปืนยิงใส่หลายนัด จนลูกกวาง ขาดใจตาย (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป ลูกกวาง กับ ทะเลลูกกวาง กับ ทะเล


นิทานอีสป เรื่อง ลา ใจดำ


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง ลา ใจดำ ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

พ่อค้าคนหนึ่งนำสัมภาระ บรรทุกเกวียนเเล้วให้วัว กับลา

ช่วยกันลากไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง เเม้จะเทียมเเอกคู่กันเเต่ลานั้นไม่ค่อยยอมช่วยออกเเรง ลากนัก วัว

ใช้เเรงอยู่ฝ่ายเดียวจนเหนื่อยหอบก็เอ่ยปากขอ ให้ลาช่วยออกเเรงลากเกวียนบ้าง เเต่ลาก็เเกล้งปดว่า

ตนก็ช่วยออกเเรงเต็มที่อยู่เเล้ว วัวออกเรงลากเกวียนอันหนักอึ้งตามลำพังจนขาหัก

เเละหมดเเรงขาดใจตายไปในที่สุด พ่อค้าจึงเเล่เอาเนื้อวัวบรรทุกเกวียนให้ลาลากไป

ในขณะที่เกวียนนั้นมีน้ำหนักมากกว่าเดิมอีกหลายเท่า ใน วันที่ลาหมดเเรงใกล้จะสิ้นใจตาย นกฝูงหนึ่งที่บิน

ตามมาจิกกินเนื้อวัวก็เอ่ยกับลาว่า ถ้าช่วยวัวออกเเรง

ลากเกวียนเเต่เเรกก็ไม่ต้องมาตายกลางป่าเช่นนี้

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า ผู้ที่ไม่คิดช่วยเหลือเกื้อกูลเเต่คิดจะเอาเป

รียบผู้อื่นร่ำไป ย่อมได้ภัยเเก่ตนในที่สุด (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป ลา ใจดำลา ใจดำ


นิทานอีสป เรื่อง ลา กับ ม้าทหาร


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง ลา กับ ม้าทหาร ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

ลาตัวหนึ่งเเบกสัมภาระอันหนักอึ้งไว้บนหลังขณะเดินทางเข้า ประตูเมือง อย่างเชื่องช้า "หลีกทางไป เจ้าลาสกปรก" ม้า

ทหารตวาดไล่ด้วยเสียงอันดัง ลาจึงหลีกทางให้ พลางเฝ้า มองดูม้าทหารผู้งามสง่าอยู่ในเครื่องประดับเต็มยศอย่างโก้หรู

นั้นเยื้องย่างผ่านไป เมื่อย้อมมองดูตนเองเเล้วลาก็ได้เเต่นึกอิจฉาในลาภยศของ ม้าทหาร เเต่ท

ว่าหลังจากม้าทหารได้รับบาดเจ็บในสนามรบ เเละมิอาจ ออกสนามได้อีก มันก็ถูกส่งมาทำงานหนักในไร่ในนา ต้องลาก

เกวียนที่บรรทุกสัมภาระหนักๆ

ทุกวันอย่างตรากตรำ ลามองอดีตม้าทหารอย่างเวทนาเเละเข้าใจชีวิตได้มากขึ้น

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า ผู้ที่หลงในยศศักดิ
Tag : นิทานอีสป ลา กับ ม้าทหารลา กับ ม้าทหาร


นิทานอีสป เรื่อง ลา ทะนงตน


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง ลา ทะนงตน ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

สิงโตเห็นลาตัวอ้วนอยู่ในคอก จึงค่อยๆ เยื้องย่างเข้าไป หมายจะตะปบลาด้วยกรงเล็บอันเเหลมคม เเต่

ไก่ตัวหนึ่งที่อยู่ในคอกได้โก่งคอส่งเสียงขันดังลั่น สิงโตจึง วิ่งหนีผละจากคอก เพราะทั้งเกลียดทั้งกลัวเสียงของไก่เป็น

ยิ่งนัก ฝ่ายลาเห็นเช่นนั้นก็เข้าใจว่าสิงโตกลัวตน จึงได้ออกจากคอก วิ่งไล่สิงโตอย่างลำพองใจ "ฮะ ฮ่า เจ้าสิงโตตัวโต

จะวิ่งหนีไปไหนรึ" เมื่อสิงโตวิ่งหนีพ้นเสียงไก่เเล้วจึงหันมาตะครุบลากินเป็นอาหาร

อันโอชะของเย็นวันนั้น

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า คนโง่เขลามักทำยโสโอหังว่าตนเก่ง (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป ลา ทะนงตนลา ทะนงตน


นิทานอีสป เรื่อง ลา ลืมตน


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง ลา ลืมตน ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

ลาตัวหนึ่งขโมยหนังสิงโตจากนายพรานมาได้ก็ดีใจนัก มัน เอาหนังสิงโตคลุมร่างเเล้วก็เที่ยวได้คอยดักซุ่มอยู่ตามพุ่มไม้

เมื่อสัตว์อื่นๆ เดินผ่านมาลาก็กระโดดออกมาจากที่ซ่อน สัตว์ อื่นๆ ไม่ทันสังเกตก็ตกใจตัวสั่น

รีบวิ่งหนีไปไม่ได้คิดชีวิต วันหนึ่งสุนัขจิ้งจอกเดินผ่านมา ลาก็กระโดดออกมาจากพุ่มไม้ สุนัขจิ้งจอกนั้นก็ตกใจ

เเต่ยังนิ่งอยู่เพื่อตั้งสติเเละหาทาง

เอาตัวรอด ลาเห็นสุนัขจิ้งจอกไม่กลัวจึงส่งเสียงขู่คำราม เมื่อได้ยินว่าเป็นเสียงของลา

สุนัขจิ้งจอกจึงเข้าตะครุบจับลากิน

เป็นอาหาร  

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า ผู้ที่อวดอ้างเกินจริงย่อมอวดเก่งลืมตนจนคนอื่นจับผิดได้ (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป ลา ลืมตนลา ลืมตน


นิทานอีสป เรื่อง สองสาวใช้ กับ ไก่


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง ลา ลืมตน ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

หญิงสาว ๒ คนทำงานเป็นสาวใช้ในบ้านหลังหนึ่ง เเม่เฒ่าเจ้าของบ้านมักจะลุกมาปลุกสองสาวใช้

ตอนใกล้รุ่งทกๆวันเมื่อไก่ขัน "ไก่ขันเมื่อใดเป็นตื่นมาปลุกเราทุกที" สองสาวใช้บ่นอย่างไม่พอใจเเละคิดว่า

ไก่นั้นเป็นต้น เหตุ ที่ทำให้พวกตนไม่ได้นอนสบายๆ ตอนฟ้าสาง สอง สาวใช้จึงช่วยกันฆ่าไก่เสีย ครั้นเมื่อไม่มีไก่ คอยขัน

ตอนรุ่งสางอีกเเล้ว เเม่เฒ่าจึงมักคอยตื่นขึ้น กลางดึกเสมอๆ

เพราะกลัวว่าจะนอนตื่นสาย สองสาวใช้จึงต้องลุกมาทำงานตั้งเเต่กลางดึก

ไม่ได้นอนสบายๆอย่างที่หวังไว้

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า ให้ทุกเเก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป สองสาวใช้ กับ ไก่สองสาวใช้ กับ ไก่


นิทานอีสป เรื่อง สามีผู้ใจดี


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง สามีผู้ใจดี ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

ชายคนหนึ่งมีภรรยาสองคน เขามักตามใจภรรยาทั้งสอง อยู่เสมอ

เพราะความรักอันเต็มเปี่ยม ภรรยาสาวนั้นอยากให้สามีวัยกลางคนดูหนุ่มเเน่นตลอดเวลา

จึงถอนผมหงอกออกเสมอ ฝ่ายภรรยาที่อายุมากก็อยากให้สามีดูมีอายุเหมือนตนจึง

คอยถอนผมดำออกไปเพื่อให้เหลือเเต่ผมหงอก วันหนึ่งสามีไปส่องกระจกเห็นตัวเองมีศรีษะล้านเลี่ยน

ก็ต้องร้องลั่นบ้านด้วยความตกใจสุดขีด

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า ผู้ที่ตามใจคนอื่นจนเกินไป ก็สิ้นความเป็นตัวเอง

(จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป สามีผู้ใจดีสามีผู้ใจดี


นิทานอีสป เรื่อง สิงโต กับ ที่ปรึกษา


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง สิงโต กับ ที่ปรึกษา ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

สิงโตถามเเกะว่า "ลมหายใจข้ามีกลิ่นเป็นอย่างไรบ้าง" เมื่อเเกะดมเเล้วก็ตอบตามตรงว่า "เหม็นมากเลยนะท่าน" สิงโต
Tag : สิงโต กับ ที่ปรึกษานิทานอีสป สิงโต กับ ที่ปรึกษา


นิทานอีสป เรื่อง สุนัข เฝ้าบ้าน


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง สุนัข เฝ้าบ้าน ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

ชาวไร่คนหนึ่งเลี้ยงเเกะเเละเเพะไว้หลายตัว นอกจากนี้ยังเลี้ยงวัว ไว้ไถนาตัวหนึ่ง กับสุนัขอีก ๒ - ๓

ตัวไว้เฝ้าบ้าน ครั้นในฤดูหนาวปีหนึ่งมีหิมะตกหนักตลอดเวลาจนชาวไร่ไม่ สามารถออกจากบ้านได้เลย เมื่อเสบียงหมดลง

เขาจึงฆ่าเเกะเเละเเพะกินเป็นอาหาร เดือนต่อมาก็ฆ่าวัวกินเป็นอาหารประทังชีวิต สุนัขเฝ้าบ้านจึงปรึกษาหารือกันอย่างร้อนใ

จว่า "เเม้เเต่วัวที่เลี้ยงไว้ไถนาเขาก็ยังต้องฆ่ากินเลย ต่อไปคง ถึงคราว ของเราเเน่

พวกเราจะอยู่ต่อไปหรือจะหาทางหนีดีล่ะ"  

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า เมื่อเห็นภัยเกิดเเก่คนใกล้ตัว

ก็ควรหาทางระวังตังเองด้วย (จบบริบูรณ์)
Tag : สุนัข เฝ้าบ้านนิทานอีสป สุนัข เฝ้าบ้าน


นิทานอีสป เรื่อง สุนัขจิ้งจอก ในดงหนาม


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง สุนัขจิ้งจอก ในดงหนาม ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

สุนัขจิ้งจองตัวหนึ่งชอบไปขโมยลูกไก่เเละเเม่ไก่ ของชาวบ้านมากินเป็นประจำ วันหนึ่งพวกชาวบ้านให้พรานดักซุ่มรอเล่นงาน

สุนัขจิ้งจอก เเต่สุนัขจิ้งจอกเห็นเข้าก่อนจึงรีบวิ่งหนี ออกจากหมู่บ้านโดยเร็ว พรานยังคงไล่ล่าตามมาติดๆ

สุนัขจิ้งจอกจึงกระโดด เข้าไปซ่อนตัวในดงหนามที่ชายป่า หนามอันเเหลมคมทิ่มตำสุนัขจิ้งจอกจนเจ็บปวดไปทั้งตัว

มันตัดพ้อดงหนามว่า "ทำไมต้องทำร้ายเราด้วย ในเมื่อเราไม่เคยทำร้ายเจ้า" ดง หนามจึงตอบว่า

ลูกไก่เเละเเม่ไก่ก็ไม่เคยทำร้าย สุนัขจิ้งจอก เช่นกัน เเละการที่กระโดดเข้ามาก็ทำให้

กิ่งก้านของดงหนามหักรานไปไม่น้อย  

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า ก่อนจะตำหนิว่าใคร ควรย้อนดูตนเสียก่อนว่าเคยทำผิด

เช่นนั้นมาก่อนหรือไม่ (จบบริบูรณ์)
Tag : สุนัขจิ้งจอก ในดงหนามนิทานอีสป สุนัขจิ้งจอก ในดงหนาม


นิทานอีสป เรื่อง สุนัขจิ้งจอก กับ ไก่บ้าน


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง สุนัขจิ้งจอก กับ ไก่บ้าน ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งอยากกินไก่บ้านมากจึงเเกล้งถาม ด้วยอุบายว่าไก่ตัวนั้นขันเสียงไพเราะเหมือนผู้เป็นพ่อ

ได้หรือไม่ ไก่บ้านหลงกล จึงหลับตาโก่งคอขันทันที สุนัขจิ้งจอก

จึงฉวยโอกาสงับคอไก่เเล้วพาวิ่งไป ชาวนาจึงตะโกนร้องว่าจิ้งจอกขโมยไก่ของตน ไก่จึงหลอกให้สุนัขจิ้งจอกร้องบอกชาวบ้านว่า

ไก่ตัวนี้เป็นของมันมิใช่ของชาวบ้าน จิ้งจอกเจ้าเล่ห์คิดว่าตนฉลาดเเต่ที่เเท้ยังขาดความเฉลียว ดัง

นั้นมันจึงอ้าปากร้องบอกชาวบ้านตามที่ไก่เเนะนำ ไก่จึงได้ทีรีบบินปรื๋อออกจากปากหนีไปหาเจ้าของ

อย่างรวดเร็วเเล้วก็หัวเราะเยาะ สุนัขจิ้งจอกเป็นการใหญ่  

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า ถ้าพูดมากไป ก็อาจทำให้เสียของดีๆ

ที่อยู่ในกำมือเเล้ว ได้เช่นกัน (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป สุนัขจิ้งจอก กับ ไก่บ้านสุนัขจิ้งจอก กับ ไก่บ้าน


นิทานอีสป เรื่อง สุนัขจิ้งจอก กับ ฝูงเหลือบ


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง สุนัขจิ้งจอก กับ ฝูงเหลือบ ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

เม่นตังหนึ่งเดินผ่านมาเห็นสุนัขจิ้งจอกบาดเจ็บติดอยู่ในซอกหิน ริมลำธาร มีเหลือบฝูงใหญ่ตอมดูดเลือดของมัน

เม่นเวทนาจึงเอ่ยว่า "ข้าจะไล่พวกเหลือบเหล่านั้นให้ดีไหม" สุนัขจิ้งจอกส่ายหน้าเเล้วว่า "ขอบ ใจเพื่อนเอ๋ย

ถ้าท่านไล่เหลือบฝูงนี้ไป ฝูงใหม่ที่หิวโซก็จะ มาตอมดูดเลือดข้าอีก เเต่ฝูงนี้มันอิ่ม เเล้วมันก็อยู่เฉยๆ

ข้าจึงไม่เจ็บปวดมากนัก"    

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า เมื่อสิ้นคนที่ได้ผลประโยชน์จากเรา ก็อาจมีคนใหม่ๆ ที่หวังผล

ประโยชน์จากเราเข้ามาในชีวิตอีกจนได้ (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป สุนัขจิ้งจอก กับ ฝูงเหลือบสุนัขจิ้งจอก กับ ฝูงเหลือบ


นิทานอีสป เรื่อง สุนัขจิ้งจอก กับ ลา


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง สุนัขจิ้งจอก กับ ลา ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

วัน หนึ่ง สุนัขจิ้งจอกเดินไปพบสิงโตที่กลางป่า มันรู้ว่าสิงโต จะต้องจับมันกินเป็นอาหารเเน่ๆ

สุนัขจิ้งจอกจึงรีบกล่าวกับ สิงโตว่า "ข้ารู้จักลาตัวอ้วนตัวหนึ่ง

ข้าจะไปหลอกมันมาให้ท่าน" หลังจากนั้นสุนัขจิ้งจอกก็รีบไปหลอกพาลามาที่กลางป่า ลายอมตามมาเพราะได้เคยตกลงทำสัญญาเป็นเพื

่อนตาย ต่อกันมานานเเล้ว เมื่อลาเดินเข้าไปติดกับที่สิงโตวางไว้ สิงโตก็หันไปตะปบ สุนัขจิ้งจอกก่อน

เพราะคิดว่าลานั้นเก็บไว้กินทีหลัง

สุนัขจิ้งจอกก็ได้  

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า คนไม่ซื่อกับมิตรสหายย่อมไม่มีใครอยากคบหา (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป สุนัขจิ้งจอก กับ ลาสุนัขจิ้งจอก กับ ลา


นิทานอีสป เรื่อง สุนัขจิ้งจอกกับ หมี


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง สุนัขจิ้งจอกกับ หมี ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

สุนัขจิ้งจอกเฒ่านั่งคุยกับหมีเฒ่าถึงประวัติชีวิตของพวกตนตั้งเเต่

วัยหนุ่มจนถึงวัยชราอย่างภาคภูมิใจ "ข้าน่ะไม่เคยไปกินคนที่ตายเเล้วเลยนะ

เจ้ารู้หรือไม่" หมีอวดในความมีคุณธรรมของตน เเต่สุนัขจิ้งจอกหัวร่อเบาๆ พลางว่า "ถ้าเจ้าอยากให้ใครนับถือ

เจ้าก็ไม่ควรกินคนที่ยังมีชีวิตอยู่"  

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า ช่วยคนที่ยังไม่ตาย

ย่อมเป็นที่น่านับถือกว่าช่วยคนที่ตายไปเเล้ว (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป สุนัขจิ้งจอกกับ หมีสุนัขจิ้งจอกกับ หมี


นิทานอีสป เรื่อง สุนัขผู้ซื่อสัตย์


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง สุนัขผู้ซื่อสัตย์ ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

บ้าน หลังหนึ่งเลี้ยงสุนัขเอาไว้เฝ้าบ้าน สุนัขตัวนั้น ซื่อสัตย์มากในยามกลางคืนขณะที่มันนอนหลับ

หากได้ยินเสียงผิดปกติมันก็จะลุกขึ้นมาเห่าเสมอเพื่อ เตือนภัยเเก่เจ้าของบ้าน คืนหนึ่ง

มันไ้ด้ยินเสียงฝีเท้าคนย่ำใบไม้ดังกรอบเเกรบ

เเผ่วเบาที่ใกล้รั้วบ้าน เเม้จะได้เห็นว่าเป็นใครมันก็ส่งเสียงเห่าคำรามขู่ไว้ก่อน เจ้าหัวขโมยจึงโยนเนื้อซุบยาเบื่อชิ้น

หนึ่งเข้ามาในรั้ว สุนัขเฝ้าบ้านเดินเข้าไปดมๆ เเต่ก็ไม่กิน มันยังคงเห่าต่อไปจนกระทั่งเจ้าของบ้านออกมาดู

เเล้วก็ช่วยกันจับขโมยได้ในที่สุด  

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า อามิสสินบนนั้นซื้อความซื่อสัตย์ภัคดีไม่ได้ (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป สุนัขผู้ซื่อสัตย์สุนัขผู้ซื่อสัตย์


นิทานอีสป เรื่อง เชิญ สุนัข


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง เชิญ สุนัข ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

สุนัขเฝ้าบ้านเศรษฐีเอ่ยชวนเพื่อนที่เป็นสุนัขจรจัดว่า "ค่ำนี้ที่บ้านเจ้านายข้ามีงานเลี้ยง ข้าขอเชิญเจ้าไปร่วมงาน

ด้วยนะ รับรองว่ามีอาหารดีๆ

กินมากมายทั้งคืนเชียวล่ะ" สุนัขจรจัดรับคำเชิญเเล้วก็รีบไปที่บ้านเศรษฐีตั้งเเต่หัวค่ำ เเทนที่สุนัขจรจัดจะเข้าทางหน้า

บ้าน มันกลับตรงไปที่ครัว หลังบ้าน

เมื่อเห็นว่ามีอาหารมากมายมันก็ดีใจกระดิกหางไปมา พ่อครัวบังเอิญมาเห็นเข้าจึงคิดวาเป็นสุนัขที่จะมาขโมยกิน

อาหารจึงจับตัวสุนัขจรจัดเหวี่ยงออกไปทางหน้าต่างทันที เมื่อสุนัขตัวอื่นๆ เห็นสุนัขจรจัดวิ่งพลางร้องโอดโอยเช่นนั้น

จึงถามว่าไปงานเลี้ยงเป็นอย่างไรบ้าง สุนัขจรจัดจึงเเกล้งตอบเเก้เก้อว่าตนเมาไปหน่อยจึงเข้าบ้าน

เศรษฐีไม่ถูก

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า เเขกที่ดีควรเข้าทางประตูหน้าเสมอ (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป เชิญ สุนัขเชิญ สุนัข


นิทานอีสป เรื่อง กา หลงฝูง


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง กา หลงฝูง ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

เพราะความไม่พอใจในตัวเอง กาตัวหนึ่งจึงไปเก็บ ขนของนกยูงที่สลัดทิ้งไว้มาปักเเซมใส่ขนของตน  จนเต็มตัว

ด้วยหวังจะมีขนหลากสีสันสวยงามอย่าง นกยูงบ้าง " ข้ามีขนงามกว่าขนดำๆ ของพวกเจ้า ข้าไม่อยู่กับ พวกเจ้าดีกว่า"

การังเกียจพวกพ้องของตนเเล้วออกจากกลุ่มเข้าไป ปะปนอยู่กับฝูงนกยูง พวกนกยูงเห็นกาหลงเข้ามาก็พากันรุมจิกตีจนขนนกยูง

ที่เเซมอยู่ทั่วตัวนั้นหลุดกระจายไป เหลือเเต่ขนจริงสีดำสนิท กาดำถูกนกยูงขับไล่ออกจากฝูง ครั้นกลับไปหาพวก

ของตนก็ไม่มีใครคบค้าสมาคมด้วย    

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า ถ้ารังเกียจเผ่าพันธุ์ดั้งเดิมของตนเอง

ก็ย่อมจะถูกผู้อื่น รังเกียจด้วย (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป กา หลงฝูงกา หลงฝูง


นิทานอีสป เรื่อง กา กับ นกนางเเอ่น


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง กา กับ นกนางเเอ่น ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

นกนางเเอ่นถามกาว่า " เจ้าว่าขนของข้ากับขนของเจ้า ใครจะงามกว่ากัน " กามองขนของตนเเล้วตอบว่า "

ข้าว่าขนของข้าก็สวยดีนะ " นกนางเเอ่นขยับปีกพลางว่า " เเต่เจ้าดูสิ ขอนของข้าดูสวยเป็นพิเศษในฤดูร้อน อย่างนี้

" กาจึงกล่าวว่า " ก็จริงนะ เเต่ขนของข้างามทุกฤดู ไม่ว่าฤดูใดมันก็ จะดำเช่นนี้"



นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า ความงามที่คงทนยั่งยืน ย่อมเป็นความงามที่เเท้จริง (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป กา กับ นกนางเเอ่นกา กับ นกนางเเอ่น


นิทานอีสป เรื่อง กบ กับ หนู


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง กบ กับ หนู ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

หนูเเก่ตัวหนึ่งเดินทางเเรมรอนมาจนถึงลำธารที่ชายป่า หนูต้องการจะข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามจึงเข้าไปหาเจ้ากบ

ตัวน้อยที่ริมลำธาร เเล้วเอ่ยขอให้กบช่วยพาข้าม ลำธาร

เเล้วเอ่ยขอให้กบช่วยพาข้ามลำธารด้วย กบน้อยมองหนูเเล้วปฏิเสธอย่างสุภาพว่า " โธ่ ฉันน่ะตัวเล็กพอๆ กับท่าน

เเล้วจะพาท่านข้ามไปได้ อย่างไรกันล่ะจ๊ะ " เเต่หนูไม่ยอม กลับอ้างว่าตนเป็นสัตว์ผู้อาวุโสกว่า ถ้ากบ

ไม่ช่วยตนก็จะไปป่าวประกาศให้สรรพสัตว์ทั้งหลายรู้ถึง ความใจดำของกบ เมื่อถูกขู่เข็ญเช่นนั้น

กบจึงต้องจำยอมให้หนูเอาเท้าผูก กับเท้าของตนเเล้วก็พาว่ายข้ามลำธาร

เเต่ทว่าพอว่ายไปได้เเค่ครึ่งทางเท่านั้นกบก็เริ่มหมดเเรง ก่อนที่ทั้งคู่จะจมน้ำตาย เหยี่ยวตัวหนึ่งก็โฉบลงมาจิกเอา

ทั้งกบเเละหนูไปกิน  

นิทานเรื่องนี้ให้คติสอนใจ และสอนให้รู้ว่า ผู้ที่ขอให้เทพยดาทำร้ายผู้อื่น มักต้องได้รับกรรมด้วย (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป กบ กับ หนูกบ กับ หนู


นิทานอีสป เรื่อง ชาวนา แบ่งของ


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง ชาวนา แบ่งของ ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

ชาวนาผู้หนึ่งมีบุตรสาวอยู่สองคน วันหนึ่งอยากจะทดลองปัญญาของบุตรทั้งสอง จึงส่งแตงโมให้บุตรทั้งสอง 1 ใบ

โดยบอกว่าให้ทั้งสองไปแบ่งกันกินให้เท่าๆกัน เพื่อจะได้ไม่ต้องโต้เถียงทะเลาะเบาะแว้งกันเรื่องได้มากได้น้อย

ถ้าแบ่งไม่ได้เท่าๆกัน เกิดทุ่มเถียงกันขึ้นเมื่อใด ก็จะต้องถูกลงโทษทั้งสองคน เด็กทั้งสอง

เมื่อได้รับแตงโมมาแล้วไม่รู้ว่าจะผ่าแบ่งกันอย่างไรจึงจะได้ส่วนเท่าๆกัน ด้วยเกรงจะต้องถูกทำโทษ

ในที่สุดจึงตกลงกันในวิธีการดังนี้ โดยที่เด็กทั้งสอง เห็นว่า เป็นวิธีที่ยุติธรรม คือ

ถ้าหากใครเป็นผู้ผ่าแตงโมออกเป็นสองซีก ผู้นั้นจะต้องเป็นฝ่าย เลือกทีหลัง และจะต้องยอมให้ฝ่ายที่ไม่ใช่เป็นคนผ่าเลือกก่อน

ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ คนผ่าลำเอียง โดยผ่าเป็นชิ้นโตชิ้นหนึ่งและชิ้นเล็กชิ้นหนึ่ง

แล้วคนผ่ารีบเลือกเอาชิ้นโต เป็นของตนเองเสียก่อน เมื่อเด็กทั้งสองได้ผ่าแตงโมแบ่งกันเสร็จแล้ว

จึงรีบวิ่งไปเล่าให้บิดาฟัง บิดามีความพอใจ ในสติปัญญาของเด็กทั้งสองนั้นมาก (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป ชาวนา แบ่งของชาวนา แบ่งของ


นิทานอีสป เรื่อง อยากอยู่กระท่อมสูง


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง อยากอยู่กระท่อมสูง ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

มีผัวเมียคู่หนึ่ง เพิ่งจะแต่งงานกันใหม่ๆ   พ่อแม่ก็ให้ไปปลูกกระท่อมอยู่กันที่ปลายนา  

เพื่อคอยดูแลข้าวปลาที่ทำไว้แล้ว   และกำลังงาม  เกรงว่าวัว ควาย นก หนู

จะมากัดกินข้าวเสียหาย ผัวเมียทั้งสองก็มิได้ขัดข้องหรือรังเกียจเกี่ยงงอนแต่ประการใด   เมื่อพ่อแม่ให้ไปก็ไป  

เมื่อไปถึงก็ช่วยกัน ปลูกกระท่อมด้วยไม้ไผ่   และพยายามปลูกให้สูงที่สุดเท่าที่จะสูงได้  

เพราะไม่ต้องการให้น้ำท่วม ผัวจึงไปตัดไม้ไผ่เอามาทำเสากระท่อม   ตัดมามากมายก่ายกองเหลือประมาณ  

ปลูกกระท่อมจนเสร็จ   กระท่อมนั้นนับว่าสูงที่สุดเลยทีเดียว ครั้นเสร็จแล้วก็ขึ้นไปอยู่กัน   นอนหลับสบายทั้งคืน  

จนรุ่งเช้าผัวตื่นขึ้นไม่เห็นเมียก็ตกใจ   มองหาจนทั่วก็ไม่เห็นเมีย   ผัวสงสัยคิดว่าเมียตกกระท่อม  

จึงก้มลงไปดูข้างล่าง   เห็นเมียตกกระท่อม ร่างของเมียยังลอยอยู่ยังไม่ถึงพึ้น   ยังสูงอีกมาก  

แล้วไม่รู้ว่าเมื่อไรจะตกถึงพื้นดิน

เลยยังไม่รู้ว่าผลเป็นอย่างไร… ข้อคิดที่ได้จากนิทานเรื่องนี้: การทำอะไรเกินพอดี   อาจเกิดโทษภัยต่างๆ

ขึ้นได้ฉะนั้นควรพิจารณาให้รอบคอบก่อนทำ   และควรทำแต่พอดี (จากนิทานพื้นบ้าน สำหรับเด็ก และเยาวชน) (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป อยากอยู่กระท่อมสูงอยากอยู่กระท่อมสูง


นิทานอีสป เรื่อง หัวขโมยเจอพ่อหนุ่มหัวใส


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง หัวขโมยเจอพ่อหนุ่มหัวใส ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

        เช้า วันที่อากาศสดใส เด็กหนุ่มคนหนึ่งขณะอาบน้ำในคลอง โดยถอดเสื้อผ้าไว้ที่ริมตลิ่ง   

ขณะที่กำลังดำผุดดำว่ายอยู่อย่างเพลิดเพลินนั้น   ได้มีชายคนหนึ่งแอบเข้ามาขโมยกางเกง และเสื้อไปหมด  

เด็กหนุ่มคนนั้นมีความแค้นใจ และเสียใจยิ่งนัก และคิดจะเอากางเกง และเสื้อของตนคืนมาให้ได้            

วันหนึ่งเห็นชายหัวขโมย ใส่เสื้อผ้าที่ขโมยมา เดินผ่านมา เด็กหนุ่มก็จำได้ จึงทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้            

แสร้งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ที่ขอบสระนั้น             ขโมยเห็นเข้าจึงเข้ามาถามว่า

พ่อหนุ่มมานั่งร้องไห้อยู่ที่นี่ทำไม?         เด็กหนุ่มตอบว่า “ฉันทำสร้อยคอตกน้ำจ้ะพี่   ทองคำหนักตั้ง 5 บาท

กลับบ้านพ่อคงตีฉันตาย”         ขโมยถามว่า “ทำไมไม่ลงงมล่ะ”         “ฉันว่ายน้ำไม่เป็น”

เด็กหนุ่มตอบ             ขโมยเห็นโอกาสจะตบตาเด็กเอาสร้อยคอมาได้เหนาะๆ เช่นนั้น

จึงบอกแก่เด็กหนุ่มว่า             “เอาละ   ข้าสงสารเอ็งจะลงงมให้

เอ็งคอยอยู่ที่นี่ก็แล้วกัน”             “ขอบคุณท่านมากทีเดียว นึกว่าช่วยเหลือฉันสักที

ฉันจะไม่ลืมบุญคุณเลย”         ขโมยรีบถอดเสื้อผ้ากองไว้ที่ขอบสระ แล้วกระโจนลงน้ำโครมไม่รีรอ        

ขณะที่กำลังดำอยู่ก้นสระนั้นเด็กหนุ่มได้ทีจึงรีบฉวย เสื้อ กางเกงของตัวกลับคืน แล้วหนีไป         (อย่างนี้เรียกว่า

เกลือจิ้มเกลือ) (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป หัวขโมยเจอพ่อหนุ่มหัวใสหัวขโมยเจอพ่อหนุ่มหัวใส


นิทานอีสป เรื่อง ตำขนมครก


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง ตำขนมครก ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

ไอ้กะทิ  หนุ่มน้อยแห่งดงมะพร้าวเตี้ย  แอบมีความรักกับ  หนูแป้ง   หนูแป้งสาวงามแห่งหมู่บ้านทุ่งมะพร้าวเตี้ยสาว

สวยประจำหมู่บ้านซึ่งเป็นลูกสาวคนเดียวของผู้ใหญ่บ้าน  ทั้งคู่เจอกันวันลอยกระทง  และสัญญากันต่อหน้าพระจันทร์

ไม่ว่าข้างหน้าแม้จะมีอุปสรรคขวางกั้นเพียงใด ทั้งคู่ก็จะขอยึดมั่นความรักแท้ที่มีต่อกันชั่วฟ้าดินสลาย ไอ้กะทิ

ก้มหน้าก้มตาเก็บหอมรอมริบหาเงินเพื่อมาสู่ขอลูกสาวจากผู้ใหญ่บ้านฮะฮ่า..ข้านี่แหละผู้ใหญ่บ้านทุ่งมะพร้าวเตี้ย..

แต่กลับถูกปฏิเสธแถมยังโดนผู้ใหญ่ส่งชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธครบมือมาลอบทำร้าย  แต่ไอ้กะทิก็ไม่ว่ากระไร 

มันพาร่างอันสะบักสะบอมกลับไปบ้าน นอนหยอดน้ำข้าวต้มซะหลายวัน  แต่ใจยังตั้งมั่นว่า

วันหน้าจะมาสู่ขอหนูแป้งใหม่จนกว่าผู้ใหญ่จะใจอ่อน แต่แล้วความฝันของไอ้กะทิ ก็พังพินาศเมื่อผู้ใหญ่ยก หนูแป้ง

ลูกสาวคนสวยให้แต่งงานกับปลัดหนุ่มจากบางกอก ไอ้กะทิ รู้ข่าวจึงรีบกระเสือกกระสนหมายจะมายับยั้งการแต่งงานครั้งนี้  

ซึ่งผู้ใหญ่บ้านก็วางแผนป้องกันไว้แล้ว  โดยขุดหลุมพรางดักรอไว้ แต่แม่แป้งแอบได้ยินแผนร้ายเสียก่อน

จึงลอบหนีออกมาหมายจะห้ามหนุ่มคนรักไม่ให้ตกหลุมพราง คืนนั้นเป็นคืนเดือนแรม

หนูแป้งวิ่งฝ่าความมืดออกมาเพื่อดักหน้าไอ้กะทิ   ไอ้กะทิเห็นหนูแป้งวิ่งมาก็ดีใจทั้งคู่รีบวิ่งเข้าหากัน 

ฉับพลัน!!…ร่างของหนูแป้งก็ร่วงหล่นลงไปในหลุมพรางของผู้ใหญ่ฯผู้เป็นพ่อ  ต่อหน้าต่อตาไอ้กะทิ 

อารามตกใจนายกะทิก็รีบกระโดดตามลงไปเพื่อช่วยเหลือหนูแป้ง อารามดีใจสมุนชายฉกรรจ์ของผู้ใหญ่บ้านซึ่งแอบซุ่มอยู่  

ก็รีบเข้ามาโกยดินฝังกลบหลุมที่ทั้งคู่หล่นลงไป  เพราะคิดว่าในหลุมมีเพียงไอ้กะทิผู้เดียว … รุ่งเช้าผู้ใหญ่บ้านสั่ง

ให้ขุดหลุมเพื่อดูผลงาน  แทบไม่เชื่อสายตาเบื้องล่างปรากฏร่างของ ไอ้กะทิตระกองกอดทับร่างหนูแป้งลูกสาวของตน 

ทั้งสองนอนตายคู่กันอย่างมีความสุข  เมื่อรอยยิ้มถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตา 

ผู้ใหญ่บ้านรำพึงต่อหน้าศพของลูกสาวว่า.. “พ่อไม่น่าคิดทำลายความรักของลูกเลย” ตั้งแต่นั้นมาอนุสรณ์แห่ง

ความรักที่กระทำสืบทอดกันมาจนเป็นประเพณี ทุกแรม ๖ ค่ำ เดือน ๖ ชาวบ้านที่ศรัทธาในความรักของไอ้กะทิ กับ แม่แป้ง

ก็จะตื่นตั้งแต่เช้ามืด เข้าครัวเพื่อทำขนมที่หอมหวานปรุงจากแป้ง และกะทิ บรรจงหยอดลงหลุม  พอสุกได้ที่ก็แคะจากหลุม

แล้วนำมาวางคว่ำหน้าซ้อนกันเป็นสัญลักษณ์ว่า “จะได้อยู่ร่วมกันตลอดไป” ขนมนี้จึงถูกเรียกขานกันในนาม “ขนมแห่งความรัก”

หรือ ขนม คน-รัก-กัน ต่อมาถูกเรียกย่อ ๆ ว่า ‘ขนม ค-ร-ก’ นั่นเอง (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป ตำขนมครกตำขนมครก


นิทานอีสป เรื่อง เที่ยงยังไม่บ่อย


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง เที่ยงยังไม่บ่อย ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

มีชายคนหนึ่งพร้อมกับเพื่อน ไปนั่งรอรถไฟที่สถานี

รถจะมาถึงเวลาบ่ายโมง ชายคนนั้นก็บอกให้เพื่อนไปดูนาฬิกาที่ตั้งอยู่ในบริเวณสถานีว่า บ่ายโมงแล้วหรือยัง เพื่อนก็วิ่งไปดู

แล้วก็กลับมาบอกว่า “เที่ยง…ยังไม่บ่าย” ทั้งสองก็นั่งรอรถกันต่อไป นั่งรอกันอยู่พักใหญ่

ก็บอกให้เพื่อนวิ่งไปดูนาฬิกาอีกที ว่าบ่ายโมงหรือยัง เพื่อนก็วิ่งไปดูอีก แล้วก็กลับมาบอกว่า

“เที่ยง…ยังไม่บ่าย” ก็นั่งรอรถกันอีก จนกระทั่งตะวันคล้อยไปแล้ว

ก็บอกให้เพื่อนวิ่งไปดูนาฬิกาอีกสักที เพื่อนก็วิ่งไปดู แล้วก็กลับมาบอกว่า “เที่ยง…ยังไม่บ่าย”

เหมือนเดิม ชายคนนั้นก็เกิดความสงสัย จึงพูดกับเพื่อนว่า “ไหน

นาฬิกาที่เอ็งวิ่งไปดูมันอยู่ตรงไหน” เพื่อนก็พาไปดูพร้อมกับชี้บอกว่า

“นี่ไงล่ะ” ชายคนนั้นหัวเราะไม่ออกจึงพูดออกมาว่า “โธ่เอ๋ย! นั่นมันเครื่องชั่งน้ำหนักต่างหาก ไม่ใช่นาฬิกา

เอ็งเข้าใจผิดไปแล้ว” (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป เที่ยงยังไม่บ่อยเที่ยงยังไม่บ่อย


นิทานอีสป เรื่อง ดาวไก่น้อย


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง ดาวไก่น้อย ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

พระอาทิตย์ยามเย็นส่องแสงนวลสี เหลืองอ่อยใกล้ลับภูเขา  สองเฒ่าตายายกำลังกลับจากหาฝืนในป่าก็กลับ กระต๊อบ 

ยายก็มาหุงหาข้าวปลาอาหาร ตาก็ถือขันข้าวเปลือกไปให้อาหารแม่ไก่กับลูก 6 ตัว

ที่พาลูกไปเที่ยงป่าไผ่หลังกระต๊อบทั้งวัน ตกค่ำตายายก็จุดตะเกียงนั่งกินข้าวนอกชานซึ่งมีหลังคาคลุมอยู่ 

เสียงร่ำลือหนาหูว่ามีพระธุดงค์รูปหนึ่งมาปักกรดหลังหมู่บ้าน ตายายกินข้าว ไปพลางปรึกษากันว่าจะฆ่าแม่ไก่ตัวนี้เสีย

เพื่อไปจังหันพระ แม่ไก่ที่กำลังกกลูกนอนอยู่ได้ยินก็บอกกับลูกว่า “ลูกเอ้ย….มื้ออื่นแม่จะต้องตายแล้ว

แม่จะต้องตอบแทนบุญคุณที่ตายายชุบเลี้ยงมาตั้งแต่เป็นลูกเจี๊ยบ” ลุกไก่ทั้ง 6 ได้ยินดังนั้นก็ร้องให้ซบอกแม่แน่นขึ้น

แม่ไก่ก็กระซิก สะอื้นสั่งเสียลูกต่อไปว่า “ลูกๆทั้ง 6 คนต้องรักกัน สามัคคีกัน น้องต้องเชื่อฟังพี่

แม่ตายแล้วก็อย่าพากันไปเล่นไกลกระท่อม เดี๋ยวจะพลัดหลงทาง” นางแม่ไก่ กอดลูกน้อยนอนร้องไห้ทั้งคืน

จนหลับไปกลางดึกด้วยความเหนื่อยอ่อน แต่คราบน้ำตานั้นยังไม่จางหายไปจากเบ้าตาของแม่ลูก

ลูกไก่บางตัวยังไม่หลับสนิทยังสะอื้นกระซิกๆ ยันสว่าง เช้าวันนี้ เป็นวันนี้แปลกและเศร้าสลด

แม่ไก่ไม่ได้พาลูกไปออกหากินเช่นเคย นางกอดลูกรอความตายหน้ากระท่อม ถึงแม้นางอยากตายเพื่อตอบแทนบุญคุณตายาย

แต่ก็หาอยากจากลูกในอกไปไม่ นางกอดลูกอยู่อย่างนั้น รอความตายอย่างน่าสงสาร บางทีอยากอยากจะพาลูกหนีไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว

แต่กลัวว่าลูกจะอยู่อย่างลำบากระหกระเหินเร่ร่อน ตากับยายเดินลงกระท่อมาแล้ว ตายายตรงรี่เข้าแม่ไก่ทันที

ตามปกติการจับไก่ที่ไม่ค่อยเชื่องต้องใช้คนหลายคนวิ่งไล่กันพัลวัน พอจนมุมก็จับคอแล้วรวบขา

เอาหัวไก่ห้อยต่องแต่งในกำมือคนจับ แต่แม่ไก่ตัวนี้ยอมให้ตาอุ้มไปโดยดี ลูกไก่ได้ออกจากอกแล้ว

น้ำตาของทั้งสองฝ่ายต่างไหลออกจากเบ้าตาอีกครั้งและไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะ หยุดซักที

ลูกไก่วิ่งตามตามาอย่างสุดฝีเท้าแต่ก็ไม่อาจห้ามปรามตากับยายได้ แม่ไก่โดนยายถอนขนบริเวณต้นคอ

นางแม่ไก่ร้องขึ้นด้วยความเจ็บปวด ลูกไก่ได้แต่ร้อง เจี๊ยบๆๆๆ ยิ่งหลายตัว ยิ่งส่งเสียงหนวกหูคนฟัง แต่ความจริงแล้ว

ลูกไก่เหล่านั้นกำลังร้องเรียกหาแม่ บ้างก็ร้องไห้ ร่ำรำพันถึงแม่ บางตัวอดไม่ได้ถึงกับต่อว่าด่าตากับยาย

แม่ไก่ถูกถอนขนเกือบครึ่งคอ ตาก็หยิบมีดมา เพื่อจะปาดคอให้ตาย แม่ไก่หลับตาแน่นเบ้า ลูกไก่ยิ่งร้องเจี๊ยบๆๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ

มีดได้ปาดเนื้อคอแม่ไก่แล้ว เลือดกำลังไหลออกมาอย่างช้าๆ ยายเอาถ้วยมารองเลือดไว้ ตาใช้ปาดไปมา

สองสามครั้งเลือดก็ไหลออกมาดังเปิดก๊อกน้ำ บัดนี้แม่ไก่หมดแรง และเจ็บปวดทุกข์ทรมานเหลือคณา

ลูกตาของแม่ไก่เหลือกขึ้นบนฟ้าแล้วก็สะอึกสองทีแล้วนางแม่ไก่ก็ตายจริงๆแล้ว

ลูกไก่ได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดได้แต่ส่งเสียงเรียกแม่ด้วยความไร้เดียงสา เจี๊ยบๆๆๆ

เสียงนี้ดังก้องกระท่อม… แม่ไก่ตายแล้ว…..แม่ไก่ตายแล้วไม่รู้ว่าลูกจะอยู่อย่างไร ไม่รู้ว่าลูกทนทุกข์ทรมานเมื่อขาดแม่

ลูกไก่ร่ำไห้เรียกหาแม่ตลอดเวลา น้ำร้อนเดือดแล้ว ยายน้ำร่างแม่ไก่ไปลวกแล้วถอนขน แม่ไก่ไม่รู้หรอกว่า ตอนแม่ถูกถอนขน

มันเจ็บกระดองใจลูกผู้เห็นแม่ขนาดไหน ใจลูกอยากจะตายแทนแม่เหลือเกิน แม่จ๋า  แม่จ๋า แม่อยู่ไหน  ลูกจะตายกับแม่

แม่รอหนูนะจ๊ะ  ไม่ว่าแม่อยู่ไหน หนูจะตามไปทุกหนทุกแห่ง หนูจะไปเกิดเป็นลูกแม่ทุกชาติ แม้แม่จะเกิดเป็นไส้เดือนกิ้งกือ

หนูก็จะไปเกิดในท้องแม่ แม้แม่จะเกิดเป็นพยาธิหนูก็จะไปเกิดในท้องแม่ ทำไม ทำไมแม่ต้องมาจากหนูไปด้วย แม่จ๋า แม่อยู่ไหน

ทำไมไม่พาหนูไปอยู่ด้วย พอถอนขนเกรียนแล้ว ยายก็จะเอาร่างนั้นไปจี่เพื่อเผาขนอ่อนที่เหลือ ทันใดนั้นเอง

ลูกไก่ทั้งหมดตัดสินใจ วิ่งสุดฝีเท้ากระโดดเข้ากองไฟตายไปกับแม่……ด้วยอานิสงส์อันประเสริฐ  ทั้ง

หมดได้เกิดเป็นดาว………………………. (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป ดาวไก่น้อยดาวไก่น้อย


นิทานอีสป เรื่อง ปู่โกหกหลาน


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง ปู่โกหกหลาน ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

เรื่องราวนิทานพื้นบ้านจากคำบอกเล่าของ นายวัน ทองคำ ผู้ใหญ่บ้านคำเม็ก หมู่ที่ ๕ ตำบลทุ่งแด้

อำเภอเมืองยโสธร ….ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ขณะที่กุดจี่สองตัวผัวเมียกำลังช่วยกันกลิ้งเบ้า (ลูกดินกลมๆที่ห่อหุ้มไข่กุดจี่)

ไปตามทางผ่านหน้าหมาตัวหนึ่ง หมาสงสัยก็ถามว่าจะพากันไปไหน กุดจี่ตอบว่า จะไปเมืองลังกา (กรุงลงกา

ในเรื่องรามเกียรติ์) หมาก็ยิ่งสงสัยว่าไปทำอะไรหรือ กุดจี่ตอบว่า ได้ข่าวว่าเมืองลงกาถูกหนุมานเผาเมืองไหม้วอดวายหมด

รวมทั้งครกที่ตำอาหารก็ไหม้ จะเอาเบ้าไปทำครกถวายพระเจ้าเมืองลังกา หมายิ่งงงและถามไปอีกอย่างดูถูกดูแคลน ว่าจะไปถึงเร้อ??

แล้วเบ้าแค่นี้จะทำครกได้อย่างไรกัน กุดจี่ตอบทันควันว่านี่กะว่าจะไปกินงายเมืองลังกาโน่นแหละวันนี้ (หมายถึง

จะไปให้ทันกินข้าวเช้า) แล้วก้อนดินนี้จะปาดออกให้เป็นครก ๓ ใบก็ได้ หมาได้ฟังก็งึดมาก (งึดนี้ แปลว่า

งงหรือแปลกใจอย่างสุดๆเลย) ตั้งแต่นั้นมาหมาไม่กินกุดจี่เลย

โดยถือว่ากุดจี่มีความสามารถมากกว่าตัวเอง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วหมาทุกตัวจะเมินไม่ยอมกินกุดจี่ ไม่ว่าจะตัวสด หรือ คั่ว

ทอดจนสุกแล้วก็ตาม ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าจริงๆแล้วจะเป็นเพราะหมาไม่ถูกกับกลิ่นขี้ควาย หรือเปล่าก็ไม่ทราบได้

(จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป ปู่โกหกหลานปู่โกหกหลาน


นิทานอีสป เรื่อง กำพร้าผีน้อย


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง กำพร้าผีน้อย ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

ที่เมืองแห่งหนึ่งมีเด็กน้อยคนหนึ่งกำพร้าพ่อและแม่ ได้เที่ยวขอทานเขากินจนโตเป็นหนุ่มแล้วจึงออกจากเมืองมาทำนาทำไร่ ณ

ที่แห่งหนึ่ง เมื่อข้าวพืชงอกงามขึ้น ได้มีสัตว์ต่างๆ มากิน แม้จะไล่อย่างไรก็ไม่ไหว เอาอะไรมาทำเครื่องดักก็ยังขาดหมด

จึงไปขอเอาสายไหม จากย่าจำสวน (คนสวนของพระราชา) มาทำจึงจับได้ช้าง

ช้างเมื่อถูกจับได้กลัวตายจึงร้องขอชีวิตและบอกว่าจะให้ของวิเศษถอดงาข้าง

หนึ่งให้ท้าวกำพร้าผีน้อยจึงปล่อยไปแล้วเอางาช้างมาไว้ที่บ้าน ต่อมาท้าวกำพร้าดักได้เสือ เสือก็ยอมเป็นลูกน้อง

โดยบอกว่าถ้ามีเรื่องเดือดร้อนจะมาช่วย ต่อมาจับได้อีเห็น อีเห็นก็ยอมเป็นลูกน้อง เช่นเดียวกันกับเสือ ต่อมาจับพญาฮุ้ง

(นกอินทรีย์) พญาฮุ้งก็ยอมเป็นลูกน้องอีก และตัวสุดท้ายจับได้คือผีน้อยที่มาขโมยกินปลาที่ไซ ผีน้อยก็ยอมเป็นลูกน้อง

เมื่อท้าวกำพร้าได้งาช้างมาแล้วก็เอามาไว้ที่บ้าน ในงาช้างนั้นได้มีหญิงสาวคนหนึ่งชื่อสีดา อาศัยอยู่

นางได้ออกมาทำอาหารไว้รอท้าวกำพร้า ต่อมาท้าวกำพร้าจับนางได้จึงทุบงาช้างนั้น

เพื่อจะไม่ให้นางหลบจึงอยู่กินเป็นสามีภรรยากันตั้งแต่นั้นมา ความสวยงามของสีดา ได้ยินไปถึงพระราชา

เมื่อพระราชาเห็นแล้วก็รักใคร่จึงจะยึดเอาแต่ก็กลัวคนจะติเตียน จึงท้าท้าวกำพร้า การแข่งขันต่างๆ

โดยถ้าท้าวกำพร้าแพ้จะยึดนางสีดามา แต่พระองค์แพ้จะยอมยกเมืองให้ครึ่งหนึ่ง การแข่งขันนั้นคือ ชนวัว, ชนไก่, แข่งเรือ

แต่ปรากฏว่าท้าวกำพร้าชนะทุกครั้ง เพราะในการชนวัวนั้น เสือแปลงเป็นวัวมาช่วยท้าวกำพร้า, ชนไก่นั้นอีเห็นแปลงเป็นไก่มาช่วย

กัดไก่ของพระราชาตาย ในการแข่งขันเรือนั้นพญาฮุ้งมาเป็นเรือและได้ทำให้เรือพระราชาล่มแล้วกินคน ทั้งหมด

เมื่อพระราชาตายแล้วได้รวมหัวกับบ่างลั่วตัวหนึ่ง โดยให้บ่างลั่วร้องเรียกวิญญาณของนางสีดามา โดยร้องครั้งแรกนางก็ไม่สบาย

ครั้งที่สองสลบไป ครั้งที่สามจึงตายวิญญาณของนางจึงมาอยู่กับพวกผีพระราชา ส่วนท้าวกำพร้าปรึกษากับผีน้อย

ผีน้อยบอกว่าอย่าเพิ่งเผาจะตามไปดูวิญญาณของนางอยู่ที่ใด เมื่อผีน้อยตามไปทราบเรื่องทั้งหมดแล้วจึงวางแผนจะจับบ่างลั่วตั
Tag : นิทานอีสป กำพร้าผีน้อยกำพร้าผีน้อย


นิทานอีสป เรื่อง กาฬเกษ กับ ท้าวสุริวงษ์


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง กาฬเกษ กับ ท้าวสุริวงษ์ ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

ณ เมืองพาราณสี มีกษัตริย์นามว่าสุริวงษ์ และมเหสีนามว่า กาฬ ปกครอง และท้าวสุริวงษ์มีม้ามณีกาบ

ซึ่งเป็นม้าวิเศษเป็นพาหนะคู่บารมี ครั้งหนึ่งท้าวสุริวงษ์ได้ลามเหสีและชาวเมืองไปเรียนวิชาอาคม

โดยมีม้ามณีกาบเป็นพาหนะไปพบกับพญาครุฑ และยักษ์กุมภัณฑ์ ต่อมาได้เป็นสหายกันและพระองค์

ก็เรียนศาสตระศิลป์กับพระฤาษีจนสำเร็จแล้วกลับมาปกครองเมืองต่อไป เมื่อท้าวสุริวงษ์กลับมาครองเมืองแล้ว

ก็ต้องการจะมีบุตรชาย เพื่อเอาไว้สืบราชสมบัติแทนพระองค์ ดังนั้นจึงทำพิธี ขอลูกกับพระอินทร์ๆ ก็ได้ส่ง

เทพบุตรกับเทพธิดาลงมาเกิดในเมืองมนุษย์ เพื่อให้เป็นคู่สามีภรรยากัน โดยเทพบุตร องค์หนึ่งมาเกิดในท้อง

นางกาฬมเหสีของท้าวสุริวงษ์ เมื่อนางกาฬประสูติออกมาเป็นชาย ชื่อว่ากาฬเกษ กาฬเกษกุมารนี้ ได้เจริญเติบโต มาเป็นลำดับ

ครั้งหนึ่งเข้าไปเล่นในโรงม้า อันเป็นที่อยู่ของม้ามณีกาบ ได้แอบขึ้นขี่ม้าแล้วม้ามณีกาบก็พา

กาฬเกษกุมารเหาะไปในอากาศออก ขณะที่ท้าวกาฬเกษหนีออกจากเมืองนั้น ได้พบกับนกสาริกาคู่หนึ่ง

จึงได้สั่งความให้กลับไปบอกท้าวสุริวงษ์ด้วยว่าจะออกไปเที่ยวในป่าถึง 3 ปี

แล้วจะกลับมา เมื่อสั่งความแล้วก็เดินทางต่อไปจนเข้าเขตเมืองผีมนต์ของท้าวผีมนต์ และนางมาลีทอง ได้พักอยู่นอกเมือง

พบกับชาวเมืองที่ออกมาหาฟืนแล้วได้ทราบว่าท้าวผีมนต์มีลูกสาวสวยชื่อ มาลีจันทน์ จึงพยายามจะไปพบนางในสวนดอกไม้

เมื่อนางมาลีจันทน์มาชมสวน ท้าวกาฬเกษจึงเข้าไปหาแล้วชอบพอรักใคร่กัน ดังนั้นเมื่อตอนกลางคืนจึงแอบเข้าไปหานางเป็นเวลานาน

ต่อมาท้าวผีมนต์สืบได้จึงทำหอกยนต์ดักยิง ขณะที่ท้าวกาฬเกษแอบเข้าไปนั้น พระองค์ได้ถูกหอกยนต์ตายลง

แต่ก่อนจะตายท้าวเธอได้สั่งว่าอย่าเผาศพ ให้เอาใส่แพลอยน้ำไป นางมาลีจันทน์ ได้ปฏิบัติตามที่ท้าวกาฬเกษสั่งทุกประการ

ศพของท้าวกาฬเกษลอยทวนกระแสน้ำจนไปถึงอาศรมพระฤาษี แล้วพระฤาษีมาพบเข้าจึงร่ายมนต์ชุบชีวิตให้ฟื้นขึ้นมา

ท้าวกาฬเกษคืนมาแล้วจึงเรียศาสตระศิลป์อยู่กับพระฤาษี จนสำเร็จแล้วลาพระฤาษีกลับไปหานางมาลีจันทน์ใหม่

ท้าวผีมนต์ทราบข่าวอีกจึงเกิดรบกันในที่สุด ท้าวผีมนต์จึงแพ้ยกเมืองและลูกสาวคือนางมาลีจันทน์ให้แก่ท้าวกาฬเกษ ๆ

อยู่ที่นั่นไม่นานก็พานางมาลีจันทน์เดินทางต่อไปอีก ในการเดินทางต่อนี้ ยักษ์หลายเมืองเช่น ยักษ์ชื่อสาระกัน, ชื่อคันธะยักษ์

และยักษ์ขีนีสาระกาย ต่างต้องการจะให้ท้าวกาฬเกษอยู่ครองเมือง แต่ท้าวกาฬเกษยังต้องการเดินทางต่อไป

หลังจากเดินทางตามที่ต้องการแล้ว ในที่สุดท้าวกาฬเกษก็รับนางมาลีจันทน์ ไปครองเมืองพาราสี สืบต่อไป (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป กาฬเกษ กับ ท้าวสุริวงษ์กาฬเกษ กับ ท้าวสุริวงษ์


นิทานอีสป เรื่อง ตรอกจั่น


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง ตรอกจั่น ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

ร่วมร้อยปีมาแล้ว หมู่บ้านท่าตะเภายังเป็นป่าดงอุดมสมบูรณ์ด้วยต้นคุยและสีละมัน (เป็นไม้พื้นเมืองของ จ.ตราด)

ชาวบ้านแถวนี้และหมู่บ้านใกล้เคียงได้พากันมาเก็บลูกไปขาย ต่อมามีเสือร้ายตัวหนึ่งมาอาศัยอยู่

เสือตัวนั้นจับคนเข้าป่าไปกินมากมาย จนชาวบ้านเชื่อว่ามีผีสิงอยู่ในตัว จึงได้ตั้งห้างดักยิงแต่ไม่ได้ผล

ออกอาละวาดกัดคนไม่เว้นแต่ละวัน มาวันหนึ่ง ตาเฒ่าคงกลับมาจากหาหน่อไม้และเก็บของป่าตามลำพัง

แกไม่กลัวเสือตัวนี้เพราะเป็นคนอยู่ยงคงกระพัน เมื่อ เดินมาถึงบริเวณป่าครึ้ม แกได้ยินเสียงกรอบแกรบเดินตามหลังมา

พร้อมกับพูดคุยกับแก ตาคงคิดว่าเป็นเพื่อนบ้านก็สนทนาด้วย แต่เมื่อรู้สึกสะดุดหูจึงหันกลับไปมอง

และเห็นว่าไม่ใช่มนุษย์ก็ไม่ลังเลใจรีบชักมีดโต้จากเอวพร้อมกับสู้เสือร้าย ทันที

ตาคงฟันเสือไปหลายแห่งแม้ไม่ถูกที่สำคัญแต่เสือหมดหนทางทำร้ายตาคงได้ หนีเข้าป่าไป เมื่อตาคงกลับมาเล่าให้ชาวบ้านฟัง

ทุกคนต่างร้อนใจหาวิธีปราบ มีนายพรานผู้หนึ่งเสนอให้ลองดักเสือด้วยจั่น คือ ทำเป็นกรง 2 ชั้น ชั้นในเอาเหยื่อล่อ

ชั้นนอกมีประตูและสายใยล่ามไว้ หากเสือเข้าไปกินเหยื่อ ประตูกรงจะปิดขังทันที ชาวบ้านทั้งหมดตรงไปบ้านตาบุญ

เพื่อขอยายหอมทาสของแกมาเป็นเหยื่อล่อ โดยมีข้อแลกเปลี่ยนว่า ถ้าทำสำเร็จจะได้เป็นไทแก่ตนเอง ยายหอมตกลง

ชาวบ้านต่างช่วยกันตัดไม้มาสร้างจั่นไว้ที่ชายป่าทึบ ตกเย็นได้พายายหอมไปนั่งปั่นฝ้ายอยู่ตามลำพัง เสือร้ายก็มาดักคาด

ยายหอมสามารถหลอกล่อเสือจนเข้ามาติดกับได้ แล้วเคาะเกราะ (ทำด้วยไม้ มีไว้สำหรับตีบอกสัญญาณและบอกเวลา)

ให้สัญญาณชาวบ้านออกจากที่ซ่อน ชาวบ้านใช้ปืนยิงเสือจนตาย ที่ที่ชาวบ้านวางจั่นดักเสือ เรียกว่า “ตรอกจั่น”

ซึ่งอยู่ที่บ้านท่าตะเภา ต.หนองเสม็ด อ.เมืองตราด จ.ตราด (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป ตรอกจั่นตรอกจั่น


นิทานอีสป เรื่อง กำเนิดต้นข้าว


วันนี้จะมาเล่า นิทานอีสป เรื่อง กำเนิดต้นข้าว ให้ฟังกัน เรื่องราวจะเป็นยังไงมาอ่านกันเลย

ในสมัยก่อนเมล็ดข้าวเกิดขึ้นเองไม่ต้องปลูก และมีขนาดใหญ่มาก ใหญ่กว่ากำปั้นของมนุษย์ 5 เท่า

เมล็ดข้าวมีสีเงินและมีกลิ่นหอม มนุษย์ก็ได้ใช้หุงกิน ต่อมามีหญิงหม้ายคนหนึ่ง สร้างยุ้งฉางให้ข้าวมาเกิดในยุ้งฉาง แม่

หม้ายเป็นคนหยาบช้า ตีข้าวเมล็ดใหญ่ด้วยไม้ เมล็ดข้าวแตกหักและปลิวไป ที่ปลิวไปตกในป่ากลายเป็นข้าวดอย

ที่ปลิวไปตกในน้ำเป็นข้าวนาดำมีชื่อว่านางพระโพสพ นางพระโพสพอาศัยอยู่กับปลาในหนองน้ำ นางพระโพ 

สพโกรธมนุษย์จึงไม่กลับไปอีก มนุษย์ก็อดอยากไม่มีข้าวกินไปถึงพันปี   ต่อมามีลูกชายเศรษฐีไปเที่ยวป่าแล้ว   

หลงทางมาถึงหนองน้ำก็นั่งร้องไห้ ปลากั้งสงสารจึงขอให้นางพระโพสพอบกทางให้และกลับไปอยู่กับมนุษย์

นางพระโพสพเล่าถึงความใจร้ายของแม่หม้าย ลูกชายเศรษฐีอ้อนวอนให้นางพระโพสพกลับไป แต่นางก็ไม่ยอม

เทวดาจึงแปลงตัวเป็นปลากับนกแก้วมาอ้อนวอนให้นางไปดูแลมนุษย์และพระศาสนา เพราะพระพุทธเจ้าจะไป  เกิดอีก

นางพระโพสพจึงยอมกลับไปแต่ข้าวจะเล็กลง และต้องทำการเพาะปลูก ถ้าจะตำข้าวจะต้องทำพิธีขออนุญาตนางพระโพสพ

และเมื่อเกี่ยวข้าวเสร็จแล้วต้องทำพิธีสู่ขวัญข้าว (จบบริบูรณ์)
Tag : นิทานอีสป กำเนิดต้นข้าวกำเนิดต้นข้าว


นิทานเรื่องลูกหมูสามตัว


นิทานเรื่องลูกหมูสามตัว พร้อมภาพประกอบ เป็นนิทานที่จะสอนให้เด็กๆเป็นคนขยัน ให้รู้โทษของความขี้เกียจ และประโยชน์ของความขยัน ว่าจะได้ประโยชน์และความภูมิใจอย่างไร เมื่อเราขยัน สอดแทรกไว้ใน นิทานเรื่องลูกหมูสามตัว นี้แล้ว 

1. คลิปวีดีโอ เรื่องลูกหมูสามตัว

2. นิทานเรื่องลูกหมูสามตัว


คลิปวีดีโอเรื่องลูกหมูสามตัว


นิทานเรื่องลูกหมูสามตัว ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว มีแม่หมู กับลูกหมูพี่น้อง 3 ตัว อาศัยอยู่ในที่แห่งหนึ่ง... ลูกหมูตัวโตสุดซึ่งเป็นพี่ใหญ่นั้น เป็นหมูที่ออกที่จะเกียจคร้านเป็นอย่างมาก แล้วก็มักที่จะชอบไปแอบหาที่หลบหลับนอนอยู่ตลอดเวลา ลูกหมูตัวที่สองซึ่งเป็นน้องหมูตัวกลางก็เป็น หมูที่ตะกละเป็นที่สุด จะไม่ชอบทำงาน แม้เวลาทำงานก็จะหาเรื่องพักแล้วกินอาหาร ที่แอบพกเอาติดตัวมาด้วยอยู่เสมอ ๆ แต่ว่าลูกหมูตัวที่สามนั้น เป็นหมูที่ขยันขันแข็ง และชอบทำงาน เป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่า น้องหมูตัวสุดท้องจะเป็นหมูที่ขยันขันแข็งทำงานเป็นอย่างมากอย่างไรก็ตามที...

แต่อาหารที่หามาได้นั้นก็ต้องหมดลงไปอย่างรวดเร็วในไม่ช้า ด้วยเป็นเพราะว่า ที่บ้านของเขานั้นมีหมูที่ขี้เกียจกับหมูที่ชอบกินอยู่ตั้งสองตัวนั่นเอง วันหนึ่ง แม่หมูได้พูดขึ้นว่า " ตอนนี้พวกเธอก็โตกันขึ้นมามากแล้ว ถึงเวลา ที่จะต้องแยกย้ายกันออกไปสร้างบ้านเป็นของตัวเองอยู่ที่ข้างนอก..." น้องหมูตัวสุดท้องเมื่อได้ฟังแม่หมูพูดว่าอย่างนั้น ก็ให้เป็นเกิดมีความปิติยินดีขึ้นมาอย่างมาก " เราจะสร้างบ้านของเราแบบไหน แล้วเอาอะไรมาสร้างเป็นบ้านดีนะ??"  พี่หมูตัวโตตัวขี้เกียจ เมื่อได้ยินแม่หมูพูดมาว่าเช่นนั้นก็พูดบ่นขึ้นทันที ด้วยเพราะไม่ค่อยชอบที่จะทำงานอยู่แล้วนั่นเอง...ก็เลยโดนแม่หมูดุเอาให้ว่า



 " อย่ามามัวบ่นอยู่อย่างนั้นสิ...รีบ ๆ ออกไปจัดการสร้างบ้านเป็นของตัวเองเดียวนี้เลย.." พี่หมูตัวโตจึงจำใจที่จะต้องออกไปสร้างบ้านแต่ก็ด้วยอย่างไม่ค่อยที่จะเต็มใจสักเท่าใดนัก... " อู๊ด อู๊ด..มันเป็นเรื่องที่น่าเบื่อรำคาญเป็นอย่างมาก...แต่ว่าถ้าเป็นบ้านที่ทำด้วยฟางล่ะ.. ใช่สิ เราก็สามารถที่สร้างมันขึ้นมาได้อย่างง่าย ๆ และรวดเร็วอีกเสียด้วย.." 

แล้วบ้านที่ทำขึ้นมาจากฟางก็ถูกสร้างขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และเสร็จลงในไม่ช้า พี่หมูตัวโตได้มาคุยโวอวดพวกน้อง ๆ หมูว่า " เห็นไหม ฉันสร้างบ้านได้ เสร็จรวดเร็วก่อนใคร ๆ พวกแกจงดูเอาฉันเป็นตัวอย่าง แล้วสร้างบ้านของพวกแก ให้เสร็จขึ้นเร็ว ๆ.. " พี่หมูตัวที่สองได้พูดชมพี่หมูใหญ่ว่า 
"พี่เก่งจังสร้างบ้านได้เสร็จรวดเร็ว และวิเศษมากเนี้ยบจริง ๆ " 


แต่ว่าน้องหมูตัวที่สามกลับท้วงติงขึ้นว่า " แต่ว่านะ ! บ้านที่ทำขึ้นมาจากฟางนี่น่ะ มันก็คงจะต้านทานลมที่พัดมาแรง ๆไม่ได้เสียน่ะสิ...."  เมื่อพี่หมูตัวที่สองได้ฟังเช่นนั้นก็พูดขึ้นว่า" มันเป็นความคิดที่ดีมาก! ถ้าอย่างนั้นเห็นทีว่าเราจะสร้างบ้านของเราด้วยไม้ดีกว่า เพราะมันสามารถที่จะต้านลมที่พัดมาแรง ๆได้ อย่างแน่นอน.." 

เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้วพี่หมูตัวที่สองก็รีบเข้าไปที่ในป่า แล้วได้เก็บรวบรวมเอาเศษ ไม้มาในทันทีทันใด " ป๊อก ป๊อก !" แล้วก็ตอกตะปูลงไปอย่างนี้อีกหน่อย แค่นี้เอง..เราก็ได้บ้านที่ ทำขึ้นมาจากไม้แข็งแรง เห็นไหมสร้างได้เสร็จเป็นบ้านแล้ว..."จึงเป็นอันว่าพี่หมูตัวที่สองก็ได้ สร้างบ้านของตัวเองที่ทำขึ้นมาจากไม้ได้สำเร็จเสร็จลงเช่นกัน "ดูสิ ! บ้านที่ทำขึ้นมาจากไม้ของข้าสร้างเสร็จแล้วนะ เป็นบ้านที่วิเศษสามารถต้านลมได้อย่างดี อีกเสียด้วย" พี่หมูตัวที่สองพูดแบบคุยโวอวดน้องหมูตัวที่สามอีกเช่นกัน แต่น้องหมูตัวที่สามกลับพูดว่า 



" ถึงแม้ว่า บ้านที่ทำขึ้นมาจากไม้นั้นจะต้านลมได้ดีก็จริง แต่มันก็คงจะต้องพังลงมาถ้า มีใครมาบุกโจมตี "พี่หมูตัวที่สองเมื่อได้ฟังเช่นนั้นก็ให้เป็นนึกโกรธน้องหมูขึ้นมาในทันที " แกพูดว่าอะไรของแก ? ถ้ามัวขืนแต่จะมาเดินขนอิฐอะไรของแกอยู่นั่นอย่างช้า ๆ แกก็จะไม่มี ทางสร้างบ้านของแกได้เสร็จลงทันเวลาเพราะว่า!

..อีกไม่นานมันก็จะ ค่ำมืดลงแล้ว เดี๋ยวเถอะ..เดี๋ยวพวกหมาป่ามันก็จะได้เวลาที่จะออกมาหากินของมันเสียด้วยสิ..." น้องหมูตัวที่สามได้พูดว่า " เราเพียงแต่ต้องการที่จะสร้างบ้านของเราด้วยอิฐ ที่แข็งแรงไว้เป็นที่พักอาศัย เพราะมันจะได้ไม่พังลงมาได้อย่างง่าย ๆ แล้วยิ่งไปกว่านั้นแม้ว่าจะมีลมแรง ๆ พัดมาก็จะไม่เป็นอะไรทั้งสิ้น" น้องหมูตัวที่สามได้แบกเอาอิฐมากองรวมกันเอาไว้

แล้วหลังจากนั้นเขาก็ผสมปูนซีเมนต์ แล้วเอามาทาลงไปอีกครั้ง เพื่อทำฐานของบ้านให้แข็งแรง โดยซ้อนอิฐ เรียงกันทีละก้อนทีละก้อนแล้วฉาบด้วยปูนอีกครั้งอย่างเหนียวแน่น... " ปัต! ปัต!จะต้องสร้างบ้านที่แข็งแรงที่สุดมากกว่าใคร" แล้วที่นั่น..พี่หมูทั้งสองตัวก็ได้โผล่หน้าออกมา " นี่มันก็จะค่ำมืดลงแล้วนะ แกมามัวทำอะไรของแกอยู่นั่นแหละ เดี๋ยวเถอะ...เดี๋ยวพวกหมาป่ามันก็จะได้เวลาที่จะ ออกมาหากินของมันแล้ว ...ยิ่งไปกว่านั้นถ้าเกิดแกจะโดนหมาป่ากิน เข้าไปแล้วละก็...ข้าทั้งสองไม่ช่วยนะ..จะบอกให้...

" พี่หมูทั้งสองพูดจบแล้ว ก็รีบแยกย้ายจากไปอย่างรวดเร็ว น้องหมูตัวที่สามได้พูดว่า " ก่ออิฐทีละก้อน ๆ..เรียงขึ้นไป ๆ..เรื่อย ๆ เดียวก็จะได้บ้านที่แข็งแรงป้องกันอันตรายให้ได้ แม้ว่า..หมาป่าจะมาก็ไม่เป็นไร ไม่กลัวหรอก? ... " และแล้วเมื่อความมืดเข้ามาเยือน เมื่อบนท้องฟ้าพระจันทร์ขึ้นจนเต็มดวงแล้ว และในเวลานั้น บ้านที่สร้างขึ้นมาจากอิฐของน้องหมูตัวที่สามก็ สร้างได้สำเร็จลงอย่างเรียบร้อย 



" โบวววว์..." ใช่แล้ว...มันเป็นเสียงหอน ของหมาป่าที่ได้เวลาออกมาหากินตามปกติของมัน " โอ้..ทันเวลา พอดิบพอดีเลย..ดีมาก" และเสียงหอนของหมาป่านั้น ก็ทำให้พี่หมูทั้งสองตัว ต้องนั่งกอดเข่าตัวสั่นเทาอยู่ด้วยความสะพึงกลัวเป็นอย่างมาก...  " เอก อี้ เอก ๆ " รุ่งเช้า..หมูพี่ ๆ ทั้งสองตัวได้มาหาน้องหมูตัวสุดท้อง และได้ชวนกันกลับมาที่บ้านของตน แม่หมูได้พูดว่า 

" พวกเจ้าทั้งสามเก่งและ ทำได้ดีมาก...ดังนั้นต่อแต่นี้ไปพวกเจ้าก็จงออกไปอาศัยหากินกันเองได้แล้ว " เมื่อได้ยินแม่หมูพูดพี่หมูทั้งสองตัวก็พูดบ่นขึ้นมาอีกว่า " ไม่เอาหละ... น่าเบื่อจะตาย แล้วข้าก็เหนื่อยแล้วด้วย"แม่หมูให้เป็นเบื่อหนาระอาใจ กับพี่หมูทั้งสองตัวเป็นอย่างที่สุด !  ในขณะที่ลูกหมูทั้งสามกำลังเดินทางกลับไปที่บ้านของพวกตนอยู่นั้น พลันก็ได้ มีหมาป่าตัวหนึ่งที่เดินดมกลิ่นหาเหยื่ออยู่ในป่าแถว ๆ นั้นเดินผ่านมา และได้แอบเห็น เจ้าหมาป่ารีบสะกดรอยติดตามหลังไปติด ๆ

 " ดีจัง มีลูกหมูน่าอร่อยตั้งหลายตัวแน่ะ...เราจะกินตัวไหนก่อนดีนะ.." เมื่อลูกหมูทั้งสามตัวเดินทางแยกย้ายกันกลับไปที่บ้านตามลำดับแล้ว ซึ่งแน่นอนที่เจ้าหมาป่าก็ได้สะกดรอยติดตามไปติด ๆ เหมือนกัน มันพูดว่า " ข้าจะต้องกิน อ้ายหมูตัวที่ขี้เกียจที่สุด ที่สร้างบ้านด้วยฟางนั่นแหละก่อนอื่นใดเลยล่ะ "  หมาป่าเมื่อมาถึงที่หน้าบ้านก็เคาะประตู..ป๊อก..ป๊อก..

" เปิดประตูเดี๋ยวนี้ !.." พี่หมูตัวที่หนึ่งตกใจเป็นอย่างมาก และได้รีบลงกลอนประตูทันทีเหมือนกัน" อ้ายบ้าเอ้ย.. บ้านที่ทำ มาจากฟางของแกนี่น่ะ แค่โดนข้าเป่าเข้าให้ทีเดียวก็พังหมดแล้ว ฟู่ ๆ ๆ " ว่าแล้วมันก็พ่นลม ปากของมันเป่าใส่" ฟู่ " บ้านที่ทำขึ้นมาจากฟางทั้งหลังก็มีอันได้พังลงไปทั้งหลัง " จ๊าก..ช่วยด้วย ....ช่วยด้วย..จ้า
" พี่หมูตาเหลือกวิ่งหนีไปที่บ้านของน้องหมูตัวที่สองทันทีทันใด " จะหนีมาแอบซ่อนอยู่ในบ้านที่เป็นแบบนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก..ว๊อย" ลูกหมูทั้งสองตัวนั่งกอดกันตัวสั่นเทาไปหมดกับเสียงอันน่าหวาดกลัว ของหมาป่า ว่าแล้วมันก็กระโดดเข้าชนประตูบ้านอย่างรุนแรง บ้านที่ทำขึ้นจากไม้ลั่นเสียงดัง" เอียด ๆๆ" แล้วเริ่มโอนเอนไปมา  และเมื่อหมาป่ากระโดดชนซ้ำเข้าไปอีกในครั้งที่สอง



บ้านที่สร้างขึ้นมาจากไม้ ส่งเสียง " ปาริ..ปาริ "และมีอันต้องแหลกสลายลงไปเป็นเสี่ยงๆ ในทั้นทีทันใด หมาป่าได้กระโจนเข้าไปจนเกือบจะชิดตรงที่ลูกหมูทั้งสองตัวกำลังโอบกอดกันอยู่ด้วยอาการสั่นเทา " จ๊าก..แย่แล้ว....ช่วยพวกเราด้วย..จ้า " หมูทั้งสองตัวรีบวิ่งหนีไปอย่างสิ้นหวัง โดยมีเจ้าหมาป่าก็ได้วิ่งตามมาติด ๆ " จะหนีไปไหน ! กลับมาให้ข้ากินเสียดี ๆ "  พี่หมูทั้งสองตัววิ่งหนีมาจนถึงที่บ้านของน้องหมูตัวที่สามด้วยความยากลำบาก "เร็ว ๆ หมาป่ามันกำลังตามมา..รีบปิดประตูใส่กุญแจไม่เช่นนั้นเดี๋ยวต้องโดนมันกินแน่ ๆเลย

" พี่หมูทั้งสองตัวรีบลงกลอนประตู แม้กระนั้นน้องหมูตัวที่สามกลับยิ้มแล้วพูดว่า "มันไม่เป็นปัญหาหรอก เพราะบ้านที่ทำขึ้นมาจากอิฐนั้นแข็งแรง แม้หมาป่าจะมาโจมตี อย่างไร ก็ไม่มีทางพังลงมาอย่างง่าย ๆ แน่นอน"  "อ้ายหมูหน้าโง่ทั้งหลายเอ้ย!..แม้จะหนีมาแอบอยู่ในบ้านที่เป็นแบบนี้ก็ตามเถอะ ข้าจะพังให้ดูเดี๋ยวนี้เลย "ว่าแล้ว หมาป่าก็โผเข้าไปที่ประตูบ้านอย่างรวดเร็ว 

"ปั้ง ปึง ปึง!"แต่มันแทบจะถอดกระดูกของมันออกเป็นชิ้น ๆ เลยทีเดียว ด้วยความแข็ง ของอิฐ" อ๊อก! อั๊กๆๆ" หมาป่าต้องได้รับบาดเจ็บ ดังนั้นมันจำใจต้องถอยออกไป อย่างไม่ค่อยที่จะเต็มใจสักเท่าใดนัก "เย เย้..ดีมาก!" หมูทั้งสามตัวตกลงใจกันว่าจะอาศัยอยู่ด้วยกันที่บ้านของ น้องหมูตัวที่สามชั่วขณะหนึ่ง ส่วนเจ้าหมาป่านั้นก็..ตั้งแต่วันนั้นมันได้เงียบหายไป สงสัยว่าคงจะเจ็บมากนั่นแหละเลยไม่คิดที่จะมาก่อกวนอีก...แต่แล้วในวันหนึ่ง พวกลูกหมูทั้งสามได้ออกเดินทางไปที่ภูเขาเพื่อจะไปเก็บผลแอปเปิ้ล และที่นั่น ก็เหมือนเดิมที่หมาป่าได้ออกมาปรากฏตัวอีกครั้ง...พวกหมูทั้งสามเมื่อเห็นดังนั้นจึง ได้รีบปีนหนีขึ้นไปบนต้นแอปเปิ้ลอย่างรวดเร็ว 

   ด้วยหมาป่านั้นมันไม่มีความสามารถที่จะปีนขึ้นต้นไม้ได้นั่นเอง" ชิต! ก็ได้..ข้าจะรอ จนกว่าพวกแกจะลงมาเองนั่นแหละ ! " เมื่อหนึ่งชั่วโมงผ่านไป และสองชั่วโมงก็ผ่านไป..หมาป่าก็ยังไม่ยอมจากไปจากที่นั่น น้องหมูตัวที่สามใช้ความคิด..และได้พูดว่า " นี่ นี่ หมาป่า, แกคงหิวแล้วสินะ อยากกินแอปเปิ้ล หรือเปล่าล่ะ ? ? ? "พูดแล้วเขาก็ขว้างผลแอปเปิ้ลลงไปที่ข้างล่างหมาป่าด้วยก็กำลังหิวอยู่พอดีนั่นเอง มันจึงรีบวิ่งตามผลแอปเปิ้ลที่โดนขว้าง ลงมาและก็ได้กลิ้งไปที่ข้างหน้าอย่างรวดเร็ว " เร็ว ๆ เป็นโอกาศดีแล้วที่จะคิดหนี!

" พวกหมูจึงหนีกลับมาได้อย่างปลอดภัย...และในวันรุ่งขึ้น ลูกหมูตัวที่สามได้ออกไป ที่ในเมืองเพื่อหาซื้อถังใส่น้ำ และในระหว่างทางขากลับขณะที่กำลังแบกถังอยู่นั้น เจ้าหมาป่าจอมตะกละก็ได้มาดักรออยู่ที่เส้นทางสายนั้นอีกครั้ง..และสิ่งนี้น้องหมูก็ได้แอบเห็น " โอ้..! อ้ายหมาป่ามันดักซ่อนตัวอยู่นี่ " น้องหมูตัวที่สามตกใจที่ได้เห็นหมาป่าแอบซ่อนตัวอยู่จากเงายาวและดำมืดของมันที่ต้องแสง แดดในตอนเย็นนั่นเอง

...น้องหมูรีบวางถังลงไว้ที่พื้นแล้วกระโดดลงไปที่ข้างใน หลังจากที่เล็งเป้า ให้ตรงจุดแล้ว ทีนี้เขาก็กลิ้งมันลงไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง " จ๊ากกก..!" หมาป่าร้องจ๊าก ออกมาด้วยความเจ็บเพราะโดนปะทะและโดนทับด้วยถังที่กลิ้งลงมาอย่างแรง มันได้หนีหายไปในทันที ดังนั้นน้องหมูตัวที่สามจึงเดินทางกลับมาที่บ้านได้อย่างปลอดภัย 

หลังจากนั้นต่อมาไม่นาน..เจ้าหมาป่าก็ได้เดินแบกเอาบันไดยาวมาที่บ้าน ของพวกลูกหมู " น่าที่จะคิดได้อย่างนี้มาตั้งนานนมแล้ว จะเข้าไปข้างในบ้าน ได้อย่างง่าย ๆ นั้นก็คือทางปล่องไฟบนหลังคานั่นเองแหละ! " หมาป่าพาดบันไดยาว ไปตรงที่หลังคา แล้วจากนั้นมันก็ได้ปีนขึ้นไปที่ข้างบน และเมื่อพวกลูกหมูทั้งสาม ได้แลเห็น..น้องหมูตัวที่สามได้รีบพูดว่า 

" จุดไฟขึ้นที่เตาผิง ! เร็ว" หมาป่าต้องโดนลวกด้วยน้ำร้อน และได้รับบาดเจ็บสาหัสจนขนตามร่างกาย ของมันได้ร่วงออกจนเกือบจะหมด..และหลังจากนั้นหมาป่าก็ได้สำนึกและ หันมากลับตัวกลับใจเสียใหม่คือเป็นหมาป่าที่อ่อนโยน และอาศัยอยู่ในที่ของมัน อย่างสงบสุข ส่วนหมูผู้เป็นพี่ ๆ ทั้งสองตัวก็ตั้งใจจำเอาน้องหมูตัวสุดท้อง เป็นตัวอย่าง คือหันมาขยันหมั่นเพียรและไม่เกียจคร้าน ข้างฝ่ายแม่หมูก็ให้มีความสุข และพอใจเป็นอย่างมาก..ทุกตัวได้อาศัยอยู่อย่างมีความเกี่ยวข้องที่ดีต่อกันและกันตลอดมา.. 


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การเกียจคร้านไม่ได้ทำให้สบายจริงๆเลยแต่จะทำให้นำทุกข์ภัยมาสู่ตน ควรที่จะเป็นคนขยันดีกว่า


Tag : คลิปวีดีโอ เรื่องลูกหมูสามตัวลูกหมูสามตัวนิทานเรื่องลูกหมูสามตัว




นิทานอีสป เรื่องอื่นๆ
อีสป นิทานเรื่องลูกหมูสามตัว

อีสป นิทานอีสป เรื่อง กำเนิดต้นข้าว

อีสป นิทานอีสป เรื่อง ตรอกจั่น

อีสป นิทานอีสป เรื่อง กาฬเกษ กับ ท้าวสุริวงษ์

อีสป นิทานอีสป เรื่อง กำพร้าผีน้อย

อีสป นิทานอีสป เรื่อง ปู่โกหกหลาน

อีสป นิทานอีสป เรื่อง ดาวไก่น้อย

อีสป นิทานอีสป เรื่อง เที่ยงยังไม่บ่อย

อ่านนิทานอีสปทั้งหมดคลิ๊ก

คลิปนิทานอีสป
อีสป คลิปนิทานอีสป มดกับนกพิราบ

อีสป คลิปนิทานอีสป เรื่องหมากับเงา

อีสป คลิปนิทานอีสป เด็กเลี้ยงแกะ

อีสป คลิปนิทานอีสป กระต่ายกับเต่า

อีสป คลิปนิทานอีสป ลูกแกะหลงฝูงกับหมาป่า

อีสป คลิปนิทานอีสป เรื่องนายพรานกับชาวประมง

อีสป คลิปนิทานอีสป แพะกับคนเลี้ยงแพะ

อีสป คลิปนิทานอีสป ลมกับพระอาทิตย์

ดูคลิปทั้งหมดคลิ๊ก


นิทานอีสป


w3c  © Copyright 2010 rakjung.com All Right Reserved. Contact >> rakjung.com@hotmail.com